บทที่ 1: พันธสัญญากระดาษ
ปลายปากกาหมึกซึมสีดำขลับจรดลงบนแผ่นกระดาษ เสียงโลหะแหลมคมขูดขีดไปตามเนื้อกระดาษดังสะท้อนก้องในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ของสำนักงานเขต ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศไม่ได้ช่วยลดทอนความอึดอัดที่ลอยวนอยู่ในมวลอากาศเลยแม้แต่น้อย
อชิรานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้บุนวม มือที่ประสานกันวางอยู่บนตักเย็นเฉียบแต่ไร้ซึ่งอาการสั่นเทา นัยน์ตาสีเข้มทอดมองตัวอักษรที่เพิ่งถูกตวัดเขียนลงในช่องว่างของเอกสารสำคัญ มันคือลายเซ็นของผู้ชายที่นั่งอยู่เคียงข้าง ชายผู้ซึ่งมีสิทธิ์ตามกฎหมายในฐานะ 'สามี' ของเธอตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
ปราชญ์โยนปากกาทิ้งลงบนโต๊ะกระจกทันทีที่ลากเส้นสุดท้ายเสร็จ เสียงกระแทกดังจนเจ้าหน้าที่นายทะเบียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสะดุ้งสุดตัว กล้ามเนื้อกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนเป็นสัน บ่งบอกถึงความอดกลั้นที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างกาย ราวกับว่าการมีอยู่ของเธอคืออากาศธาตุที่ปนเปื้อนมลพิษ
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำตวัดถามเจ้าหน้าที่อย่างห้วนจัด ไร้ซึ่งความประนีประนอมหรือมารยาททางสังคมที่ผู้บริหารระดับสูงพึงมี
“ระ...เรียบร้อยแล้วครับ ทะเบียนสมรสฉบับนี้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ” เจ้าหน้าที่ตอบตะกุกตะกัก รีบประทับตราและเลื่อนเอกสารแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าอชิรา ส่วนอีกแผ่นส่งให้ปราชญ์
อชิราเอื้อมมือออกไปรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ สัมผัสสากของเนื้องานและกลิ่นหมึกพิมพ์ยังคงแจ่มชัด เธอพับมันเก็บลงในกระเป๋าสะพายใบเรียบอย่างเชื่องช้า ท่าทีของเธอสงบเสงี่ยม ไร้ปากเสียง คล้ายกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ถูกจับวางไว้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ไม่สะทกสะท้านต่อรังสีความเกลียดชังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนข้างๆ
ทว่าภายใต้แพขนตาที่หลุบต่ำ นัยน์ตาของเธอกำลังกวาดเก็บข้อมูลทุกตารางนิ้วในห้องนี้ ตำแหน่งกล้องวงจรปิดตรงมุมขวาบนของเพดาน ทิศทางการยืนของบอดี้การ์ดชุดดำสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตู รวมไปถึงจังหวะการหายใจที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยโทสะของปราชญ์ ทุกอย่างถูกบันทึกลงในสมองและประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ผู้ชายคนนี้ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เมื่อถูกต้อนให้จนมุม นั่นคือข้อสรุปแรกที่เธอประเมินได้
ปราชญ์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลีเข้ารูปพอดีกับสัดส่วนสูงใหญ่ เขาติดกระดุมเสื้อสูทด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะก้าวฉับๆ ออกจากห้องไปโดยไม่รอเธอแม้แต่วินาทีเดียว บอดี้การ์ดทั้งสองคนค้อมศีรษะให้เจ้านาย ก่อนจะเดินตามออกไปประกบซ้ายขวา ทิ้งให้อชิราต้องเดินตามหลังพวกเขาราวกับผู้ติดตามไร้ค่า
ตลอดทางเดินจากห้องทะเบียนไปยังลานจอดรถส่วนตัว ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น บรรยากาศรอบตัวปราชญ์เต็มไปด้วยความกดดัน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างลอบมองทายาทเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศด้วยความสนใจ แต่เมื่อเห็นใบหน้าถมึงทึงของเขา ทุกคนก็รีบหลบสายตาและหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ
อชิรารักษาระยะห่างการเดินไว้ที่สามก้าวเสมอ มันเป็นระยะที่ปลอดภัยเพียงพอสำหรับการหลบหลีกหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และเป็นระยะที่ใกล้พอจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวรอบตัว เธอประเมินท่าทางการเดินของบอดี้การ์ดฝั่งซ้าย คนนั้นทิ้งน้ำหนักลงส้นเท้าขวามากกว่าปกติ อาจจะมีอาการบาดเจ็บที่เข่าซ้าย ส่วนบอดี้การ์ดฝั่งขวาล้วงมือเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตตลอดเวลา ตำแหน่งนั้นคือที่ซ่อนอาวุธปืนพกสั้น
ระบบรักษาความปลอดภัยของตระกูลนี้หละหลวมกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก
เมื่อถึงรถลีมูซีนสีดำสนิทที่จอดติดเครื่องรออยู่ บอดี้การ์ดเปิดประตูหลังให้ปราชญ์ก้าวเข้าไปนั่ง ก่อนจะหันมาเปิดประตูอีกฝั่งให้อชิรา เธอสอดตัวเข้าไปในห้องโดยสารที่กว้างขวางและหรูหรา กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ของปราชญ์ลอยเตะจมูก มันเป็นกลิ่นของความสะอาดสะอ้านและอำนาจเงินตรา ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลิ่นคาวเลือดและเขม่าปืนที่เธอคุ้นเคยมาตลอดชีวิต
กระจกทึบแสงเลื่อนขึ้นปิดกั้นระหว่างห้องโดยสารกับคนขับ ตัดขาดพื้นที่ด้านหลังให้กลายเป็นโลกส่วนตัวที่ตัดขาดจากภายนอก รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักของกรุงเทพมหานคร
ความเงียบทอดตัวยาวนานจนได้ยินเสียงหยาดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมากระทบกระจกหน้าต่าง อชิราทอดสายตามองแสงไฟจากตึกระฟ้าที่วิ่งผ่านไปอย่างเลื่อนลอย รอคอยให้อีกฝ่ายเป็นคนเปิดเกม
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าครอบครัวของคุณใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไร ถึงบีบให้พ่อผมยอมรับข้อเสนอการแต่งงานบ้าๆ นี่ได้”
น้ำเสียงเยือกเย็นทำลายความเงียบขึ้นมา ปราชญ์หันหน้ามามองเธอ นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความขยะแขยงและเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง
“แต่จงรู้เอาไว้ว่า สำหรับผม คุณเป็นแค่กาฝากที่พยายามจะเกาะตระกูลของผมเพื่อยกระดับตัวเอง”
อชิราหันกลับมาสบตาเขา ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจหรือโกรธเคือง เธอรับฟังถ้อยคำเชือดเฉือนเหล่านั้นราวกับมันเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา
“ฉันเข้าใจสถานะของตัวเองดีค่ะ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ โทนเสียงเบาบางและไร้การคุกคามตามแบบฉบับของผู้หญิงหัวอ่อนที่ถูกตีกรอบมาให้อยู่ในโอวาท
ปราชญ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ คล้ายจะสมเพชในความจืดชืดและไม่มีปากมีเสียงของเธอ
“เข้าใจก็ดี เพราะผมเกลียดความวุ่นวาย และรังเกียจพวกที่ทำทุกวิถีทางเพื่อเงินโดยไม่สนความถูกต้อง” เขากดเสียงต่ำลง ขยับตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อยเพื่อสร้างแรงกดดัน “เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันได้จนกว่าจะครบกำหนดสัญญาหนึ่งปี ผมมีกฎที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ”
อชิรากะพริบตาช้าๆ เป็นเชิงรับรู้ ไม่ขยับตัวหนีหรือแสดงความหวาดกลัว เธอเพียงแค่รอฟัง
“กฎข้อแรกของการเป็นภรรยาผม คืออย่าทำตัวให้เป็นภาระ”
ปราชญ์เน้นย้ำทุกพยางค์ด้วยความหนักแน่น นัยน์ตาสาดประกายกร้าว
“ข้อสอง พื้นที่ของคุณคือปีกซ้ายของคฤหาสน์ ห้ามก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผมเด็ดขาด และข้อสาม ห้ามเข้ามาก้าวก่ายหรือเสนอหน้าในเรื่องธุรกิจของผม ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น”
เขากอดอก เอนหลังพิงเบาะหนังแท้ ทิ้งระยะห่างจากเธอราวกับกลัวว่าความสกปรกจะติดตัว
“ในสายตาคนนอก คุณคือภรรยาของผม แต่ในบ้านหลังนั้น คุณเป็นแค่ผู้อาศัยที่ผมไม่เต็มใจให้อยู่ หวังว่าสมองของคุณจะจดจำและทำตามเงื่อนไขพวกนี้ได้โดยที่ผมไม่ต้องเตือนซ้ำ”
“ค่ะ ฉันจะจำไว้และไม่ทำให้คุณต้องลำบากใจ”
อชิรารับคำอย่างว่าง่าย เธอหลบสายตาลง มองมือตัวเองที่วางอยู่บนตัก ท่าทางเหมือนคนเจียมเนื้อเจียมตัวที่ยอมรับสภาพอย่างไม่มีเงื่อนไข
ทว่าในใจของเธอกลับกำลังลอบยิ้มเยาะให้กับความใสซื่อของผู้ชายคนนี้ ปราชญ์ช่างเย่อหยิ่งและทะนงตัวในความขาวสะอาดของตระกูลตัวเอง เขาเชื่อมั่นเหลือเกินว่าอำนาจเงินและกฎหมายคือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าโครงสร้างบริษัทที่เขาภาคภูมิใจกำลังถูกกัดกินจากภายใน
เขาประเมินเธอต่ำเกินไป และนั่นคือข้อได้เปรียบที่ทรงพลังที่สุด
รถยนต์แล่นผ่านประตูรั้วเหล็กดัดบานใหญ่ เข้าสู่เขตคฤหาสน์ประจำตระกูลของปราชญ์ สองข้างทางขนาบด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟสีส้มจากโคมไฟทางเดินสาดส่องให้เห็นความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันคือป้อมปราการแห่งความมั่งคั่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประกาศบารมี
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้ามุข ประตูรถฝั่งปราชญ์ถูกเปิดออกโดยคนรับใช้ที่ยืนรอรับอย่างนอบน้อม เขาก้าวลงจากรถโดยไม่หันกลับมามองอชิรา ไม่มีการรอคอย ไม่มีการแสดงความเอาใจใส่ในฐานะสามี เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปในตัวบ้าน ทิ้งให้เธอต้องก้าวลงจากรถตามลำพัง
อชิรายืนอยู่หน้าประตูทางเข้าหลัก สายตาของเธอกวาดมองรอบบริเวณอย่างรวดเร็วและแนบเนียน กล้องวงจรปิดสองตัวติดอยู่ที่มุมเสาซ้ายขวา หันองศาครอบคลุมพื้นที่ลานจอดรถทั้งหมด มีพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราเป็นคู่ตามจุดต่างๆ เธอคำนวณระยะห่างระหว่างจุดตรวจและเวลาในการสับเปลี่ยนเวรยามในหัวอย่างเงียบๆ
หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนในชุดฟอร์มสีเข้มเดินเข้ามาหาเธอ ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนเรียบตึง แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยการประเมินและแฝงความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด ข่าวลือเรื่องที่เจ้านายหนุ่มถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้จักคงแพร่สะพัดไปทั่วคฤหาสน์แล้ว
“ดิฉันชื่ออำไพ เป็นหัวหน้าแม่บ้านของที่นี่ค่ะ” น้ำเสียงของเธอกระด้าง ขาดความเคารพที่ควรมีต่อเจ้านายคนใหม่ “คุณผู้ชายสั่งให้จัดเตรียมห้องพักสำหรับคุณผู้หญิงไว้ที่ปีกซ้ายของตัวบ้าน เชิญตามดิฉันมาทางนี้ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” อชิราตอบรับสั้นๆ หยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กของตัวเองขึ้นมาถือไว้ โดยไม่รอให้แม่บ้านหรือคนรับใช้คนอื่นเข้ามาช่วย
ตลอดทางเดินไปยังห้องพัก อชิราลอบสังเกตผังอาคารอย่างละเอียด บันไดหลักทำจากหินอ่อนทอดตัวขึ้นสู่ชั้นสอง ทางเดินปูด้วยพรมทอเนื้อหนาที่ช่วยเก็บเสียงฝีเท้าได้เป็นอย่างดี ปีกซ้ายของคฤหาสน์เงียบสงบและดูเหมือนจะแยกส่วนออกจากพื้นที่หลักอย่างชัดเจน มันเป็นมุมอับที่เหมาะสำหรับการเก็บซ่อนความลับ
เมื่ออำไพเปิดประตูห้องพักและขอตัวกลับออกไป ทิ้งให้อชิราอยู่เพียงลำพัง เสียงคลิกของกลอนประตูที่ล็อคลงคือสัญญาณของการเริ่มต้น
อชิรายืนนิ่งอยู่กลางห้อง ท่าทีหัวอ่อนและไหล่ที่ลู่ลงเล็กน้อยค่อยๆ ยืดตรงขึ้น ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยและยอมจำนนแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเฉียบขาด นัยน์ตาสีเข้มที่เคยหลุบต่ำสาดประกายอันตรายราวกับใบมีดที่ถูกซ่อนไว้ในฝักมาเนิ่นนาน
เธอกวาดสายตาสำรวจห้องพักหรูหรา เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำจากไม้เนื้อแข็งราคาแพง โทนสีของห้องเน้นความอบอุ่น แต่สำหรับเธอ มันคือห้องขังที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงาม อชิราเดินตรงไปที่หน้าต่างบานใหญ่ เลิกผ้าม่านขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองออกไปยังสวนด้านนอก
จากมุมนี้ เธอสามารถมองเห็นป้อมยามด้านหลังและแนวรั้วที่ติดกับพื้นที่ป่าละเมาะ ถือเป็นจุดบอดที่กล้องวงจรปิดส่องไม่ถึง
ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนกระจกเย็นเฉียบ ภาพความทรงจำที่พยายามสะกดกลั้นไว้ตีตื้นขึ้นมาในหัว ภาพของเลือดสีแดงฉานที่ไหลทะลักออกจากรอยกระสุนบนหน้าอกของพ่อ ภาพที่เธอกดมือลงบนบาดแผลนั้นด้วยความตื่นตระหนก สัมผัสเหนียวเหนอะหนะของเลือดและความเย็นเยียบของร่างที่กำลังสิ้นลมหายใจยังคงติดตรึงอยู่ที่ฝ่ามือไม่เคยจางหาย
อาการปวดร้าวแล่นริ้วขึ้นมาที่ขมับ อชิราหลับตาลงแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติตัวเองกลับมา อาการนอนไม่หลับเรื้อรังและการถูกภาพความตายหลอกหลอนคือราคาที่เธอต้องจ่ายให้กับการสูญเสีย แต่เธอจะไม่อนุญาตให้ความอ่อนแอเหล่านี้เข้ามาทำลายแผนการที่วางไว้
เธอล้วงมือเข้าไปในช่องลับของกระเป๋าสะพาย หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่ถูกเข้ารหัสพิเศษขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบพร้อมกับข้อความที่ถูกส่งเข้ามาก่อนหน้านี้
'สินค้าล็อตใหม่ถูกส่งเข้าโกดังหมายเลขสี่เรียบร้อยแล้ว'
มันคือรหัสลับจากลูกน้องใต้ดิน บ่งบอกว่าเครือข่ายของเธอพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหว อชิราพิมพ์ข้อความตอบกลับด้วยความรวดเร็ว สั่งการให้ทีมสืบสวนเริ่มเจาะฐานข้อมูลของมูลนิธิการกุศลที่อยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลปราชญ์
พันธสัญญากระดาษใบนั้นอาจมีค่าแค่ฉากบังหน้าสำหรับปราชญ์ แต่สำหรับเธอ มันคือบัตรผ่านประตูที่เปิดทางให้เธอก้าวเข้ามาเหยียบย่ำถึงใจกลางอาณาจักรของศัตรู
หนอนบ่อนไส้ที่ร่วมมือกับศัตรูสังหารพ่อของเธอ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาของความมั่งคั่งและชื่อเสียงอันดีงามของตระกูลนี้ และเธอจะกระชากหน้ากากของมันออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่สกปรกหรือแลกด้วยชีวิตของใครก็ตาม
อชิราโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงกว้าง ทอดสายตามองเงาของตัวเองที่สะท้อนบนกระจกหน้าต่าง ภรรยาผู้แสนจืดชืดและไร้ค่าในสายตาของสามี... นั่นคือบทบาทที่เธอต้องแสดงให้แนบเนียนที่สุด
เพราะในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และการหักหลัง คนที่ซ่อนเขี้ยวเล็บได้มิดชิดที่สุด คือคนที่จะรอดชีวิตเป็นคนสุดท้าย
เกมกระดานนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเธอคือผู้ถือหมากตัวที่อันตรายที่สุดในมือ