“สาวน้อย!” เสียงเรียกจากชายคนหนึ่งทำให้ เอวาริญ ฟูจิวาระ สาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นต้องหันไปมอง ก็พบกับชายคนหนึ่งที่ทรงผมเรียบแปล้ ใส่สร้อยทองเส้นใหญ่เหมือนกับพุงที่ล้นออกมานอกเข็มขัดเนื่องจากดื่มเหล้ามากเกินไปกำลังโบกมือเรียกเธออยู่
“ขออีกแก้วนะคะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างคนรู้งานพร้อมกับรับออร์เดอร์แล้วเดินไปยังบาร์ที่เพื่อนร่วมงานของเธอทำงานอยู่
“ว่าไงจ๊ะคนสวย?” บาร์เทนเดอร์หนุ่มเอ่ยทักเพื่อนร่วมงานอย่างเอวาริญอย่างเป็นกันเอง
“ว่าไงแดน ขอแมคคัลเลนอีกสองขวดค่ะ”
“ปีสิบสอง?” น้ำเสียงของแดนเอ่ยถามอย่างทีเล่นทีจริง
“น็อป ๆ ระดับรายนั้นต้องดื่มปีสิบแปดเท่านั้นค่ะ” เอวาริญตอบรับมุกด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะหวาน ๆ
“สงสัยคืนนี้เธอคงจะได้ทิปเยอะ ๆ แล้วสิเนี่ย” แดนเอ่ยเย้าพร้อมกับผิวปากเบา ๆ
เอวาริญเองก็หวังจะได้อย่างนั้นตามที่แดนว่า เพราะตอนนี้เธอต้องการเงินจำนวนมากพอสมควร เนื่องจากภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิใกล้จะจบลง เธอยังมีอีกหนึ่งภาคเรียนในฤดูใบไม้ร่วงก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา หญิงสาวต้องจ่ายค่ายเล่าเรียนรายเดือนเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ทุนการศึกษาไม่ครอบคลุม ซึ่งหมายความว่าเธอต้องจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัยอยู่ตลอด และงวดต่อไปก็จะครบกำหนดชำระในสัปดาห์หน้าแล้วด้วย
มือเล็กนำแก้ววิสกี้เบอร์เบินมาวางลงบนถาด ก่อนจะจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่พร้อมกับรวบหางม้าใหม่แล้วปั้นยิ้มการค้าออกมา
ร่างเพรียวบางย่างก้าวสับราวกับเดินอยู่บนแคทวอร์กด้วยความมั่นใจพร้อมกับถาดเหล้าในมือ เรียวขาสวยบวกกับรองเท้าส้นสูงเรียกสายตาคนในบาร์ได้อย่างดี การแต่งตัวเช่นนี้ช่วยให้หญิงสาวได้ทิปเยอะมากขึ้นแม้ว่ารองเท้าคู่นี้มันจะทำให้เธอรู้สึกเจ็บเท้าทุกครั้งที่ใส่มันก็ตาม
ณ มุมหนึ่งของบาร์มีนักเปียโนประจำยืนอยู่และกำลังผายมือเชิญแขกคนหนึ่งให้ขึ้นมาเล่นเพลง ซึ่งหญิงสาวก็เคยได้ยินเสียงเขามาก่อน พนักงานเสิร์ฟอีกคนเคยบอกกับเธอว่าผู้ชายคนนี้เป็นชาวรัสเซียที่มีรอยสักเต็มตัว รอยสักบนนิ้วมือยังบ่งบอกอีกว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกมาเฟียแก๊งเบโทรวา
ทว่าเอวาริญไม่ได้สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ขอแค่โต๊ะของเขามีลูกค้าที่ให้ทิปดี ๆ ก็พอ หญิงสาวจะเสิร์ฟให้พวกเขาบ่อยเท่าที่จะทำได้ถึงแม้ว่าบรรยากาศรอบข้างจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอยากลาออกจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟ จนกระทั่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
หนึ่งในแก๊งรัสเซียชอบมาจับก้นและยังยัดเบอร์โทรศัพท์ให้กับเธออีกด้วย เอวาริญเลยเลือกที่จะอยู่ห่าง ๆ แล้วให้สาวเสิร์ฟคนอื่นไปดูแลพวกเขาแทน เธอคงต้องรอให้พวกนั้นหมดความสนใจไปก่อนถึงจะกลับไปเสิร์ฟให้อีกครั้ง ถึงแม้ว่ามันจะกระทบกับผลกำไรก็ตาม แต่ก็ดีกว่าการเอาตัวเข้าไปยุ่งกับคนกลุ่มนั้นมาก ๆ เข้า ดังนั้นหญิงสาวเลยเลือกที่จะมาเสิร์ฟให้กับชายวัยกลางคนสองคนนี้แทน
เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงโดยฝีมืออันเป็นเลิศของนักดนตรีชาวรัสเซียผู้ชื่นชอบการเล่นเปียโน ฝีมือของเขาเหนือกว่านักดนตรีประจำของบาร์แห่งนี้เสียอีก เอวาริญอยากจะหยุดฟังแต่ก็ทำได้เพียงเดินผ่านแล้วเอื้อมตัวไปเสิร์ฟแก้วแล้วให้กับชายที่นั่งอยู่ด้านในสุดก่อน
ขณะนั้นเองที่ชายอีกคนวางมือลงบนก้นกลมกลึงของเอวาริญอย่างจงใจ หญิงสาวไม่แสดงท่าทีอะไรนอกจากฉีกยิ้มการค้าตลอดเวลา เธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจมากนักหากมันแลกกับทิปดี ๆ ได้ แต่ก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายทำอะไรตามใจมากกว่านี้ พวกเขาควรกลับไประบายอารมณ์กับเมียที่บ้านมากกว่าที่จะมายุ่งกับเธอ
“นี่ค่ะ” เอวาริญอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังออกแรงบีบด้วยการยืดตัวเต็มความสูงแล้วถอยห่างออกมาเล็กน้อยพร้อมกับเสิร์ฟแก้วเหล้าอีกใบให้กับคนตรงหน้า
“ขอบคุณนะคนสวย” น้ำเสียงของชายคนนั้นยานคางพร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“ยินดีค่ะ” เธอตอบรับ แต่ก่อนที่จะขอตัวออกจากโต๊ะ อีกฝ่ายกลับโน้มหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา
“บอกฉันหน่อยสิคนสวย เธอกำลังมองหาความสนุกอยู่หรือเปล่า?”
เอวาริญตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในหัวเธอกำลังหาคำตอบเร็วจี๋เพื่อระมัดระวังไม่อีกฝ่ายไม่พอใจจนไม่ให้ทิปกับเธอ
“การบริการคุณท่านทั้งสองคนเป็นอะไรที่สนุกอยู่แล้วค่ะ” เธอฉีกยิ้มหวานพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินหันหลังออกมาโดยปล่อยให้ชายวัยกลางคนทั้งสองนั่งหัวเราะตามหลังมา
ด้วยรูปร่างเพรียวบาง ดวงตาคมเฉี่ยวแบบสาวเอเชีย นัยน์ตาสีน้ำตาลอำพัน และผิวขาวเนียนสีชมพูระเรื่อตามฉบับสาวญี่ปุ่น ผมสีดำขลับยาวเป็นลอนสวยคลอเคลียกับบั้นท้ายกลมกลึงที่เป็นเหยื่อให้พวกผู้ชายในบาร์ได้ลูบคลำเพื่อแลกกับทิป
เธอสลัดความคิดมากมายออกจากหัว แล้วเดินไปเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้าต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งดึกดื่น และลูกค้าทั้งหลายก็เมามากขึ้นเรื่อย ๆ
เอวาริญนำวอดก้าไปเสิร์ฟให้กับชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่ง ขณะที่เพื่อนร่วมงานของเธออีกคนไปเสิร์ฟลูกค้าในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง เธอรู้สึกใจสั่นแต่ก็พยายามระงับความกังวลเอาไว้ขณะเดินเข้าไปใกล้โต๊ะมากขึ้นเรื่อย ๆ
คนที่เคยชวนเธอออกเดต ถ้าจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่ออเล็กซานเดอร์ เขามองหญิงสาวด้วยสายตาหนักแน่นอยู่เนิ่นนาน นิ้วมือที่มีรอยสักกำแก้วเหล้าเอาไว้แน่น ขณะที่เอวาริญพยายามฝืนยิ้มมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าจังหวะนั้นเองที่เธอรู้สึกเย็นวาบที่หลังคอขึ้นมา
ร่างเพรียวบางยืดหลังตรงทันทีก่อนจะหันไปมองตามสัญชาตญาณ เธอสัมผัสได้ว่าอันตรายอยู่ใกล้แค่เอื้อม เมื่อมองไปรอบ ๆ บาร์ก็เห็นสายตาที่ทอดมองมาจากเงาของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในมุมมืดของร้าน
เอวาริญรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้ชายคนนั้น แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักชื่อเขาก็ตาม ไม่เคยแม้กระทั่งเสิร์ฟอาหารหรือเครื่องดื่มให้อีกฝ่ายเลยสักครั้ง แต่ชายคนนั้นมาที่นี่เกือบทุกคืน บางครั้งก็อยู่แค่แป๊บเดียว บางครั้งก็อยู่เกือบทั้งคืน พนักงานเสิร์ฟคนอื่น ๆ บอกว่าเขาไม่ค่อยดื่มแต่ให้ทิปเยอะมาก และยังหัวเราะให้กับความหล่อเหลาของชายคนนั้นอีกด้วย
เธอไม่ได้สนใจหน้าตาของเขาหรอกเพราะยังรู้สึกขนลุกกับผู้ชายคนนั้นอยู่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่เอวาริญจะยกโต๊ะของเขาให้กับสาวเสิร์ฟคนอื่น ๆ แทน เพราะหญิงสาวยังไม่สิ้นหวังมากพอที่จะต้องไปคุยกับอีกฝ่ายเพื่อแลกกับทิปดี ๆ ด้วยซ้ำ
ตอนที่เขามองมา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขามันว่างเปล่าและอ่านไม่ออก เธอรู้จักสายตาแบบนั้นดี มันคือสายตาของคนที่ไร้หัวใจที่จะทำร้ายใครก็ได้หรือทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพราะความอาฆาตแต่เป็นความสนุกสนาน
นั่นแหละคือบุคคลอันตรายที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาพวกคนในบาร์ทั้งหมด
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบ เธอก็เหลือบไปเห็นรอยสักบนมือและแขนของเขา สักลายคล้ายกับชาวรัสเซียกลุ่มนั้นแต่ก็แตกต่าง
พอมาคิดดูดี ๆ เอวาริญจะเห็นชายคนนั้นทุกครั้งที่เธอมาทำงาน ก่อนจะส่ายหัวสะบัดความคิดไร้สาระออกจากหัว ยิ่งเธอรู้จักชายคนนั้นน้อยเท่าไรก็ยิ่งดีกับตัวเธอ
ทว่าอเล็กซานเดอร์กลับเลื่อนตัวเข้าประชิดร่างเล็กจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างระหว่างเธอกับเขาเลยสักนิดเดียว อีกฝ่ายโน้มตัวลงต่ำ ลมหายใจของเขารดผ่านใบหูของเธอจนรู้สึกขนลุก
“คุณไม่ได้โทรหาผม” เพียงคำพูดนั้นก็ทำให้รอยยิ้มหวานค่อย ๆ จางหายไปขณะที่หญิงสาวก้มหน้าหลบสายตาผู้ชายคนนั้น เธออยากบอกกับเขาเหลือเกินว่าเธอทำเบอร์โทรศัพท์หายไปตั้งแต่คืนแรกที่อีกฝ่ายให้ แต่นั่นมันก็แค่เป็นการเลื่อนปัญหาออกไปก็เท่านั้น ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนถาดมาไว้มือข้างซ้ายก่อนจะขยับตัวออกห่างเขาเล็กน้อย แล้ววางถาดกั้นกลางระหว่างเราทั้งคู่
“ขอโทษนะคะที่ฉันไม่ได้บอกคุณ ฉันน่าจะบอกตั้งแต่คืนนั้นแล้วว่าฉันไม่คบกับลูกค้าประจำของร้าน มัน... ผิดกฎของบาร์” เธอพยายามเลือกคำที่เหมาะสมที่สุดพร้อมกับทำสีหน้าสำนึกผิดจับใจเพื่อเรียกคะแนนสงสารจากอีกฝ่าย
อเล็กซานเดอร์หรี่ตาลงขณะที่เอื้อมมือมาหยิบถาดออกไปให้พ้นทางเพื่อที่เขาจะได้ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คุณต้องเข้าใจนะคนสวย ฉันเป็นคนที่อยากได้อะไรก็ต้องได้เสมอ”
“ฉันเข้าใจ แต่เจ้านายจะไล่ฉันออก” เธอแสร้งพึมพำอย่างคนเสียดาย เรียกเสียงหัวเราะเบา ๆ ให้กับอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ก่อนที่เธอจะใช้สายตาออดอ้อนเพื่อเรียกคะแนนความเมตตาจากคนตรงหน้า
อเล็กซานเดอร์รับฟังอย่างเข้าใจก่อนจะมีท่าทีเห็นอกเห็นใจเล็กน้อยและยอมจำนน ไม่ใช่เพราะเขาไม่น่าสนใจ แต่เป็นเพราะสถานการณ์ของเอวาริญนั้นไม่เหมาะที่จะคบหากับใครทั้งสิ้น
แม่ของหญิงสาวสามารถบังคับผู้ชายแทบทุกคนให้ทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ มันน่ารังเกียจมากสำหรับเธอ แม่ของเธอมีสามีมาแล้วสี่คนนอกจากพ่อ และคนล่าสุดคงจะอยู่กับแม่ไปนาน ๆ เพราะรวยและเมาอยู่ตลอดเวลา และยังมีสิทธิ์ใช้บัตรเครดิตของอีกฝ่ายได้อย่างไม่จำกัดแถมยังคอยป้อนเหล้าให้ไม่หยุด
‘ฉันจะไม่มีวันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด’ เอวาริญสัญญากับตัวเองเอาไว้แบบนั้นเป็นล้านครั้ง ถึงแม้ว่าเธอจะเข้าใจหลักการที่แม่ทำ และบางครั้งยังเอาเทคนิคบางอย่างมาใช้เพื่อป้องกันตัวเองออกจากปัญหาเท่านั้นเอง
อเล็กซานเดอร์ยอมกับเข้าไปนั่งอย่างเงียบ ๆ แต่โดยดี แล้วเอวาริญก็รีบเดินออกจากจุดนั้นทันที ทว่า... ชายลึกลับและอันตรายที่มุมห้องก็สบตาเข้ากับหญิงสาวอย่างจัง เขาชูมือขึ้นเพื่อเรียกให้เธอเข้าไปหา
หัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ปกติแล้วเอวาริญจะระมัดระวังอย่างมากเรื่องการไม่สบตากับเขา แต่ผู้ชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกประหม่าทุกครั้ง หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะคุณ?”
อีกฝ่ายโน้มตัวออกมาจากเงามืด นั่นทำให้หญิงสาวแทบหยุดหายใจเพราะความดูดีของอีกฝ่ายนั้นมีมากกว่าที่เธอจินตนาการเอาไว้
ทุกสัดส่วนของเขาช่างสมบูรณ์แบบ ทุกส่วนล้วนทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของชายหนุ่มรูปงาม ตั้งแต่จมูกที่โค้งเว้า ไปจนถึงกรามที่คมชัด และกล้ามเนื้อที่เด่นชัดซึ่งตัดกับเสื้อเชิ้ตที่ตัดเย็บอย่างประณีต ผมสีบลอนด์ทองสว่างของเขาปรกหน้าหล่อเหลาและเผยเส้นคิ้วโค้งสวย มีเพียงดวงตาสีน้ำเงินเข้มท่านั้นที่ทำให้อีกฝ่ายดูแตกต่างอกไป
ดวงตาของอีกฝ่ายไม่มีประกายใด ๆ ไร้ซึ่งแสง ทำให้เขาดูเหมือน... คนที่ตายไปแล้ว
“มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะคุณ?” เธอเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นถามอะไรกับคุณ?” เสียงทุ้มต่ำแหบห้าวเต็มไปด้วยสำเนียงอังกฤษที่ชัดเจน บ่งบอกถึงคำพูดของเขาไม่ใช่เพียงประโยคคำถาม แต่มันคือคำสั่ง
“คุณคะ ฉันคิดว่า...” ขณะที่เธอกำลังเสิร์ฟเครื่องดื่มด้วยรอยยิ้ม มือของชายหนุ่มก็คว้าเข้าที่ข้อมือเล็กอย่างจัง แรงบีบนั้นแน่นพอที่จะทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงพลังของอีกฝ่ายว่าเขาสามารถทำร้ายกันได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ
“บอกมาสิว่าเขาพูดอะไร” เสียงทุ้มนั้นถามย้ำอีกครั้ง ก่อนจะกระชับแรงบีบแน่นมากขึ้นไปอีก เอวาริญลังเลใจเล็กน้อยก่อนจะยอมเอ่ยตอบ
“เขาชวนฉันออกเดตค่ะ” เธอตอบไปตามความจริง
“แล้วคุณพูดว่าอะไร?”
เอวาริญรู้สึกว่านี่มันบ้าเกินไปแล้วจริง ๆ จนไม่รู้จะรับมือกับมันอย่างไรดี
“ฉันตอบเหมือนที่ตอบกับคนอื่น ๆ ว่า ไม่และขอบคุณ” หลังจากตอบไปแบบนั้นแรงบีบก็คลายมือออก ทว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ยอมปล่อยมือพร้อมทั้งยังใช้นิ้วโป้งลูบไปตามด้านในข้อมือของหญิงสาว ทำเอาเอวาริญรู้สึกใจเต้นแรงไปกับสัมผัสแผ่วเบานี้
“แล้วถ้าผมชวนคุณออกเดต คุณจะตอบว่าอะไร?”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เอวาริญตอบทันควันทันที จนหญิงสาวยังตกใจกับปฏิกิริยาของตนเองที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ปกติที่เธอแสดงออกมา ทว่าอีกฝ่ายกำลังทำลายความสงบภายนอกของเธอ โดยเฉพาะรอยยิ้มเยาะอย่างร้ายกาจที่เขาแสดงออกมา จนร่างบางผงะถอยหนีออกมาเล็กน้อย
“แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ยอมรับคำปฏิเสธล่ะ?”
“ผู้ชายคนนั้นก็พูดแบบนี้เหมือนกัน” หญิงสาวเอ่ยกระซิบอย่างแผ่วเบา เพราะรู้ตัวดีว่าเธอกำลังจัดการบทสนทนาได้แย่กว่าครั้งที่แล้วมาก บางทีอาจเป็นเพราะกำลังพยายามเอาใจผู้ชายมากเกินไป หรือเป็นเพราะผู้ชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชายหนุ่มดึงร่างเพรียวบางลงเข้ามาใกล้มากขึ้นจนใบหน้าของเธอแทบชิดกับใบหน้าของเขา กลิ่นกายของอีกฝ่ายรายล้อมรอบตัวเอวาริญ จนหญิงสาวต้องสารภาพตามตรงว่าเขามีกลิ่นหอมชวนหลงใหล เป็นกลิ่นไม้ซีดาร์และเครื่องเทศผสมกับกลิ่นมัสก์ของผู้ชายจาง ๆ ที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น
“แล้วคุณจะตอบว่ายังไงครับ?”
“เจ้านายของฉันไม่อนุญาตให้ฉันคบหากับลูกค้าค่ะ” เมื่อเอ่ยจบ อีกฝ่ายก็ยอมปล่อยมือเธอไป
“นั่นคือสิ่งที่คุณจะพูดกับผมด้วยเหรอ”
เอวาริญพยักหน้าแทนคำตอบ
ชายคนนั้นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้ววางธนบัตรสามร้อยดอลลาร์ลงบนโต๊ะ
“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องคอยบริการผมตลอดทั้งคืน นำวิสกี้มาให้ชั่วโมงละแก้วพร้อมกับน้ำเปล่า”
เอวาริญหยิบธนบัตรขึ้นมาแล้วสอดเอาไว้ในผ้ากันเปื้อนเล็ก ๆ ของตัวเอง ก่อนจะทำตามที่อีกฝ่ายบอก
“เอวา...” สิ้นเสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกชื่อ ก็ทำเอาเอวาริญหยุดชะงักทันที เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้จักชื่อของเธอ ทั้ง ๆ ที่บาร์แห่งนี้ไม่มีการติดป้ายชื่อเอาไว้
“คุณจะพยายามหลบเลี่ยง คุณจะวิ่งหนี คุณจะซ่อนตัวก็ได้ แต่คุณจะต้องยอมทำตามความต้องการของผม ผมไม่ยอมรับคำปฏิเสธหรอกนะ, เจ้าหญิง”
ชั่วขณะหนึ่งความกลัวก็แล่นปราดเข้ามากลางใจของหญิงสาว เธอพยายามดึงตัวเองออกจากจุดนั้นโดยที่ไม่วิ่งจนเสียมารยาท สัญชาตญาณของเอวาริญกำลังบ่งบอกว่าผู้ชายคนนั้นอันตรายและโรคจิต