bc

เล่ห์ลวงหงส์ พลิกกระดานเลือด

book_age16+
125
FOLLOW
1.1K
READ
dark
HE
second chance
drama
serious
rebirth/reborn
kingdom building
war
like
intro-logo
Blurb

ชาติก่อน... นางคือ 'องค์หญิงไร้ค่า' ที่ถูกบิดาแท้ๆ ขว้างทิ้งเป็นหมากบนกระดานอำนาจ

ถูกส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการต่างแคว้นเพื่อแลกกับสนธิสัญญาสงบศึกจอมปลอม ลมหายใจสุดท้ายดับสิ้นท่ามกลางหิมะเหน็บหนาว พร้อมกับเสียงสรวลเสเฮฮาของเหล่าพี่น้องร่วมสายเลือดที่ก้าวข้ามซากศพของนางขึ้นสู่บัลลังก์

สวรรค์อาจเวทนา หรือนรกกระมังที่ปฏิเสธดวงวิญญาณอาฆาต...

‘หลี่เยว่ซิน’ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในวัยสิบหกปี ก่อนที่พายุร้ายจะกลืนกินมารดาและตัวนาง

ครานี้ นางจะไม่ยอมก้มหัวรับราชโองการสายฟ้าฟาดอีกต่อไป

ภายใต้รูปโฉมขององค์หญิงผู้อ่อนแอว่านอนสอนง่าย นางซ่อนคมมีดไว้ใต้ชายแขนเสื้อ หากพวกเขามองนางเป็นเพียงบันไดสู่อำนาจ นางก็จะยอมเป็นบันได... ที่เคลือบด้วยยาพิษสกัดกระดูก

เพื่อพลิกหน้ากระดาน หลี่เยว่ซินเบนเข็มทิศแห่งชะตากรรม โยนตนเองเข้าสู่วังวนของขุนพลแดนเหนือ ขอสมรสพระราชทานกับ ‘เซียวจิ่นเหอ’ แม่ทัพอุดรผู้เหี้ยมหาญ ชายที่ถูกตราหน้าว่าอาจก่อกบฏ... และเป็นบุรุษเพียงผู้เดียวในชาติก่อนที่กอบกู้ร่างไร้วิญญาณของนางขึ้นจากกองหิมะอย่างให้เกียรติ

"ท่านรังเกียจสายเลือดราชวงศ์... แต่กองทัพอุดรของท่านกำลังจะอดตาย และพวกท่านต้องการข้า"

บุรุษผู้ชิงชังการเมืองโสมมในวังหลวง กับสตรีที่ก้าวเดินบนกองซากศพเพื่อเอาชีวิตรอด

จากพันธมิตรที่จับจ้องมองกันด้วยความหวาดระแวง ต้องกลายมาเป็นหมากกระดานเดียวกันเพื่อฝ่าพายุเพลิงแห่งการทรยศ ทว่ายิ่งหลี่เยว่ซินขยับปีกเปลี่ยนชะตามากเท่าใด อนาคตที่นางเคยล่วงรู้ก็ยิ่งบิดเบี้ยวไปจากเดิมมากเท่านั้น

เมื่อความตายหวนกลับมาจ่อที่ลำคออีกครั้ง สัจธรรมเดียวที่นางยึดถือคือ...

ผู้ใดปรารถนาลมหายใจของนาง มันผู้นั้นต้องชดใช้คืนด้วยเลือด!

chap-preview
Free preview
ตอนที่ 1: รสสัมผัสแห่งความตาย
หิมะร่วงหล่น ทับถม ซึมซาบ ความหนาวเหน็บกัดกินลึกลงไปถึงไขกระดูกราวกับเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงทะลุผิวหนัง สัมผัสแรกที่ชัดเจนที่สุดหาใช่ความเจ็บปวดจากการถูกโบยตี หรือรอยแผลปริแตกตามร่างกาย ทว่ามันคือความชาหนึบที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้วเท้าลามเลียขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ โลหิตที่เคยไหลเวียนหล่อเลี้ยงสรีระคล้ายถูกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งอยู่ใต้ผิวหนังที่ซีดเผือด สตรีผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ท่ามกลางลานกว้างที่ขาวโพลน อาภรณ์แพรพรรณที่เคยบ่งบอกสถานะอันสูงส่งบัดนี้หลุดลุ่ย ขาดวิ่น และเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนผสมเลือดสีคล้ำ กลิ่นคาวสนิมคละคลุ้งแตะจมูกทุกครั้งที่นางพยายามสูดลมหายใจอันรวยรินเข้าปอด อากาศที่ไหลผ่านลำคอช่างบาดลึกและเย็นเยียบราวกับกลืนกินใบมีดลงไป รอบกายหาใช่ความเงียบสงัด เสียงเกือกม้าที่ย่ำลงบนหิมะ เสียงชุดเกราะโลหะกระทบกัน และเสียงสรวลเสเฮฮาของกลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์วิจิตรตระการตา พวกเขายืนอยู่เบื้องสูง ทอดสายตามองร่างที่ดิ้นรนทุรนทุรายอยู่แทบเท้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและหยามหยัน นางพยายามขยับริมฝีปากที่แห้งผากและแตกเกล็ด ทว่าไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมานอกจากเสียงแหบพร่าคล้ายคนใกล้สิ้นใจ ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอถูกความหนาวเย็นแช่แข็งจนติดอยู่ตรงหางตา สิ่งสุดท้ายที่ดวงตาคู่บอบช้ำมองเห็น คือปลายรองเท้าหุ้มดิ้นทองของบุรุษผู้มีสายเลือดร่วมอุทร และชายกระโปรงผ้าไหมปักลายหงส์สยายปีกของสตรีที่นางเคยเรียกขานว่าพี่หญิง พวกเขาเหยียบย่ำลงบนหลังมือของนาง บดขยี้กระดูกนิ้วจนแหลกละเอียดเพื่อใช้เป็นบันไดก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ หลี่เยว่ซินถูกส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการ เป็นหมากไร้ค่าที่ถูกโยนทิ้งเพื่อแลกกับกระดาษสัญญาสงบศึกเพียงหนึ่งแผ่น และเมื่อหมดประโยชน์ นางก็ถูกกำจัดทิ้งกลางแดนคนเถื่อนอย่างเงียบเชียบ โดยมีคนสายเลือดเดียวกันเป็นผู้อนุมัติความตายนี้ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายขาดห้วง สติสัมปชัญญะดับวูบลงสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง ... เฮือก! ร่างบนเตียงไม้กระดานแข็งกระด้างผวาเฮือกขึ้นมานั่งตัวตรง อากาศถูกสูบเข้าปอดอย่างรุนแรงจนหน้าอกสั่นกระเพื่อม เสียงหอบหายใจดังก้องสะท้อนในความเงียบงันของห้องที่อับทึบ มือสองข้างกำเข้าหากันแน่นโดยสัญชาตญาณ เล็บจิกกดย้ำลงบนฝ่ามือจนฝังลึก ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาตามเส้นประสาท เจ็บ... ความรู้สึกเจ็บปวดที่แสนจะคุ้นเคย ทว่ามันคือความเจ็บปวดของคนที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิต ไม่ใช่ความชาหนึบของซากศพกลางพายุหิมะ หลี่เยว่ซินไม่ส่งเสียงกรีดร้อง ไม่ฟูมฟายตีอกชกหัว นางเพียงแค่นั่งนิ่งงันอยู่บนฟูกนอนที่ยัดด้วยฟางข้าวหยาบๆ ปล่อยให้ความมืดมิดรอบกายช่วยปรับสายตาให้คุ้นชิน เหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมตามไรผม หยดลงมาตามกรอบหน้า กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในลำคอเลือนหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของไม้ผุพัง กลิ่นฝุ่นละออง และกลิ่นยาสมุนไพรต้มขมปร่าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ สายตาทอดมองผ่านความมืด สอดส่ายไปรอบบริเวณ ห้องแคบๆ ที่มีเพียงเตียงนอนเก่าซอมซ่อ โต๊ะน้ำชาที่มีขาไม่เท่ากันต้องใช้เศษไม้รองหนุน และหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่นจนมีลมหนาวพัดลอดเข้ามา บรรยากาศเช่นนี้ สถานที่แห่งนี้ มีเพียงที่เดียวในความทรงจำ ตำหนักเย็น หลี่เยว่ซินคลายมือที่กำแน่นออก ก้มลงมองฝ่ามือของตนเองท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านรอยขาดของกระดาษกรุหน้าต่าง รอยเล็บจิกจนห้อเลือดปรากฏชัดเจน ผิวพรรณแม้อ่อนซีดและซูบผอมตามประสาผู้ที่ขาดสารอาหาร ทว่ามันคือมือของดรุณีวัยแรกแย้ม ไม่มีรอยแผลเป็นจากการถูกของมีคมบาด ไม่มีร่องรอยการถูกน้ำแข็งกัดจนเนื้อตาย นางยังมีชีวิตอยู่... ไม่สิ นางหวนกลับมาต่างหาก หวนกลับมาสู่วัยสิบหกปี ช่วงเวลาที่นางและมารดายังคงถูกกักขังอยู่ในซอกหลืบที่มืดมิดที่สุดของวังหลวงต้าฉี ในฐานะผู้ถูกลืมเลือน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสวรรค์มีเมตตา หรือเป็นขุมนรกที่ปฏิเสธดวงวิญญาณอันเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นของนางกันแน่ หลี่เยว่ซินรวบรวมลมหายใจให้เป็นปกติ สติสัมปชัญญะที่เคยแตกกระเจิงถูกดึงกลับมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์เฉียดความตายและการถูกหักหลังอย่างโหดเหี้ยมในชาติก่อน สลักลึกซึ้งลงในก้นบึ้งของจิตวิญญาณ หล่อหลอมให้นางไม่ใช่ขยะขี้ขลาดที่เอาแต่ก้มหน้ารับชะตากรรมอีกต่อไป สายลมภายนอกพัดอู้ กิ่งเหมยแห้งกรอบเสียดสีกับกระเบื้องหลังคาตำหนักเกิดเสียงหวีดหวิว หลี่เยว่ซินตวัดผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนออกจากตัว ความหนาวเย็นของช่วงต้นฤดูเหมันต์ปะทะเข้ากับผิวหน้า แต่นางกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้าน หากเทียบกับพายุหิมะที่ชายแดนเหนือในวันนั้น อากาศในตำหนักเย็นยามนี้ก็เป็นเพียงลมพัดแผ่วเบา นางค่อยๆ เลื่อนเท้าลงแตะพื้นไม้กระดานที่เย็นเฉียบ เสียงแผ่นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นเบาๆ เมื่อต้องรับน้ำหนัก นางชะงักฝีเท้า ยืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อประเมินสถานการณ์รอบตัว เตียงฝั่งตรงข้ามมีร่างของสตรีวัยกลางคนนอนตะแคงหันหลังให้อยู่ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแต่แผ่วเบาจนน่าใจหาย นั่นคือมารดาของนาง สนมขั้นผินผู้ไร้ฐานอำนาจหนุนหลัง ผู้ซึ่งถูกความงดงามของตนเองทำร้ายจนต้องตกลงมาอยู่ในสภาพที่สุนัขในวังหลวงยังเมินหน้าหนี ในชาติก่อน หลี่เยว่ซินจดจำได้ดีว่ามารดาของนางต้องเผชิญกับจุดจบเช่นไร ในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้า จะมีการตรวจค้นตำหนักครั้งใหญ่ มารดาของนางจะถูกกล่าวหาว่าทำคุณไสยสาปแช่งฮ่องเต้ หลักฐานถูกพบใต้เตียงนอน โทษทัณฑ์คือการประทานยาพิษ สิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวและถูกนำศพไปโยนทิ้งในสุสานไร้ญาติ ส่วนตัวนางเองในฐานะสายเลือดกบฏ ต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างสุนัขข้างถนน ถูกข่มเหงรังแก ก่อนจะถูกองค์ชายสามเสนอชื่อให้ไปเป็นเครื่องบรรณาการเพื่อปูทางอำนาจของเขา ทุกเหตุการณ์ ทุกรอยยิ้มเสแสร้ง ทุกคำพูดหลอกลวง นางจดจำมันได้หมดจด แจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ดวงตาของหลี่เยว่ซินหรี่แคบลง ประกายความเย็นชาพาดผ่านนัยน์ตาสีหมึก นางก้าวเดินอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียงราวกับวิญญาณ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างเตียงของมารดา มือเรียวเอื้อมไปจัดแจงผ้าห่มที่ร่นลงมาให้คลุมมิดชิดขึ้น สัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากพิษไข้ที่ยังคงรุมเร้าสตรีผู้นี้ ร่างกายของมารดาอ่อนแอเกินกว่าจะทนรับลมหนาวได้นานกว่านี้ ขณะที่กำลังจะผละตัวลุกขึ้น จมูกที่คุ้นเคยกับกลิ่นยาสมุนไพรของนางกลับสูดดมกลิ่นบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิม กลิ่นกำยาน มันไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมชั้นสูงที่ใช้ในตำหนักของฮองเฮา หรือกลิ่นดอกไม้ประทินผิวของเหล่านางสนมคนโปรด แต่มันเป็นกลิ่นฉุนจางๆ คล้ายกลิ่นของไม้เนื้อแข็งราคาถูกที่ถูกเผาไหม้ ผสมกับกลิ่นอับของดินเหนียวที่ไม่ได้ตากแห้ง กลิ่นนี้บางเบามาก หากไม่ใช้สมาธิจดจ่อคงถูกกลิ่นยาต้มที่ตั้งอยู่บนเตาถ่านมุมห้องกลบไปจนหมดสิ้น หลี่เยว่ซินขยับปลายจมูก สูดกลิ่นนั้นอีกครั้ง ทิศทางของกลิ่นไม่ได้ลอยมาจากภายนอกหน้าต่าง แต่มันมาจากบริเวณพื้นห้อง ตรงจุดที่นางกำลังยืนอยู่ หัวใจของนางเต้นเป็นจังหวะเรียบเรื่อย ไม่ตื่นตระหนก ทว่าสมองกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในตำหนักเย็นที่แร้นแค้นจนแทบไม่มีข้าวกิน จะมีผู้ใดจุดกำยานหรือนำของแปลกปลอมเข้ามาได้ หากมิใช่มีคนจงใจซุกซ่อนสิ่งใดไว้ นางย่อตัวลงอีกครั้ง คุกเข่าลงบนพื้นกระดานที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ มือเลื่อนไปตามขอบเตียงไม้เก่าๆ คลำหาความผิดปกติ ไล่ตั้งแต่ขาเตียงไปจนถึงแผ่นกระดานปูพื้นใต้เตียง ความมืดทำให้การมองเห็นเป็นอุปสรรค นางจึงต้องพึ่งพาสัมผัสจากปลายนิ้ว เมื่อเลื่อนมือไปถึงแผ่นกระดานแผ่นที่สามนับจากหัวเตียง ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงรอยแยกที่ไม่เสมอกัน แผ่นไม้กระดานแผ่นนี้ไม่ได้ถูกตอกตะปูปิดตายเหมือนแผ่นอื่น มันขยับเขยื้อนได้เล็กน้อยเมื่อออกแรงกด มุมปากของหลี่เยว่ซินเหยียดตรง นางออกแรงงัดแผ่นกระดานนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนมารดาที่กำลังหลับใหล เมื่อแผ่นไม้ถูกเปิดออก ช่องว่างเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้น ภายในช่องนั้นมีความเย็นเยียบและกลิ่นอับชื้นลอยปะทะหน้า นางสอดมือเข้าไปในช่องลับนั้น ปลายนิ้วกวาดควานไปรอบๆ จนกระทั่งสัมผัสเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่ง มันมีลักษณะเป็นแท่งไม้หยาบๆ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ถูกพันทับด้วยเศษผ้าบางอย่าง นางหยิบมันออกมาจากช่องลับอย่างเงียบเชียบ เลื่อนแผ่นกระดานกลับเข้าที่เดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง เพื่ออาศัยแสงจันทร์ในการตรวจสอบวัตถุในมือ เมื่อแสงสีเงินยวงสาดส่องลงมา สิ่งที่อยู่ในมือของหลี่เยว่ซินก็ปรากฏชัดเจน มันคือตุ๊กตาไม้แกะสลัก ร่องรอยการแกะสลักนั้นหยาบกระด้าง ทว่าลักษณะโครงสร้างกลับสื่อถึงรูปร่างของมนุษย์อย่างชัดเจน บริเวณส่วนหัวของตุ๊กตามีเศษผมเส้นเล็กๆ สีดำขลับถูกมัดติดไว้ด้วยด้ายสีแดงชาด และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือบริเวณส่วนอกของตุ๊กตา มีเข็มเหล็กขึ้นสนิมสามเล่มปักทะลุเนื้อไม้อย่างโหดเหี้ยม หลี่เยว่ซินพลิกตุ๊กตาไม้นั้นไปมา บริเวณด้านหลังของตุ๊กตา มีกระดาษสีเหลืองแผ่นเล็กถูกปิดทับไว้ รอยหมึกสีแดงสดราวกับเลือดถูกตวัดเขียนเป็นอักขระที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี วัน เดือน ปีเกิด และเวลาตกฟาก... ขององค์โอรสสวรรค์ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าฉี นี่คือตุ๊กตาคุณไสย สิ่งของต้องห้ามขั้นเด็ดขาดในวังหลวง ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง โทษทัณฑ์คือประหารเจ็ดชั่วโคตร นิ้วมือที่จับตุ๊กตาไม้นั้นนิ่งสนิท ไม่มีความสั่นเทาแม้แต่น้อย หลี่เยว่ซินมองดูตัวอักษรสีเลือดเหล่านั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความทรงจำในอดีตชาติไหลย้อนกลับมาประกอบกันเป็นภาพที่สมบูรณ์ ในวันนั้น วันที่ทหารองครักษ์บุกเข้ามาค้นตำหนัก พวกเขามุ่งตรงมาที่เตียงของมารดานางทันที ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ตรงจุดไหน มารดาของนางร้องไห้คร่ำครวญ ปฏิเสธข้อกล่าวหาจนเสียงแหบแห้ง แต่ก็ไร้ผล เพราะหลักฐานชิ้นนี้มัดตัวแน่นหนา นางเคยคิดว่าเป็นเพียงความโชคร้าย เป็นชะตากรรมที่สวรรค์กลั่นแกล้ง ทว่าบัดนี้นางเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นหมากกระดานหนึ่งที่ถูกวางไว้อย่างแยบคาย ฮองเฮา... สตรีผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์หงส์ ผู้ที่มองเห็นมารดาของนางเป็นเสี้ยนหนามที่ต้องถอนทิ้ง แม้จะถูกลดขั้นมาอยู่ในตำหนักเย็นแล้วก็ยังไม่วางใจ ต้องตามมากำจัดให้สิ้นซากเพื่อป้องกันไม่ให้ฮ่องเต้หวนนึกถึงอดีตคนโปรด หลี่เยว่ซินกำตุ๊กตาไม้ในมือแน่นจนสัมผัสได้ถึงความแหลมคมของเข็มเหล็กที่บาดฝ่ามือ หากเป็นนางในชาติก่อน คงตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก คงรีบนำสิ่งนี้ไปเผาทิ้ง หรือไม่ก็วิ่งไปร้องขอความเมตตาจากผู้คุมตำหนักเย็น ซึ่งนั่นก็เท่ากับการเดินลงหลุมพรางที่พวกมันขุดล่อเอาไว้ แต่นางในยามนี้คือผู้ที่กลับมาจากความตาย ดวงตาสีหมึกทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง มองทะลุกำแพงตำหนักเย็นที่ผุพัง ออกไปสู่หมู่มวลตำหนักอันวิจิตรตระการตาของขั้วอำนาจเบื้องหน้า ในหัวของนางไม่ได้มีความคิดที่จะทำลายหลักฐานชิ้นนี้ทิ้งเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อพวกเจ้าอุตส่าห์ส่งหมากชั้นดีเช่นนี้มาให้ถึงที่ หากนางไม่ใช้มันพลิกกระดานกลับไปกระซวกคอหอยพวกเจ้า ก็คงเสียแรงที่อุตส่าห์ปีนกลับขึ้นมาจากนรก หลี่เยว่ซินกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง นางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ที่มุมห้อง เปิดมันออกอย่างเงียบเชียบ ภายในมีเพียงเสื้อผ้าสีซีดจางและผ้าคลุมกันหนาวที่เนื้อผ้าบางเบา นางหยิบเสื้อคลุมสีเข้มตัวหนึ่งออกมาสวมทับชุดนอน รวบผมที่ยาวสยายมัดขึ้นเป็นมวยง่ายๆ ด้วยเศษผ้า ก่อนจะซุกตุ๊กตาไม้ลงในแขนเสื้อให้มิดชิด นางเดินกลับมาที่เตียงนอนของมารดา ทรุดตัวลงนั่งช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นของสตรีผู้ให้กำเนิดอย่างแผ่วเบา "เสด็จแม่..." เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาแทบกลืนหายไปกับสายลม "ชาติก่อนลูกขี้ขลาด ปกป้องท่านไม่ได้ ต้องทนมองท่านถูกพวกมันพรากลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา..." นางชักมือกลับ เปลี่ยนมาประสานมือวางไว้บนตัก แผ่นหลังยืดตรงสง่างาม แม้จะอยู่ในชุดซอมซ่อ แต่รัศมีแห่งความเยือกเย็นกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง "แต่ชาตินี้... ลูกจะไม่ยอมเป็นหมากให้พวกมันเหยียบย่ำอีกต่อไป ผู้ใดที่คิดจะแตะต้องท่าน มันผู้นั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของพวกมันเอง" หลี่เยว่ซินหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งมารดาไว้ในนิทราที่สงบเงียบ นางผลักบานประตูตำหนักเย็นที่ทำจากไม้ผุๆ ออกไปสู่ลานกว้างด้านนอก ลมหนาวพัดกระโชกแรงจนชายเสื้อคลุมสะบัดพลิ้ว ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงเมฆครึ้มที่ลอยเคลื่อนตัวปกคลุมแสงจันทร์เป็นระลอก เวลานี้ยามโฉ่ว อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะรุ่งสาง การเปลี่ยนเวรยามขององครักษ์วังหลังกำลังจะเริ่มขึ้น นางมีเวลาไม่มากนักในการลอบนำตุ๊กตาคุณไสยตัวนี้ไปส่งคืนให้ถึงมือเจ้าของแท้จริง จุดหมายปลายทางของนางไม่ใช่ที่ใดอื่น หากแต่เป็นตำหนักของสนมซู สนมขั้นกุ้ยเหรินผู้เป็นสุนัขรับใช้ที่จงรักภักดีที่สุดของฮองเฮา และเป็นผู้ที่มีกุญแจสามารถลอบเข้าออกตำหนักเย็นได้ในยามวิกาล ตำหนักของสนมซูตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตตำหนักเย็นมากนัก ทว่าเส้นทางต้องผ่านจุดตรวจของเวรยามถึงสองจุด ในอดีตชาติ หลี่เยว่ซินเคยใช้เส้นทางลับในการแอบหนีออกไปหาเศษอาหารมาประทังชีวิตมารดา เส้นทางที่คับแคบและเต็มไปด้วยหนามกุหลาบป่าที่ไม่มีผู้ใดกล้าเดินผ่าน บัดนี้นางจะใช้เส้นทางเดียวกันนั้น เพื่อนำพายาพิษไปป้อนให้ถึงปากศัตรู รองเท้าผ้าใบเก่าๆ เหยียบย่ำลงบนผืนหญ้าที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง หลี่เยว่ซินเดินเลาะไปตามเงาของกำแพงสูงใหญ่ อาศัยความมืดพรางตัวราวกับวิญญาณเร่ร่อน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความเยือกเย็นและสายตาที่จับจ้องไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า นางมาถึงซอกกำแพงแคบๆ ที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาทึบ สองมือแหวกกิ่งไม้ที่มีหนามแหลมคมออกอย่างไม่แยแสว่ามันจะบาดผิวหนังจนเลือดซิบ ร่างผอมบางแทรกตัวผ่านช่องว่างนั้นไปได้อย่างง่ายดาย เมื่อหลุดพ้นออกมาได้ เบื้องหน้าก็คือเขตตำหนักของเหล่าสนมระดับกลาง แสงโคมไฟสีแดงสลัวๆ แขวนอยู่ตามชายคาตำหนัก สนมซูมักจะนอนดึกเสมอ เพราะนางหลงใหลในสุราและการปรนนิบัติจากขันทีหนุ่มๆ หลี่เยว่ซินรู้จุดอ่อนนี้ดี นางลอบเร้นกายไปตามพุ่มดอกเหมยที่ปลูกเรียงรายอยู่ริมกำแพงตำหนัก กลิ่นหอมของดอกเหมยลอยคละคลุ้ง ช่างแตกต่างจากกลิ่นอับชื้นในตำหนักเย็นอย่างสิ้นเชิง เสียงดนตรีแผ่วเบาและเสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมาจากห้องบรรทมด้านใน หลี่เยว่ซินหยุดยืนอยู่ใต้ต้นเหมยต้นใหญ่ที่อยู่ติดกับหน้าต่างห้องนอนของสนมซู นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบตุ๊กตาไม้คุณไสยออกมา แผนการของนางเรียบง่ายแต่โหดเหี้ยม นางไม่จำเป็นต้องลอบเข้าไปในห้องนอนให้เสี่ยงต่อการถูกจับได้ เพียงแค่ฝังตุ๊กตาไม้นี้ไว้ใต้กระถางต้นเหมยที่สนมซูโปรดปรานที่สุด แล้วสร้างร่องรอยให้ดูเหมือนว่ามีคนรีบร้อนนำมาซ่อนไว้ นางคุกเข่าลงบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ ใช้เศษไม้แหลมๆ ที่เก็บมาตระเตรียมไว้ ขุดดินบริเวณใต้กระถางต้นเหมยอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ดินในวังหลวงถูกดูแลอย่างดี จึงร่วนซุยและขุดได้ง่าย เพียงไม่นานนางก็ขุดหลุมขนาดพอเหมาะได้สำเร็จ นางวางตุ๊กตาไม้ลงไปในหลุม ก่อนจะกลบดินทับอย่างระมัดระวัง ไม่ลืมที่จะเกลี่ยเศษใบเหมยมาปิดทับอำพรางร่องรอยให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น หลี่เยว่ซินก็ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นดินออกจากมือและเสื้อผ้า ทว่าในขณะที่นางกำลังจะหันหลังกลับเพื่อใช้เส้นทางเดิมหลบหนี หูของนางกลับได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางนี้ "เวรยามชุดใหม่กำลังมาตรวจตรา พวกเจ้าเดินให้มันเงียบๆ หน่อย ประเดี๋ยวพระสนมจะตื่น" เสียงทุ้มของขันทีวัยกลางคนดังขึ้นมาแต่ไกล หลี่เยว่ซินชะงัก ร่างกายตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ นางก้าวถอยหลังไปแนบชิดกับลำต้นเหมยใหญ่ ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดที่ทาบทับลงมา แสงโคมไฟจากกลุ่มขันทีสาดส่องเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แสงนั้นเฉียดผ่านปลายเสื้อคลุมสีเข้มของนางไปเพียงไม่กี่ชุ่น นางกลั้นลมหายใจ อกไม่กระเพื่อมไหว สายตาจับจ้องไปยังกลุ่มขันทีที่กำลังเดินผ่านไปอย่างใจเย็น ไม่มีเหงื่อแตกพลั่ก ไม่มีอาการขาสั่น นางเพียงแค่รอคอยให้เวลาเดินผ่านไป เมื่อกลุ่มขันทีเดินพ้นสายตาไปจนสุดทาง หลี่เยว่ซินก็ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ทว่าสายตาของนางกลับไปสะดุดเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่บนระเบียงทางเดิน ไม่ไกลจากจุดที่นางซ่อนตัวอยู่มากนัก มันคือปิ่นปักผมทองคำประดับหยกเขียว ลวดลายวิจิตรบรรจง หลี่เยว่ซินจำปิ่นชิ้นนี้ได้ดี มันคือปิ่นที่สนมซูมักจะประดับไว้บนมวยผมเสมอในยามที่ไปอวดโฉมในอุทยานหลวง ดูเหมือนว่านางกำนัลคงจะทำหล่นไว้ในขณะที่กำลังจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย หรือไม่ก็เป็นตัวสนมซูเองที่ทำหล่นไว้ในยามมึนเมา มุมปากที่เหยียดตรงมาตลอดของหลี่เยว่ซิน ค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยโค้งที่เย็นเยียบและอันตราย นางก้าวออกจากเงามืด เดินตรงไปหยิบปิ่นทองคำชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณา ความเย็นของโลหะทองคำและหยกเนื้อดีสัมผัสกับฝ่ามือ นางพลิกดูร่องรอยสลักชื่อตำหนักที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของปิ่น รอยยิ้มของนางยิ่งลึกล้ำขึ้นไปอีก เดิมทีนางเพียงต้องการนำตุ๊กตามาคืนเจ้าของ เพื่อให้ทหารที่บุกมาค้นตำหนักเย็นต้องคว้าน้ำเหลว แต่การได้ปิ่นชิ้นนี้มาครอบครอง มันคือการเปลี่ยนจากการตั้งรับ เป็นการรุกฆาต นางจะนำปิ่นชิ้นนี้กลับไปที่ตำหนักเย็น นำไปทิ้งไว้ในจุดที่ทหารสามารถค้นพบได้ง่ายๆ เมื่อทหารบุกเข้ามาและพบหลักฐานชิ้นนี้ พวกเขาจะเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างง่ายดาย สนมซูลอบเข้ามาในตำหนักเย็นเพื่อซ่อนตุ๊กตาคุณไสย แต่ทำปิ่นหล่นไว้เป็นหลักฐาน สมบูรณ์แบบ การยืมดาบฆ่าคนกระดานนี้ นางแทบไม่ต้องออกแรงสิ่งใด เพียงแค่สับเปลี่ยนตำแหน่งของสิ่งของ ปล่อยให้ความหวาดระแวงและความโหดร้ายของกฎมณเฑียรบาลจัดการพวกมันเอง หลี่เยว่ซินเก็บปิ่นทองคำลงในอกเสื้อ หันหลังกลับและเร้นกายหายเข้าไปในความมืดมิดของค่ำคืน มุ่งหน้ากลับสู่ตำหนักเย็น เพื่อรอคอยรุ่งอรุณที่จะมาพร้อมกับเปลวเพลิงแห่งความตายที่นางเป็นผู้จุดประกายขึ้นด้วยมือของนางเอง หมากกระดานแรกได้เริ่มขึ้นแล้ว และนาง... จะไม่มีวันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีกต่อไป

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

Unscentable

read
2.1M
bc

He's an Alpha: She doesn't Care

read
853.4K
bc

Claimed by the Biker Giant

read
2.1M
bc

Holiday Hockey Tale: The Icebreaker's Impasse

read
1.0M
bc

A Warrior's Second Chance

read
392.0K
bc

Not just, the Beta

read
365.5K
bc

The Broken Wolf

read
1.2M

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook