บทที่ 2: โลกสองใบ

1865 Words
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่ำมื้อแรกในคฤหาสน์ตระกูลใหญ่เต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน โต๊ะไม้มาฮอกกานีตัวยาวขัดเงาวับสะท้อนแสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้า ปราชญ์นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะในชุดเสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดกระดุมเม็ดบนออก แขนเสื้อถูกพับขึ้นลวกๆ เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายอย่างหนัก เขากำลังใช้ส้อมเขี่ยสเต็กเนื้อชั้นดีในจานด้วยท่าทีไร้ความอยากอาหาร นัยน์ตาคมกริบจดจ่ออยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตที่แสดงกราฟตัวเลขหุ้นและรายงานการประเมินสินทรัพย์ของบริษัท อชิรานั่งอยู่ฝั่งขวามือ ห่างจากเขาไปถึงสามเก้าอี้ ระยะห่างนี้ถูกกำหนดโดยหัวหน้าแม่บ้านที่จัดโต๊ะตามคำสั่งทางอ้อมของเจ้านาย หญิงสาวตักซุปเห็ดเข้าปากอย่างเชื่องช้า ไร้ซึ่งเสียงกระทบกันของช้อนและถ้วยกระเบื้องเคลือบ เธอหลุบตาต่ำ ซ่อนประกายความช่างสังเกตไว้ภายใต้แพขนตาหนา ปราชญ์กำลังเครียด เส้นเลือดตรงขมับของเขาเต้นตุบ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม การนำเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเต็มไปด้วยการตรวจสอบที่เข้มงวดและการแย่งชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ ผู้ชายคนนี้กำลังแบกรับความคาดหวังของตระกูลไว้บนบ่า และการที่เขาถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่เขาเกลียดชัง ก็ยิ่งทำให้ความหงุดหงิดพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ คนรับใช้สองคนยืนสงบนิ่งอยู่มุมห้อง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือหายใจแรง ทุกคนรับรู้ได้ถึงพายุอารมณ์ที่ก่อตัวอยู่รอบตัวผู้เป็นนาย ปราชญ์รวบช้อนส้อมลงบนจานเสียงดังเคร้ง เขาไม่ได้กินอะไรไปมากกว่าเนื้อสองชิ้น “เก็บโต๊ะ” น้ำเสียงทุ้มห้วนสั่งการโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ อำไพ หัวหน้าแม่บ้านรีบก้าวเข้ามาจัดการเก็บจานของเขาอย่างรวดเร็ว ปราชญ์หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาถือไว้ ขยับเก้าอี้ถอยหลังและลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขากดสายตามองอชิราที่ยังคงนั่งก้มหน้ากินอาหารในจานของตัวเองอย่างเงียบเชียบ “ผมมีงานต้องจัดการจนถึงเช้า” เขากล่าวลอยๆ คล้ายพูดกับอากาศ แต่จงใจให้ทุกคำกระแทกหน้าคนฟัง “หวังว่าคุณจะจำกฎข้อที่สองได้ พื้นที่ของคุณคือปีกซ้าย อย่าให้ผมเห็นคุณเดินเพ่นพ่านในส่วนอื่นของบ้าน โดยเฉพาะหน้าห้องทำงานของผม” “ค่ะ” อชิรารับคำสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้การต่อล้อต่อเถียง ปราชญ์แค่นเสียงในลำคอ หมุนตัวเดินออกจากห้องอาหารไปพร้อมกับรังสีความกดดันที่แผ่ซ่าน เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวขึ้นบันไดเวียน มุ่งหน้าสู่ห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ปีกขวาของคฤหาสน์ อชิราวางช้อนลงบนจาน เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ช้าๆ ใบหน้าที่เคยแสดงความเจียมเนื้อเจียมตัวแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยเย็นเยียบ สายตาของเธอกวาดมองคนรับใช้ที่กำลังเก็บกวาดโต๊ะอาหาร ทุกคนหลบสายตาเธอ ไม่มีใครให้ความเคารพเธอในฐานะนายหญิงของบ้าน มันเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตามมารยาทเท่านั้น เธอหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องอาหาร มุ่งหน้าไปยังปีกซ้ายของคฤหาสน์ตามที่ถูกตีกรอบไว้ ทางเดินฝั่งนี้แสงไฟสลัวกว่าโซนหลัก พรมปูพื้นสีเลือดหมูซับเสียงฝีเท้าจนเงียบสนิท อชิราผลักประตูไม้บานหนาเข้าไปในห้องพักของตัวเอง จัดการกดล็อคกลอนประตูและลงกลอนเหล็กอีกชั้นอย่างแน่นหนา ห้องนอนกว้างขวางถูกตกแต่งอย่างหรูหรา เตียงคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกเข้าชุดกัน แต่สำหรับเธอ มันเงียบเหงาและเย็นเยียบเกินไป หญิงสาวปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออก เปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าซาตินสีเข้มที่รัดกุม เธอเดินไปที่ผ้าม่าน รูดมันปิดจนสนิทไม่ให้แสงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้ จากนั้นจึงเดินไปที่กระเป๋าเดินทางใบเล็กที่ยังไม่ถูกจัดเก็บ ล้วงมือเข้าไปใต้ซับในของกระเป๋า ดึงเอาคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องบางเฉียบสีดำด้านออกมา มันไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารทั่วไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงระบบปฏิบัติการและติดตั้งเครือข่ายเข้ารหัสขั้นสูงสำหรับการเจาะข้อมูลโดยเฉพาะ อชิราทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียงกว้าง เปิดหน้าจอขึ้น แสงสีฟ้าสว่างวาบสะท้อนลงบนใบหน้าเรียบเนียน นัยน์ตาสีเข้มที่เคยแสร้งทำเป็นว่างเปล่า บัดนี้ทอประกายคมกริบและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นิ้วเรียวพรมลงบนแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน ตัวอักษรและชุดคำสั่งบรรทัดแล้วบรรทัดเล่าวิ่งไล่เรียงกันบนหน้าจอสีดำ เป้าหมายคืนนี้คือการเจาะเข้าไปในระบบฐานข้อมูลของมูลนิธิการกุศลที่อยู่ในเครือของตระกูลปราชญ์ ข้อมูลจากสายข่าวใต้ดินระบุว่า มูลนิธิแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างที่ป่าวประกาศ แต่เป็นช่องทางหลักในการฟอกเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นเงินบริสุทธิ์ และบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทำธุรกรรมเหล่านี้ มีส่วนเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มมือปืนที่ลอบสังหารพ่อของเธอ การป้องกันของระบบถือว่าแน่นหนา สมกับเป็นเครือข่ายธุรกิจระดับหมื่นล้าน อชิราต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการสับหลอกรหัสความปลอดภัยและข้ามผ่านกำแพงป้องกันชั้นที่สาม เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามไรผม แต่ใบหน้าของเธอยังคงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ มันเป็นความเยือกเย็นที่ถูกหล่อหลอมมาจากสภาพแวดล้อมที่ต้องเอาชีวิตรอดในโลกใต้ดิน หน้าต่างข้อมูลชุดใหม่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ มันคือรายชื่อผู้ทำธุรกรรมรายใหญ่และการโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทนำเข้าส่งออกในต่างประเทศ อชิรากวาดสายตาอ่านตัวเลขและชื่อเหล่านั้น สมองประมวลผลความเชื่อมโยงอย่างรวดเร็ว มีรายชื่อของญาติผู้ใหญ่ฝั่งปราชญ์ปรากฏอยู่ในเอกสารอนุมัติหลายฉบับ มุมปากของเธอขยับเป็นรอยยิ้มหยัน ปราชญ์ช่างตาบอดเสียจริง ผู้ชายที่ประกาศกร้าวว่าเกลียดชังความสกปรก กลับถูกคนในสายเลือดตัวเองเหยียบย่ำความเชื่อมั่นและใช้เป็นโล่กำบังความชั่วร้าย นาฬิกาบนหน้าจอบอกเวลาตีสองสี่สิบห้านาที เสียงฟ้าร้องดังครืนมาจากเบื้องนอก ตามด้วยเสียงเม็ดฝนที่สาดกระหน่ำชนกระจกหน้าต่างอย่างรุนแรง พายุฤดูร้อนกำลังพัดผ่านกรุงเทพมหานคร เสียงฝนที่ตกกระทบกระจกดังสะท้อนก้องในความเงียบสงัดของห้องนอน จู่ๆ มือที่กำลังพิมพ์คำสั่งของอชิราก็ชะงักค้าง กล้ามเนื้อหลังของเธอเกร็งกระตุก อากาศในห้องที่ปรับอุณหภูมิไว้พอดีกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกสูบออกไปจนหมด นัยน์ตาสีเข้มที่เคยมุ่งมั่นเริ่มสั่นไหว แสงกะพริบจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พร่ามัวลง ภาพความทรงจำที่ถูกกดทับไว้ก้นบึ้งของจิตใจถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง ภาพของลานจอดรถชื้นแฉะ กลิ่นของดินที่ผสมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง พ่อของเธอนอนหงายอยู่บนพื้นคอนกรีต เลือดสีแดงฉานทะลักออกจากรอยกระสุนที่หน้าอกทะลุเสื้อเชิ้ตสีขาวจนเปียกชุ่ม เธอในวัยสิบแปดปีทรุดตัวลงคุกเข่า สองมือกดลงบนปากแผลด้วยความตื่นตระหนก พยายามห้ามเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด สัมผัสเหนียวเหนอะหนะและความอุ่นวาบของเลือดกระแทกเข้าสู่ประสาทสัมผัส ‘พ่อ... พ่ออย่าหลับนะ มองหน้าชิรา พ่อ!’ เสียงกรีดร้องของตัวเองในอดีตดังก้องอยู่ในหัว สลับกับเสียงหอบหายใจรวยรินของชายผู้เป็นเสาหลักในชีวิต ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกโพลงและนิ่งสนิทไปตลอดกาล อชิราสะดุ้งสุดตัว ยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองแน่น หัวใจของเธอเต้นระรัวและรุนแรงจนปวดร้าวไปถึงกระดูกซี่โครง ลมหายใจหอบถี่และติดขัดเหมือนคนกำลังจมน้ำ เธอพับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงอย่างรวดเร็ว โยนมันทิ้งไว้บนเตียง ก่อนจะตะเกียกตะกายลงจากฟูกหนานุ่ม สองขาของเธอสั่นเทาจนแทบพยุงน้ำหนักตัวไม่อยู่ หญิงสาวเดินโซเซไปที่ห้องน้ำ มือเรียวผลักบานประตูเข้าไปและคลำหาสวิตช์ไฟ แสงสว่างสีขาวสาดส่องกระทบใบหน้าซีดเผือดที่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เธอทรุดตัวลงหน้าอ่างล้างหน้า เปิดก๊อกน้ำจนสุด ปล่อยให้สายน้ำเย็นจัดไหลผ่านมือเพื่อล้างสัมผัสเหนียวเหนอะหนะของเลือดที่ไม่มีอยู่จริง ภาพหลอนยังคงตามหลอกหลอน เธอมองเห็นมือของตัวเองเปื้อนเลือดสีแดงสด บาดแผลทางใจไม่ได้หายไปไหน มันแค่รอเวลาที่เธออ่อนแอเพื่อกลับมากลืนกินเธออีกครั้ง อชิราเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจกเงา นัยน์ตาของเธอแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับร่างกายที่กำลังแตกสลายให้กลับมาอยู่ในการควบคุม มือข้างหนึ่งเอื้อมไปเปิดตู้กระจกเหนืออ่างล้างหน้า หยิบขวดยาพลาสติกสีส้มที่บรรจุตัวยากดประสาทออกมา ปลายนิ้วที่สั่นเทาพยายามบิดฝาขวดเปิดออก เม็ดยาสีขาวขนาดเล็กสองเม็ดถูกเทลงบนฝ่ามือ เธอโยนมันเข้าปากและกลืนลงคอไปโดยไม่ต้องพึ่งน้ำ รสชาติขมปร่าของสารเคมีแผ่ซ่านติดปลายลิ้น มันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เธอหลุดพ้นจากฝันร้ายและสามารถหลับตาลงได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความตาย หญิงสาวยืนเกาะขอบอ่างล้างหน้า ก้มหน้าลงปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า รอคอยให้ตัวยาออกฤทธิ์กดทับระบบประสาทและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดให้ด้านชา ความสั่นเทาของร่างกายค่อยๆ ทุเลาลง จังหวะการเต้นของหัวใจกลับมาอยู่ในระดับปกติ แม้จะยังทิ้งร่องรอยความอ่อนล้าไว้แทบทุกอณูขุมขน อชิราเงยหน้าขึ้นมองกระจกอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเธอราบเรียบ เย็นเยียบ และไร้ความรู้สึก ราวกับรูปปั้นที่ถูกแกะสลักจากน้ำแข็ง เธอจะไม่ยอมแพ้ต่อความอ่อนแอของตัวเอง ไม่ว่ามันจะทรมานแค่ไหนก็ตาม คนพวกนั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิต และปราชญ์... สามีผู้เย่อหยิ่งของเธอ จะเป็นหมากตัวสำคัญที่ช่วยให้เธอเดินไปถึงเป้าหมายนั้น เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้ง แต่อชิราไม่สะดุ้งอีกต่อไป เธอเดินกลับไปที่เตียงนอน ล้มตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนหนา ปล่อยให้ความมืดมิดและฤทธิ์ยาโอบกอดเธอไว้ในค่ำคืนแรกของการเป็นนายหญิงแห่งตระกูลอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะล่มสลายด้วยมือของเธอเอง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD