บทที่ 1: อุบัติเหตุและรอยเลือด

2438 Words
สายฝนสาดกระหน่ำซัดสาดเข้าหาบานกระจกของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางสาธร เสียงหยาดน้ำกระทบกระจกหนาหนักหน่วงราวกับพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของคนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม อรินดาก้มลงมองแท่งพลาสติกสีขาวในมือซ้าย ฝ่ามือของเธอชื้นเหงื่อและสั่นเทาจนควบคุมไม่อยู่ ขีดสีแดงสองเส้นปรากฏชัดเจนบนหน้าจอเล็กๆ นั่น เธอตั้งครรภ์ มันควรจะเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่สำหรับสถานะที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเงามืดมาตลอดสามปี ขีดสองเส้นนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา ทะเบียนสมรสที่ถูกเก็บล็อคไว้อย่างมิดชิดในตู้เซฟไม่เคยมีอำนาจพอจะปกป้องเธอจากสายตาเหยียดหยามของสังคมได้ อรินดาเป็นเพียงผู้ช่วยส่วนตัวของติณห์ ทายาทหมื่นล้านแห่งพัฒนกิจกรุ๊ป เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกวางไว้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวเขา และเป็นผู้หญิงที่เขาเลือกจะเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัว โดยไม่เคยปริปากยอมรับกับใคร เสียงโทรศัพท์มือถือที่แผดร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบทำเอากระบอกตาร้อนผ่าวของอรินดากระตุกเกร็ง เธอละสายตาจากผลตรวจครรภ์ เอื้อมมือไปคว้าสมาร์ตโฟนที่สว่างวาบอยู่บนโต๊ะกระจก หน้าจอแสดงเบอร์แปลกประหลาดที่เธอไม่คุ้นเคย “สวัสดีค่ะ อรินดารับสายค่ะ” เธอพยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ติดต่อจากห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล...” ปลายสายเว้นจังหวะไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ประโยคถัดมาจะแช่แข็งเลือดทุกหยดในร่างกายของอรินดาให้หยุดไหลเวียน “คุณติณห์ พัฒนกิจ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขั้นรุนแรง ตอนนี้คนไข้อาการสาหัสและกำลังถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน คุณเป็นญาติของคนไข้ใช่ไหมคะ” แท่งพลาสติกในมือร่วงหล่นลงบนพื้นพรม อากาศในปอดคล้ายถูกสูบออกไปอย่างกะทันหัน อรินดาผุดลุกขึ้นยืน คว้ากุญแจรถและกระเป๋าสะพายใบเล็กโดยไม่แม้แต่จะหยิบร่ม สองขาก้าวออกไปจากเพนต์เฮาส์ด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่สัญชาตญาณของคนเป็นภรรยาจะทำได้ ถนนในยามค่ำคืนที่ฝนตกหนักติดขัดจนน่าหงุดหงิด อรินดาทุบพวงมาลัยรถครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอาบสองแก้ม ภาพของติณห์เมื่อเช้านี้ยังชัดเจนในความทรงจำ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เธอเป็นคนรีดให้ รูดเนคไทด้วยท่าทางเร่งรีบ ก่อนจะหันมาจูบที่ขมับของเธอเบาๆ พร้อมกับคำสัญญาว่าจะรีบกลับมาทานมื้อค่ำด้วยกัน ทันทีที่ล้อรถจอดสนิทหน้าหน้าอาคารฉุกเฉิน อรินดากระชากประตูกลัดทิ้งรถไว้ให้เจ้าหน้าที่ดูแล วิ่งฝ่าม่านฝนเข้าไปด้านใน สภาพของเธอเปียกปอนไปทั้งตัว หยดน้ำเกาะพราวตามเส้นผมและเสื้อเชิ้ตสีอ่อน แต่ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาลไม่สามารถเทียบได้กับความเหน็บหนาวที่กัดกินหัวใจของเธอในเวลานี้ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ อรินดากวาดสายตามองฝ่าความวุ่นวายของบุคลากรทางการแพทย์ที่วิ่งสวนกันไปมา จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่เตียงผู้ป่วยเตียงหนึ่งตรงมุมสุดของห้องฉุกเฉิน เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด “เตรียมเครื่องช่วยหายใจ! ความดันคนไข้ตกฮวบ!” เสียงตะโกนของแพทย์เวรดังแทรกเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ส่งเสียงเตือนรัวเร็ว อรินดาก้าวขาไม่ออก ราวกับมีตะกั่วถ่วงอยู่ที่ข้อเท้า เธอเห็นร่างของติณห์นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าหล่อเหลาที่เธอคุ้นเคยเต็มไปด้วยรอยถลอกและเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะ แพทย์และพยาบาลนับสิบชีวิตกำลังรุมล้อมร่างของเขา สายยางและอุปกรณ์ทางการแพทย์มากมายถูกระโยงระยางเข้ากับร่างกายที่เคยแข็งแรงและทรงอำนาจ “คนไข้อาการหนักมาก สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เตรียมส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดด่วน!” คำว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงดังสะท้อนไปมาในหัวของอรินดา เธอพยายามจะก้าวเข้าไปหาเขา พยายามจะเอื้อมมือไปสัมผัสปลายนิ้วที่เย็นเฉียบนั้น แต่พยาบาลคนหนึ่งกลับก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอเอาไว้ “ขอโทษนะคะ อนุญาตให้เฉพาะญาติสายตรงเท่านั้นค่ะ คุณเป็นอะไรกับคนไข้คะ” อรินดาอ้าปากค้าง ลำคอแห้งผากราวกับกลืนเศษแก้วลงไป คำว่า 'ฉันเป็นภรรยาของเขา' ติดอยู่ที่ริมฝีปาก แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทะเบียนสมรสที่ซ่อนอยู่ในตู้เซฟไม่มีความหมายอะไรเลยในสถานที่แห่งนี้ สังคมรับรู้เพียงว่าติณห์มีคู่หมั้นที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก และผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เธอ “ฉัน...” ฝ่ามือชื้นเหงื่อจิกเกร็งเข้าหากันจนเล็บฝังลึกลงไปในเนื้อ “ฉันเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของประธานติณห์ค่ะ” ความขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ พยาบาลพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะดันตัวเธอให้ออกห่างจากเส้นทางเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เตียงของติณห์ถูกเข็นผ่านหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว หยดเลือดของเขาหยดลงบนพื้นกระเบื้องสีขาวเป็นทางยาว อรินดามองตามแผ่นหลังของบุคลากรทางการแพทย์จนกระทั่งประตูห้องผ่าตัดปิดสนิทลง เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ อรินดาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกหน้าห้องผ่าตัด ความเปียกชื้นจากเสื้อผ้าเริ่มทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน มือขวาของเธอล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง สัมผัสกับแท่งตรวจครรภ์พลาสติกที่เธอยัดมันติดตัวมาด้วย ลูก... เด็กคนนี้กำลังจะมีชีวิตขึ้นมาในวันที่โลกทั้งใบของพ่อเขากำลังพังทลายลง เสียงรองเท้าส้นเข็มกระทบพื้นกระเบื้องดังสะท้อนมาแต่ไกล ทำลายความเงียบงันบริเวณหน้าห้องผ่าตัด อรินดาเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนที่ก้อนเนื้อในอกจะกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง คุณหญิงพชรพร มารดาของติณห์ ปรากฏตัวขึ้นในชุดเดรสหรูหรา แม้จะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตนั้นยังคงความหยิ่งยโสและเย็นชาไม่เปลี่ยน ข้างกายของท่านคือชญานิศ คู่หมั้นเก่าที่ตระกูลพัฒนกิจหมายมั่นปั้นมือให้แต่งงานกับติณห์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หญิงสาวในชุดแบรนด์เนมดูตื่นตระหนก แต่แววตาที่มองตรงมายังอรินดากลับซ่อนความสมเพชเอาไว้อย่างมิดชิด “คุณป้าคะ ติณห์เป็นยังไงบ้างคะ นิสตกใจไปหมดเลยตอนที่โรงพยาบาลโทรไปแจ้ง” ชญานิศประคองแขนคุณหญิงพชรพรด้วยท่าทางแสนดี คุณหญิงปรายตามองอรินดาที่นั่งตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เหยียดหยามราวกับมองเศษขยะชิ้นหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น “เธอมาทำอะไรที่นี่ อรินดา” น้ำเสียงของคนผ่านโลกมามากราบเรียบแต่บาดลึกถึงกระดูก “หน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวของเธอหมดลงตั้งแต่เวลาเลิกงานแล้วไม่ใช่หรือไง หรือหวังจะมาประจบเอาหน้าตอนที่ลูกชายฉันกำลังเจ็บตัว” “ริน... รินแค่เป็นห่วงคุณติณห์ค่ะ” อรินดากัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ความห่วงใยจากพนักงานระดับล่างอย่างเธอ ไม่ได้ช่วยให้ลูกชายฉันฟื้นขึ้นมาหรอกนะ” คุณหญิงพชรพรก้าวเข้ามาใกล้ กดสายตามองอรินดาอย่างคุกคาม “กลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเธอ หน้าที่ดูแลติณห์เป็นของนิส คู่หมั้นตัวจริงของเขา ไม่ใช่ผู้หญิงที่ยอมขายตัวแลกเงินเพื่อไต่เต้าอย่างเธอ” คำพูดนั้นเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด อรินดาอยากจะตะโกนใส่หน้าผู้หญิงใจร้ายคนนี้ว่าเธอคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เธอคือคนที่ติณห์เลือก แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ ติณห์เองก็ไม่เคยกล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งของครอบครัวเพื่อปกป้องเธออย่างแท้จริง เขาเลือกที่จะประนีประนอม ซ่อนเธอไว้ในที่ลับตา และปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความเหยียดหยามนี้เพียงลำพังมาตลอด “แต่ริน...” “ฉันบอกให้กลับไป!” คุณหญิงพชรพรตวาดเสียงกร้าว “อย่าให้ฉันต้องเรียก รปภ. มาลากตัวเธอออกไปให้เป็นที่น่าสมเพชไปมากกว่านี้เลยอรินดา จำสถานะของตัวเองเอาไว้ เธอเป็นแค่ของเล่นฆ่าเวลาที่ติณห์เลี้ยงไว้เท่านั้นแหละ” ชญานิศที่ยืนอยู่ด้านหลังลอบยิ้มเยาะมุมปาก ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเห็นอกเห็นใจ “กลับไปเถอะค่ะคุณริน ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครอบครัวเราดูแลพี่ติณห์เอง คุณอยู่ที่นี่ไปก็เกะกะการทำงานของหมอเปล่าๆ นะคะ” อรินดากำมือแน่นจนเล็บแทงทะลุผิวหนัง ความเจ็บปวดทางกายไม่สามารถเทียบได้กับความปวดร้าวในอก เธอคือคนที่นอนกอดเขาทุกคืน คือคนที่รับฟังความเหนื่อยล้าจากการทำงาน คือคนที่กำลังอุ้มท้องสายเลือดของเขา แต่ในวินาทีความเป็นความตาย เธอกลับถูกผลักไสให้กลายเป็นเพียงคนนอกที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนรออยู่หน้าประตูห้องผ่าตัด ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก แพทย์ศัลยกรรมประสาทเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุณหญิงพชรพรและชญานิศรีบปรี่เข้าไปหาทันที ทิ้งให้อรินดายืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ถูกกลืนหายไปในเงามืดอย่างสมบูรณ์ “การผ่าตัดลดความดันในกะโหลกศีรษะผ่านไปได้ด้วยดีครับ แต่สมองของคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงมาก” แพทย์เว้นจังหวะ ถอนหายใจหนักหน่วง “เรายังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่แท้จริงได้จนกว่าคนไข้จะฟื้น แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนไข้จะมีภาวะความจำเสื่อม หรือสูญเสียความทรงจำบางส่วนไปครับ” ประโยคนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางใจของอรินดา สูญเสียความทรงจำอย่างนั้นหรือ... คุณหญิงพชรพรชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาเฉียบคมของท่านจะตวัดกลับมามองอรินดาที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ไม่ไกล แววตาของมารดาที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตระกูลเหนือสิ่งอื่นใดวาวโรจน์ขึ้นมาด้วยแผนการบางอย่าง แผนการที่จะใช้ช่องโหว่จากความทรงจำที่หายไปนี้ ลบตัวตนของผู้หญิงชั้นต่ำอย่างอรินดาออกไปจากชีวิตลูกชายของท่านอย่างถาวร “รปภ.!” คุณหญิงพชรพรหันไปเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจตราอยู่ไม่ไกล “ผู้หญิงคนนี้มารบกวนความเป็นส่วนตัวของครอบครัวฉัน ช่วยพาตัวเธอออกไปที และกำชับพยาบาลทุกคนด้วยว่า ห้ามให้ผู้หญิงคนนี้เข้าใกล้ห้องพักฟื้นของลูกชายฉันเด็ดขาด!” “คุณหญิงคะ! คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ ฉันมีสิทธิ์ที่จะอยู่ดูแลเขา!” อรินดาพุ่งตัวเข้าไป แต่ถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยร่างยักษ์สองคนคว้าแขนเอาไว้แน่น “สิทธิ์อะไรของเธอ? สิทธิ์ของคู่นอนงั้นหรือ” คุณหญิงเหยียดเสียงต่ำ “ลากตัวนางนี่ออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!” อรินดาถูกกระชากตัวลากออกไปตามโถงทางเดินของโรงพยาบาล เธอพยายามขัดขืน ดิ้นรนจนสุดแรงเกิด แต่เรี่ยวแรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังอ่อนล้าและเปียกปอนไม่มีทางสู้แรงของผู้ชายสองคนได้ สายตาของเธอทอดมองกลับไปยังประตูห้องผ่าตัดที่ปิดสนิท มองชญานิศที่เข้าไปประคองคุณหญิงพชรพรด้วยท่าทางของผู้ชนะ รอยยิ้มเยาะเย้ยของชญานิศคือสิ่งสุดท้ายที่อรินดาเห็น ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง ร่างของอรินดาถูกโยนออกมาที่หน้าลานจอดรถของโรงพยาบาลท่ามกลางสายฝนที่ยังคงเทกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา ร่างของเธอกระแทกกับพื้นคอนกรีตเปียกแฉะ ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาที่หน้าท้องจนเธอต้องงอตัวคู้ สองมือโอบกอดหน้าท้องที่ยังแบนราบของตัวเองเอาไว้แน่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แท่งตรวจครรภ์พลาสติกกระเด็นหลุดออกจากกระเป๋า ตกกลิ้งไปบนแอ่งน้ำขัง ขีดสีแดงสองเส้นนั้นเลือนลางลงภายใต้สายฝนที่ชะล้างทุกสิ่ง อรินดานั่งขดตัวอยู่กลางสายฝน น้ำตาแห่งความคั่งแค้นและสิ้นหวังไหลผสมไปกับหยาดน้ำฟ้า เธอเงยหน้าขึ้นมองตึกสูงตระหง่านของโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่ง มองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งที่เธอรู้ว่าผู้ชายที่เธอรักที่สุดกำลังนอนหลับใหลอยู่ด้านใน เขาอาจจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความว่างเปล่า อาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอคือใคร แต่ครอบครัวของเขาได้พิพากษาชีวิตของเธอไปแล้ว พิพากษาให้เธอเป็นเพียงขยะที่ถูกทิ้งขว้างในคืนที่หนาวเหน็บที่สุด ฝ่ามือบางกำหมัดแน่นจนสั่นเทา อรินดาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนท่ามกลางพายุฝน ความอ่อนแอที่เคยมีถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นชาและบาดแผลที่ถูกสลักลึกซึ้งถึงกระดูก เธอสบถกับตัวเองในใจ นัยน์ตาที่เคยมองโลกในแง่ดี บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว คนรวยก็แค่เห็นเธอเป็นของเล่นที่พร้อมจะโยนทิ้งเมื่อหมดประโยชน์... เธอปาดน้ำตาที่ผสมน้ำฝนออกจากใบหน้า ก้มลงหยิบแท่งตรวจครรภ์ที่เปื้อนโคลนขึ้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างหวงแหน "แม่จะปกป้องหนูเอง..." เสียงของเธอแหบพร่าแต่หนักแน่นแข่งกับเสียงฟ้าร้อง "เราจะไม่เป็นของเล่นของใครอีกต่อไป" อรินดาหันหลังให้โรงพยาบาล ก้าวเดินฝ่าความมืดและพายุฝนออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งความรักที่โง่เขลาและความหวังลมๆ แล้งๆ ไว้เบื้องหลัง การถูกเหยียบย่ำในคืนนี้คือบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต และมันจะเป็นแรงผลักดันให้เธอสร้างเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อปกป้องสายเลือดเพียงคนเดียวของเธอ... สายเลือดที่จะไม่มีวันเป็นทายาทของตระกูลที่สวมหน้ากากจอมปลอมเหล่านั้นเด็ดขาด.
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD