เจ็ดสิบสองชั่วโมง
นั่นคือระยะเวลาที่อรินดาใช้ชีวิตไม่ต่างจากวิญญาณเร่ร่อนภายในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ หลังจากถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยโยนออกไปกลางสายฝนในคืนแรก เธอไม่ได้กลับไปที่เพนต์เฮาส์ อรินดาทำเพียงหลบซ่อนตัวอยู่ตามมุมอับของโรงอาหาร หรือไม่ก็เก้าอี้พักคอยของแผนกผู้ป่วยนอก อาศัยเพียงน้ำเปล่าและขนมปังรองท้องเพื่อประทังชีวิต ร่างกายที่กำลังอุ้มชูอีกหนึ่งชีวิตประท้วงอย่างหนัก อาการคลื่นไส้วิงเวียนโจมตีเธอทุกเช้า แต่ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียผู้ชายที่รักยิ่งกว่าชีวิต ทำให้เธอไม่สามารถก้าวขาออกจากอาณาเขตของสถานที่แห่งนี้ได้เลย
อรินดาจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้กับพนักงานทำความสะอาดตึกผู้ป่วยระดับวีไอพี เพื่อแลกกับข้อมูลเพียงหยิบมือเกี่ยวกับการรักษาของติณห์ เธอรู้แค่ว่าเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว ถูกย้ายออกจากห้องไอซียูมาพักฟื้นที่ห้องสวีทชั้นบนสุด ซึ่งถูกปิดล้อมด้วยบอดี้การ์ดของตระกูลพัฒนกิจอย่างแน่นหนา
กระป๋องกาแฟเย็นเฉียบถูกบีบจนบุบสลายคามือ อรินดานั่งขดตัวอยู่ตรงบันไดหนีไฟชั้นสิบห้า ถัดจากชั้นที่ติณห์พักรักษาตัวอยู่เพียงชั้นเดียว สภาพของเธอในเวลานี้ทรุดโทรมจนแทบจำตัวเองในกระจกไม่ได้ เสื้อเชิ้ตตัวเดิมยับย่นและมีคราบสกปรก ใต้ตาหมองคล้ำลึกโหล แต่แววตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่หน้าปัดนาฬิกาบนโทรศัพท์มือถือ
หกโมงเช้า
เวลานี้คือช่วงที่บอดี้การ์ดหน้าห้องพักของติณห์จะสับเปลี่ยนเวรยาม และคุณหญิงพชรพรจะกลับไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ โดยทิ้งชญานิศเอาไว้เฝ้าไข้ ซึ่งปกติแล้วชญานิศมักจะลงไปดื่มกาแฟที่คาเฟ่ด้านล่างในช่วงเวลานี้เสมอ มันคือช่องโหว่เดียวที่อรินดารอคอยมาตลอดสามวัน
เธอยันตัวลุกขึ้นยืน ความหน้ามืดโจมตีจนต้องคว้าพนักราวบันไดเอาไว้แน่น อรินดาสูดลมหายใจเข้าลึก กดฝ่ามือลงบนหน้าท้องแบนราบเพื่อขอกำลังใจจากอีกหนึ่งชีวิตที่ซ่อนอยู่ด้านใน ก่อนจะผลักบานประตูหนีไฟออกไปอย่างเงียบเชียบ
โถงทางเดินชั้นสิบหกเงียบสงัด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้จางๆ ลอยแตะจมูก อรินดาก้าวเดินด้วยปลายเท้า หลบซ่อนตัวตามมุมเสาเมื่อเห็นพยาบาลเวรเดินผ่านไป เป้าหมายของเธอคือห้องพักที่ใหญ่ที่สุดตรงสุดทางเดิน
ไม่มีใครอยู่หน้าประตู บอดี้การ์ดสองคนเพิ่งเดินสวนเข้าไปในห้องพักเจ้าหน้าที่ อรินดารีบพุ่งตัวไปที่บานประตูไม้สีเข้ม หมุนลูกบิดแล้วแทรกตัวเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วก่อนจะกดล็อกกลอน
ความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับผิวหนัง ภายในห้องสวีทกว้างขวางถูกตกแต่งอย่างหรูหราไม่ต่างจากโรงแรมห้าดาว อรินดาก้าวผ่านโซนห้องนั่งเล่นเข้าไปยังโซนเตียงผู้ป่วย เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำลายความเงียบงัน
บนเตียงผู้ป่วยที่ปรับระดับหลังให้สูงขึ้น ติณห์กำลังเอนกายพิงหมอน ศีรษะของเขาพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวสะอาด มีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ที่หลังมือ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่ง บัดนี้ดูซีดเซียวและอิดโรย
อรินดายกมือขึ้นปิดปาก ก้อนสะอื้นตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาที่คิดว่าเหือดแห้งไปแล้วร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้ม เธอก้าวเท้าเข้าไปหาเขาทีละก้าว ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะสลายไป
ติณห์ไม่ได้หลับ เขากำลังทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานกว้าง มองการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพมหานครในยามเช้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
“คุณติณห์...” เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกจากริมฝีปาก
คนบนเตียงชะงัก เขาค่อยๆ หันหน้ากลับมามองตามเสียงเรียก หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้หญิงสภาพซอมซ่อรอยยิ้มอาบน้ำตายืนอยู่ข้างเตียง
อรินดาเอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วสั่นเทาสัมผัสลงบนท่อนแขนแข็งแรงของเขาเบาๆ ความอบอุ่นจากร่างกายของเขายืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เขายังอยู่ตรงนี้กับเธอ
“คุณฟื้นแล้ว... รินเป็นห่วงคุณแทบแย่รู้ไหมคะ รินนึกว่า...”
ติณห์สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเธอทันที
ปฏิกิริยานั้นรวดเร็วและรุนแรงจนอรินดาผงะถอยหลัง มือที่ค้างอยู่กลางอากาศเย็นเฉียบ รอยยิ้มที่กำลังจะคลี่ออกแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
“คุณเป็นใคร”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยกระซิบคำหวานข้างหูเธอทุกค่ำคืน บัดนี้ราบเรียบและเย็นชาจนน่าขนลุก มันไม่ใช่คำถามที่เกิดจากความหงุดหงิด แต่มันคือคำถามของคนที่ไม่รู้จักเธอเลยจริงๆ
“คุณติณห์... นี่รินไงคะ อรินดา ผู้ช่วยของคุณ... ภรรยาของคุณ” อรินดาพยายามฝืนยิ้ม แม้ก้อนเนื้อในอกจะเริ่มบีบรัดจนปวดร้าว เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด “คุณบาดเจ็บที่ศีรษะ หมอบอกว่าคุณอาจจะสับสน...”
“ผมถามว่าคุณเป็นใคร แล้วเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง”
ติณห์กดเสียงต่ำลงกว่าเดิม นัยน์ตาสีเข้มที่เคยมองเธอด้วยความอ่อนโยน บัดนี้มีเพียงความหวาดระแวงและรำคาญใจ เขากวาดสายตามองเสื้อผ้าที่สกปรกและใบหน้าซีดเซียวของเธอด้วยสายตาที่เหมือนกำลังประเมินคนวิกลจริตสักคน
“ผมไม่รู้จักคุณ และผมมั่นใจว่าผมไม่มีภรรยาที่สภาพเหมือนคนบ้าแบบนี้”
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางแสกหน้า อรินดาชาวาบไปทั้งร่าง จังหวะการหายใจขาดห้วงจนไม่ได้ยินเสียงเครื่องวัดชีพจรอีกต่อไป ความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมา รอยยิ้ม อ้อมกอด หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งที่เราเคยก้าวผ่านมันมาด้วยกัน ถูกลบหายไปจากสมองของเขาจนหมดสิ้น
“คุณจำรินไม่ได้จริงๆ เหรอคะ” น้ำตาร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย เธอพยายามควานหาสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเพื่อเปิดรูปถ่ายคู่ที่ซ่อนไว้ในโฟลเดอร์ลับให้เขาดู “เราอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์ไงคะ เมื่อเช้าวันนั้นคุณยังให้รินผูกเนคไทให้... คุณบอกว่าจะกลับมาทานมื้อค่ำ”
ติณห์ยกมือขึ้นกุมขมับข้างที่ไม่มีผ้าพันแผล อาการปวดหัวไมเกรนแล่นริ้วขึ้นมาอย่างรุนแรงเมื่อพยายามบีบคั้นสมองให้ทำงาน ภาพสีขาวสว่างวาบขึ้นมาในหัวสลับกับความมืดมิด เสียงผู้หญิงคนนี้ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนและหงุดหงิดจนแทบคลุ้มคลั่ง
“ออกไป...” เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน “ผมปวดหัว ออกไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้”
แกร๊ก!
บานประตูห้องพักถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างของชญานิศที่ถือแก้วกาแฟอยู่ในมือ ชญานิศชะงักกึกเมื่อเห็นอรินดายืนร้องไห้อยู่ข้างเตียงติณห์ สีหน้าของคู่หมั้นกำมะลอเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกปนโกรธจัด
“เธอเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!” ชญานิศแผดเสียง ทิ้งแก้วกาแฟลงถังขยะแล้วปรี่เข้ามาผลักไหล่อรินดาอย่างแรงจนคนตัวเล็กกว่าเซถลาไปชนกับโต๊ะวางยา
“นิส เกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร” ติณห์ถามเสียงเครียด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทรมานจากการปวดหัวที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ชญานิศรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยนและห่วงใย เธอถลันเข้าไปประคองแขนติณห์ ลูบหลังเขาเบาๆ ด้วยท่าทางของคู่หมั้นที่แสนดี “พี่ติณห์ใจเย็นๆ นะคะ ไม่ต้องไปสนใจผู้หญิงคนนี้ค่ะ เธอเป็นแค่อดีตพนักงานในบริษัทที่ถูกไล่ออกไปแล้ว สงสัยจะสติไม่ดีถึงได้ลักลอบเข้ามาถึงในนี้”
“ฉันไม่ใช่พนักงานที่ถูกไล่ออก!” อรินดาตวาดกลับ ความอดทนที่ตึงเปรี๊ยะขาดผึง เธอชี้หน้าชญานิศด้วยมือที่สั่นเทา “คุณนั่นแหละที่สวมรอย คุณรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของฉันกับเขาคืออะไร คุณมันหน้าด้านที่ฉวยโอกาสตอนที่เขาจำอะไรไม่ได้!”
“หุบปากเดี๋ยวนี้นะอรินดา!”
เสียงตวาดกร้าวหน้าประตูดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของคุณหญิงพชรพรที่เดินนำบอดี้การ์ดสี่คนเข้ามาในห้อง ใบหน้าของหญิงสูงวัยถมึงทึงด้วยโทสะ ท่านมองอรินดาราวกับมองแมลงสาบที่หลุดรอดเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
“ฉันสั่งให้พวกแกเฝ้าหน้าห้องไว้ให้ดี ปล่อยให้นางผู้หญิงสติเสียคนนี้หลุดเข้ามาเสนอหน้าถึงเตียงลูกชายฉันได้ยังไง!” คุณหญิงหันไปตวาดใส่บอดี้การ์ด ก่อนจะเดินเข้ามาบังหน้าเตียงติณห์เอาไว้ “ลากตัวมันออกไป ส่งตำรวจข้อหาบุกรุก!”
“คุณหญิงคะ! คุณทำแบบนี้ไม่ได้ คุณจะลบตัวตนของรินออกไปจากชีวิตเขาไม่ได้ รินเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา!” อรินดาสู้ตาย เธอไม่ยอมถูกลากออกไปง่ายๆ เหมือนคืนนั้นอีกแล้ว สองแขนพยายามสะบัดตัวจากการเกาะกุมของบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนที่พุ่งเข้ามาล็อกแขนเธอซ้ายขวา
ติณห์ที่กำลังหลับตาแน่นเพื่อสู้กับอาการปวดหัว ลืมตาขึ้นมามองภาพความวุ่นวายตรงหน้า คำว่าภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทำให้เขารู้สึกสมเพชปนรังเกียจ
“คุณแม่ครับ” ติณห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังจนทุกคนในห้องเงียบกริบ
อรินดาหยุดดิ้นรน เธอมองสบตาเขาด้วยความหวังอันริบหรี่ หวังเพียงเศษเสี้ยวความรู้สึกในก้นบึ้งของหัวใจเขาจะจดจำสัมผัสของเธอได้บ้าง หวังว่าเขาจะสั่งให้คนพวกนี้ปล่อยเธอ
แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมา คือสายตาที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งในขั้วโลก
“ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร และผมไม่อยากรู้” ติณห์ปรายตามองอรินดาด้วยความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด “จัดการไล่เธอออกไปให้พ้นหน้าผม อย่าให้ผู้หญิงบ้าคนนี้เข้ามาใกล้ผมหรือนิสได้อีก ผมต้องการพักผ่อน”
โครม!
เหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับอรินดาจนแหลกละเอียด ความหวังสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงลมหายใจของเธอมาตลอดสามวันถูกผู้ชายที่เธอรักที่สุดเหยียบย่ำจนจมดินด้วยประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ
เขาไม่ได้ถูกบังคับ เขาไม่ได้ถูกปิดหูปิดตา
เขาเลือกที่จะเชื่อคนพวกนั้น และเลือกที่จะผลักไสเธอด้วยตัวเอง
“คุณติณห์...” อรินดาครางชื่อเขาเสียงแผ่ว น้ำตาไม่ไหลออกมาอีกแล้ว มันเหือดแห้งไปพร้อมกับความรู้สึกในใจที่แตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
บอดี้การ์ดออกแรงกระชากแขนเธออย่างแรง อรินดาไม่ขัดขืนอีกต่อไป เธอปล่อยให้ตัวเองถูกลากออกไปจากห้องพักวีไอพี สายตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของติณห์ที่เบือนหนีไปทางอื่นโดยไม่แม้แต่จะปรายตามามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย ชญานิศยืนกอดอกเหยียดยิ้มเยาะอยู่ข้างเตียง ในขณะที่คุณหญิงพชรพรมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยสายตาแห่งชัยชนะ
ประตูไม้บานหนาปิดลงดังก้อง
อรินดาถูกลากตัวมาโยนทิ้งไว้ที่หน้าประตูทางเข้าโรงพยาบาล แผ่นหลังและหัวเข่ากระแทกกับพื้นคอนกรีตเปียกแฉะอย่างแรง ความเจ็บปวดทางกายแผ่ซ่าน แต่ไม่อาจเทียบได้กับความแหลกสลายในอก เธอยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดเศษดินและรอยเปื้อนออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทีเลื่อนลอย ผู้คนรอบข้างหันมามองด้วยความสงสัยปนสมเพช แต่อรินดาไม่สนใจสายตาเหล่านั้นอีกต่อไป
มือที่เย็นเฉียบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง สัมผัสกับแท่งตรวจครรภ์พลาสติกที่ถูกเก็บเอาไว้ เธอหยิบมันขึ้นมา มือเปียกชุ่มกำแท่งพลาสติกเปื้อนโคลนนั้นเอาไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านทำให้ข้อนิ้วของเธอขาวซีดและสั่นเทา
อรินดาเงยหน้าขึ้นมองตึกสูงตระหง่านของโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่ง นัยน์ตาที่เคยเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความหวัง บัดนี้แห้งผากและตายด้าน ไร้ซึ่งประกายของความมีชีวิต ไร้ความอาลัยอาวรณ์
ผู้ชายที่ชื่อติณห์ได้ตายจากชีวิตของเธอไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่เขาเอ่ยปากผลักไส
เธอหมุนตัวหันหลังให้สถานพยาบาลแห่งนั้น สองขาก้าวเดินออกไปท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง มุ่งหน้าฝ่าความหนาวเหน็บไปตามทางเดินคอนกรีต โดยไม่มีแม้แต่จะหันกลับมามองสถานที่ที่ฝังกลบความรักของเธออีกเลย