2

1886 Words
คฤหาสน์ เพย์ตัน...เวลา 19:45 น. ทันทีที่บิดาขับรถแล่นเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีชื่อคล้าย ไม่สิ! มีชื่อเช่นเดียวกับบรั่นดียี่ห้อดังทุกตัวอักษร ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถสปอร์ตหรูราคาแพงจอดเรียงกันหลายสิบคันที่หน้างาน พิมรดาก็เริ่มใจสั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เคยเห็นแต่ในโซเชียล ไม่คิดว่าของจริงจะสวยขนาดนี้ “ว้าว! บ้านหลังใหญ่จังเลยนะคะ” เธอเอ่ยชมหลังบิดาจอดรถเสร็จ “ชอบไหม?” อดิสรหันไปถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ “ชอบค่ะ” พิมรดาพยักหน้ารับทันใด ขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่า เพราะอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เธอจะได้เดินเข้าไปข้างในคฤหาสน์หรูหลังใหญ่กว่าบ้านอรสิณีถึง 4 เท่า โดยข้างในงานเลี้ยงมีเสียงเพลง แสงสี แบบจัดเต็มมากๆ “ดี เพราะลูกจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่หากพ่อเจรจาตกลงกับเหมันต์ได้สำเร็จ” อดิสรกลั้นใจบอกเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ “ตะ...ตกลงอะไรคะ?” พิมรดาถามกลับอย่างเต็มไปด้วยความสงสัย “...” คนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อธิบายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนให้บุตรสาวเข้าใจถึงความจำเป็นที่ตนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้ “ตกลงเรื่องอะไรคะพ่อ?” พิมรดามเริ่มจะสังหรณ์ใจแปลกๆ “รู้ไหมว่ามันดีแค่ไหนแล้ว ที่จะได้มาเป็นผู้หญิงของเหมันต์ ไม่งั้นก็จะได้ไปเป็นเมียคนที่สี่ของเสี่ยสินชัย” อดิสรขึ้นเสียงใส่บุตรสาว เพราะต้องการให้เชื่อฟังตน “นี่พ่อเอาหนูมาขายเหรอคะ” พิมรดารู้สึกชาไปทั้งหน้าที่ได้รู้ว่าบิดาพาเธอมาที่นี่ทำไม “ไม่ได้เอามาขาย แค่เอามาเป็นตัวประกันระหว่างที่พ่อหาเงินมาใช้คืนให้กับเหมันต์ก็เท่านั้น” อดิสรเอ่ยแก้ให้ถูกต้อง “ฮึก...ฮึก...พ่อเคยรักหนูบ้างไหม?” เธอเอ่ยถามทั้งน้ำตานองหน้า จ้องมองบิดาด้วยสายตาที่พร่าเบลอ “พ่อไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ถึงต้องทำแบบนี้” อดิสรบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่ “ฮือๆๆ หนูก็คิดอยู่ว่าทำไมวันนี้พ่อถึงทำดีกับหนูมากๆ ที่แท้ก็เพราะแบบนี้นี่เอง” พิมรดาปล่อยโฮออกมาอย่างเต็มไปด้วยความเสียใจที่นอกจากจะไม่เคยได้รับความรักจากบิดาแล้ว เขายังกล้าทำแบบนี้กับเธอ “ใจเย็นๆ สิรดา ถ้าครบ 6 เดือนเมื่อไหร่ พ่อจะมารับลูกกลับบ้านไม่ต้องห่วง” อดิสรให้คำมั่นสัญญากับบุตรสาวที่กำลังเริ่มจะสติแตก “ฮึก...ทำไมแม่ต้องมาเจอะมาเจอกับคนอย่างพ่อด้วยนะ ทำไมไม่เจอผู้ชายที่มีความเป็นคนมากกว่านี้” พิมรดาต่อว่าอย่างอัดอั้นตันใจ “รดา! อย่างน้อยแกก็น่าจะนึกถึงบุญคุณที่ฉันเคยเลี้ยงดูแกมาบ้าง” อดิสรตอกกลับอย่างรู้สึกชาไปทั้งใบหน้า “เลี้ยงดูอย่างงั้นเหรอคะ คนใช้ที่ทำงานยังได้เงินเดือน แต่หนูกับแม่ได้อะไร นอกจากข้าวกับน้ำ แถมยังทำงานไม่ต่างจากคนใช้อีก” คนที่ทนเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้มานาน ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างคุมตัวเองไม่ได้ “นี่แกจะเนรคุณฉันอย่างงั้นเหรอ” อดิสรขึ้นเสียงใส่บุตรสาวอย่างโมโห เพราะปกติอีกฝ่ายเป็นคนที่ว่าง่ายมาตลอด “ฮือๆๆ สำหรับพ่อแล้วหนูเป็นอะไรคะ หากพ่อไม่ได้ต้องการหรือตั้งจะให้หนูเกิดมาตั้งแต่แรก ทำไมไม่รู้จักคุมกำเนิด” “แกคิดเหรอว่าฉันอยากจะให้แกเกิดมา แม่แกน่ะ ไม่รู้จักเจียมตัว จงใจปล่อยให้ท้องเองต่างหาก” อดิสรตอกกลับแบบเจ็บแสบไม่แพ้กัน พิมรดาเช็ดน้ำตาแล้วถามด้วยน้ำเสียงตึงๆ “ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ทำให้หนูได้รู้จักพ่อมากขึ้น หกเดือนใช่ไหมคะ ที่หนูต้องไปเป็นนางบำเรอเขา” “ใช่!” อดิสรขานรับทันใด “งั้นครบหกเดือนเมื่อไหร่ ถือว่าหนี้บุญคุณที่พ่อคิดว่าตัวเองมีต่อหนู หายกัน! นับจากนี้ไป เราไม่เกี่ยวข้องกันอีก” พิมรดาจ้องมองใบหน้าของบิดานิ่ง “หึ! ได้! งั้นแกก็รีบเช็ดน้ำตาซะ แล้วก็ช่วยทำหน้าให้มันดีๆด้วย” อดิสรตอบรับข้อเสนออย่างดีใจที่ในที่สุดบุตรสาวก็ยอมทำตามที่ตนบอก “พ่อต้องเขียนใส่กระดาษมาค่ะ ว่าหากครบหกเดือนเมื่อไหร่ เราจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก ไม่งั้นหนูจะเข้าไปแล้วประจานให้คนในงานเลี้ยงได้รู้ว่าพ่อเป็นพ่อแบบไหน” พิมรดาบอกเงื่อนไขด้วยสีหน้าเอาเรื่อง “นี่ขู่ฉันงั้นเหรอ” อดิสรถามอย่างโมโหที่อีกฝ่ายกล้าพูดแบบนี้กับตน “หนูแค่อยากมั่นใจว่าพ่อจะทำตามที่สัญญาไว้” คนที่แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พอจะมีความรู้เรื่องนี้มาบ้าง เพราะเคยพูดจำลองเหตุการณ์ต่างๆกับนิศราอยู่บ่อยๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้เรียนรู้ข้อกฎหมายมาด้วยเช่นกัน ไม่คิดว่า...ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้ใช้มันจริงๆ ซะที “ฉันไม่มีกระดาษ” อดิสรอึ้งแล้วอึ้งอีกที่บุตรสาวกล้างัดข้อกับตน “งั้นค่อยมาใหม่ดีกว่าค่ะ” เธอบอกอย่างไม่ยอม “นี่แกจะบ้าหรือไงฮะ” อดิสรด่ากลับอย่างอารมณ์เสีย เพราะตอนนี้ตนเลยเวลาชำระเงินให้กับเหมันต์มาสองอาทิตย์แล้ว หากล่าช้ากว่านี้ อีกฝ่ายจะต้องไม่พอใจแน่ๆ และจังหวะที่มีงานเลี้ยงแบบนี้ มันยื่นข้อเสนอง่ายที่สุดแล้ว เพราะผู้ชายตอนที่เมากึ่มๆ ก็ล้วนแต่มีอารมณ์หื่นด้วยกันทั้งนั้น “...” พิมรดาเบือนหน้าหนีอย่างไม่ฟังเสียง ‘ให้ตาย! อุตส่าห์หลงดีใจคิดว่าพ่อจะรักเธอ สุดท้ายก็ได้รู้ว่า...เธอเป็นแค่อะไรในชีวิตของเขา’ “ก็ได้ๆ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปขอกระดาษที่ข้างในนั้น” อดิสรบอกพร้อมกับถอนหายใจอย่างเพลียๆ หลังจากที่ตกลงเจรจากับบิดาเสร็จ พิมรดาก็เช็ดน้ำตาที่เปื้อนเปรอะใบหน้าออก จากนั้นก็เดินตามหลังของบิดาตรงไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ พลางข่มใจไม่ให้หยดน้ำตาไหลออกมา จิมมี่ (มือขวาคนสนิทของเหมันต์) อายุ 29 ปี สูง 189 เซนติเมตรลูกครึ่งไทย-อิตาลี ความสามารถพิเศษ คือเก่งรอบด้าน ไอคิวสูง หน้าตาหล่อเหลา เดินออกมาคุยโทรศัพท์ด้านหน้าคฤหาสน์ เมื่อ 10 นาทีก่อน บังเอิญเห็นรถของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ขับเข้ามาจอด เลยยืนรอเพื่อจะต้อนรับอีกฝ่ายเข้าไปในงานเลี้ยงของเจ้านายด้วยกัน แต่พอจ้องมองไปที่รถของอีกฝ่ายดีๆ ก็เห็นว่ามีคนนั่งรถมาด้วยและเหมือนกำลังทะเลาะกันอยู่ ตนจึงแกล้งขอบุหรี่ที่บอดี้การ์ดเอามาจุดสูบ แล้วก็แอบสังเกตการณ์ไปอย่างเนียนๆ ไม่นาน...ก็เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูก้าวออกมาจากรถ พร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นบุตรสาวที่ชื่อยลดา แต่มองไปมองมา...กลับไม่ใช่ “สวัสดีครับคุณอดิสร ผมนึกว่าจะไม่ยอมลงจากรถแล้วซะอีก” จิมมี่ยกมือไหว้ และจ้องมองไปยังหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างหลังของอีกฝ่าย “พอดีผมคุยกับบุตรสาวอยู่น่ะครับ” อดิสรรับไหว้และออกตัวด้วยสีหน้าเจื่อนๆ “อ้าว! นี่บุตรสาวเหรอครับ ผมไม่เห็นรู้มาก่อนว่าคุณอดิสรมีบุตรสาวอีกคน” จิมมี่ถามกลับทันใด “ครับ พอดีว่ารดาไม่ค่อยได้ออกจากบ้านน่ะครับ” อดิสรตอบก่อนจะหันไปบอกบุตรสาวให้ทักทายกับชายหนุ่มตรงหน้า “นี่คุณจิมมี่ คนสนิทของ คุณเหมันต์” “สวัสดีค่ะคุณจิมมี่” พิมรดายกมือไหว้พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองและส่งยิ้มบางๆ ไปให้กับชายหนุ่มลูกครึ่งที่รูปร่างสูงอย่างพยายามจะรักษามารยาทขั้นพื้นฐาน หลังยอมรับในชะตากรรมที่ผู้เป็นบิดาหยิบยื่นให้ เพื่อเป็นใบเบิกทางสำหรับอิสรภาพที่รอเธออยู่ “สวัสดีครับคุณ...รดา” จิมมี่รับไหว้ก่อนจะอึ้งไปทันใด เพราะหญิงสาวคนนี้สวยสะกดตามากๆ แม้จะดูออกว่าเธอเพิ่งจะผ่านการร้องไห้มาก็ตาม ‘ให้ตาย! อยากให้บอสได้เห็นจัง’ “เอ่อ...แล้วคุณเหมันต์ล่ะครับ” อดิสรรีบถามถึงเจ้าหนี้รายใหญ่ของตน “ตอนนี้บอสกำลังคุยงานอยู่ในห้องทำงานครับ” จิมมี่บอกอย่างขำๆ แม้ว่าวันนี้จะเป็นงานวันคล้ายวันเกิดของเจ้านาย แต่อีกฝ่ายก็ยังแอบไปคุยงานเป็นพักๆ ปล่อยให้คุณเอรัญผู้เป็นน้องชายดูแลแขกในงานแทน ซึ่งก็มีทั้งนักธุรกิจ ดารา นางแบบมากมายเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง “ผมขอพบเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ พอดีว่าจะมาคุยเรื่องเงินที่ติดค้างไว้” อดิสรบอกด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงาน “ได้สิครับ เชิญคุณอดิสรเข้าไปรอที่ห้องรับแขกก่อน เดี๋ยวผมจะไปตามบอสให้” จิมมี่บอกอย่างเข้าใจ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน ตนกับผู้เป็นนายก็คุยกันเรื่องหนี้สินของอีกฝ่ายอยู่ ว่าบทสรุปแล้วจะเป็นยังไงต่อไป เพราะเหมือนอดิสรจะไม่มีเงินมาจ่ายคืนให้ตามที่ได้รับปากเอาไว้ “คุณจิมมี่คะ รบกวนขอกระดาษ A 4 สัก 2-3 แผ่นได้ไหมคะ” พิมรดารีบเอ่ยแทรกขึ้นทันใด “ได้ครับ คุณรดาจะเอาไปทำอะไรเอ่ย?” จิมมี่ถามพร้อมกับส่งยิ้มให้หญิงสาวที่สวยราวกับนางฟ้านางสวรรค์ “วาดรูปค่ะ” พิมรดาตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ “ได้ครับ เดี๋ยวผมจะเอามาให้” จิมมี่ยิ้มก่อนจะออกเดินนำไปยังห้องรับแขกส่วนตัว “ขอบคุณค่ะ” พิมรดายิ้มก่อนจะออกเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างเงียบๆ “แกนี่มันจริงๆ เลยนะ” อดิสรเดินตามไปต่อว่าบุตรสาวเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน “ถ้าพ่อไม่เซ็นสัญญาไว้เป็นหลักประกันให้กับหนู คืนนี้จะเป็นคืนแตกหักของเราค่ะ” พิมรดาบอกอย่างไม่ยอม เพราะที่ผ่านมาเธอก็ทนแล้วทนอีกจนเริ่มจะไม่มั่นใจว่าตัวเองยังใช่คนอยู่หรือเปล่า “รู้แล้วน่า ระหว่างที่ฉันไปคุยธุระกับเหมันต์ แกก็ร่างสัญญารอได้เลย”อดิสรบอกด้วยสีหน้าตึงๆ “ค่ะ” พิมรดาขานรับอย่างรู้สึกดีใจที่มารดาของเธอไม่ได้มีชีวิตอยู่จนมาถึงวันนี้ วันที่บิดาหลอกพาเธอมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางธุรกิจที่กำลังจะไปไม่รอด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD