คฤหาสน์ เพย์ตัน...เวลา 19:45 น.
ทันทีที่บิดาขับรถแล่นเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีชื่อคล้าย ไม่สิ! มีชื่อเช่นเดียวกับบรั่นดียี่ห้อดังทุกตัวอักษร ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถสปอร์ตหรูราคาแพงจอดเรียงกันหลายสิบคันที่หน้างาน พิมรดาก็เริ่มใจสั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เคยเห็นแต่ในโซเชียล ไม่คิดว่าของจริงจะสวยขนาดนี้
“ว้าว! บ้านหลังใหญ่จังเลยนะคะ” เธอเอ่ยชมหลังบิดาจอดรถเสร็จ
“ชอบไหม?” อดิสรหันไปถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
“ชอบค่ะ” พิมรดาพยักหน้ารับทันใด ขณะเดียวกันก็รู้สึกประหม่า เพราะอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เธอจะได้เดินเข้าไปข้างในคฤหาสน์หรูหลังใหญ่กว่าบ้านอรสิณีถึง 4 เท่า โดยข้างในงานเลี้ยงมีเสียงเพลง แสงสี แบบจัดเต็มมากๆ
“ดี เพราะลูกจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่หากพ่อเจรจาตกลงกับเหมันต์ได้สำเร็จ” อดิสรกลั้นใจบอกเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
“ตะ...ตกลงอะไรคะ?” พิมรดาถามกลับอย่างเต็มไปด้วยความสงสัย
“...” คนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อธิบายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนให้บุตรสาวเข้าใจถึงความจำเป็นที่ตนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนี้
“ตกลงเรื่องอะไรคะพ่อ?” พิมรดามเริ่มจะสังหรณ์ใจแปลกๆ
“รู้ไหมว่ามันดีแค่ไหนแล้ว ที่จะได้มาเป็นผู้หญิงของเหมันต์ ไม่งั้นก็จะได้ไปเป็นเมียคนที่สี่ของเสี่ยสินชัย” อดิสรขึ้นเสียงใส่บุตรสาว เพราะต้องการให้เชื่อฟังตน
“นี่พ่อเอาหนูมาขายเหรอคะ” พิมรดารู้สึกชาไปทั้งหน้าที่ได้รู้ว่าบิดาพาเธอมาที่นี่ทำไม
“ไม่ได้เอามาขาย แค่เอามาเป็นตัวประกันระหว่างที่พ่อหาเงินมาใช้คืนให้กับเหมันต์ก็เท่านั้น” อดิสรเอ่ยแก้ให้ถูกต้อง
“ฮึก...ฮึก...พ่อเคยรักหนูบ้างไหม?” เธอเอ่ยถามทั้งน้ำตานองหน้า จ้องมองบิดาด้วยสายตาที่พร่าเบลอ
“พ่อไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ถึงต้องทำแบบนี้” อดิสรบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่
“ฮือๆๆ หนูก็คิดอยู่ว่าทำไมวันนี้พ่อถึงทำดีกับหนูมากๆ ที่แท้ก็เพราะแบบนี้นี่เอง” พิมรดาปล่อยโฮออกมาอย่างเต็มไปด้วยความเสียใจที่นอกจากจะไม่เคยได้รับความรักจากบิดาแล้ว เขายังกล้าทำแบบนี้กับเธอ
“ใจเย็นๆ สิรดา ถ้าครบ 6 เดือนเมื่อไหร่ พ่อจะมารับลูกกลับบ้านไม่ต้องห่วง” อดิสรให้คำมั่นสัญญากับบุตรสาวที่กำลังเริ่มจะสติแตก
“ฮึก...ทำไมแม่ต้องมาเจอะมาเจอกับคนอย่างพ่อด้วยนะ ทำไมไม่เจอผู้ชายที่มีความเป็นคนมากกว่านี้” พิมรดาต่อว่าอย่างอัดอั้นตันใจ
“รดา! อย่างน้อยแกก็น่าจะนึกถึงบุญคุณที่ฉันเคยเลี้ยงดูแกมาบ้าง” อดิสรตอกกลับอย่างรู้สึกชาไปทั้งใบหน้า
“เลี้ยงดูอย่างงั้นเหรอคะ คนใช้ที่ทำงานยังได้เงินเดือน แต่หนูกับแม่ได้อะไร นอกจากข้าวกับน้ำ แถมยังทำงานไม่ต่างจากคนใช้อีก” คนที่ทนเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้มานาน ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างคุมตัวเองไม่ได้
“นี่แกจะเนรคุณฉันอย่างงั้นเหรอ” อดิสรขึ้นเสียงใส่บุตรสาวอย่างโมโห เพราะปกติอีกฝ่ายเป็นคนที่ว่าง่ายมาตลอด
“ฮือๆๆ สำหรับพ่อแล้วหนูเป็นอะไรคะ หากพ่อไม่ได้ต้องการหรือตั้งจะให้หนูเกิดมาตั้งแต่แรก ทำไมไม่รู้จักคุมกำเนิด”
“แกคิดเหรอว่าฉันอยากจะให้แกเกิดมา แม่แกน่ะ ไม่รู้จักเจียมตัว จงใจปล่อยให้ท้องเองต่างหาก” อดิสรตอกกลับแบบเจ็บแสบไม่แพ้กัน
พิมรดาเช็ดน้ำตาแล้วถามด้วยน้ำเสียงตึงๆ “ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ทำให้หนูได้รู้จักพ่อมากขึ้น หกเดือนใช่ไหมคะ ที่หนูต้องไปเป็นนางบำเรอเขา”
“ใช่!” อดิสรขานรับทันใด
“งั้นครบหกเดือนเมื่อไหร่ ถือว่าหนี้บุญคุณที่พ่อคิดว่าตัวเองมีต่อหนู หายกัน! นับจากนี้ไป เราไม่เกี่ยวข้องกันอีก” พิมรดาจ้องมองใบหน้าของบิดานิ่ง
“หึ! ได้! งั้นแกก็รีบเช็ดน้ำตาซะ แล้วก็ช่วยทำหน้าให้มันดีๆด้วย” อดิสรตอบรับข้อเสนออย่างดีใจที่ในที่สุดบุตรสาวก็ยอมทำตามที่ตนบอก
“พ่อต้องเขียนใส่กระดาษมาค่ะ ว่าหากครบหกเดือนเมื่อไหร่ เราจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก ไม่งั้นหนูจะเข้าไปแล้วประจานให้คนในงานเลี้ยงได้รู้ว่าพ่อเป็นพ่อแบบไหน” พิมรดาบอกเงื่อนไขด้วยสีหน้าเอาเรื่อง
“นี่ขู่ฉันงั้นเหรอ” อดิสรถามอย่างโมโหที่อีกฝ่ายกล้าพูดแบบนี้กับตน
“หนูแค่อยากมั่นใจว่าพ่อจะทำตามที่สัญญาไว้” คนที่แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ก็พอจะมีความรู้เรื่องนี้มาบ้าง เพราะเคยพูดจำลองเหตุการณ์ต่างๆกับนิศราอยู่บ่อยๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้เรียนรู้ข้อกฎหมายมาด้วยเช่นกัน ไม่คิดว่า...ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้ใช้มันจริงๆ ซะที
“ฉันไม่มีกระดาษ” อดิสรอึ้งแล้วอึ้งอีกที่บุตรสาวกล้างัดข้อกับตน
“งั้นค่อยมาใหม่ดีกว่าค่ะ” เธอบอกอย่างไม่ยอม
“นี่แกจะบ้าหรือไงฮะ” อดิสรด่ากลับอย่างอารมณ์เสีย เพราะตอนนี้ตนเลยเวลาชำระเงินให้กับเหมันต์มาสองอาทิตย์แล้ว หากล่าช้ากว่านี้ อีกฝ่ายจะต้องไม่พอใจแน่ๆ และจังหวะที่มีงานเลี้ยงแบบนี้ มันยื่นข้อเสนอง่ายที่สุดแล้ว เพราะผู้ชายตอนที่เมากึ่มๆ ก็ล้วนแต่มีอารมณ์หื่นด้วยกันทั้งนั้น
“...” พิมรดาเบือนหน้าหนีอย่างไม่ฟังเสียง ‘ให้ตาย! อุตส่าห์หลงดีใจคิดว่าพ่อจะรักเธอ สุดท้ายก็ได้รู้ว่า...เธอเป็นแค่อะไรในชีวิตของเขา’
“ก็ได้ๆ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปขอกระดาษที่ข้างในนั้น” อดิสรบอกพร้อมกับถอนหายใจอย่างเพลียๆ
หลังจากที่ตกลงเจรจากับบิดาเสร็จ พิมรดาก็เช็ดน้ำตาที่เปื้อนเปรอะใบหน้าออก จากนั้นก็เดินตามหลังของบิดาตรงไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ พลางข่มใจไม่ให้หยดน้ำตาไหลออกมา
จิมมี่ (มือขวาคนสนิทของเหมันต์) อายุ 29 ปี สูง 189 เซนติเมตรลูกครึ่งไทย-อิตาลี ความสามารถพิเศษ คือเก่งรอบด้าน ไอคิวสูง หน้าตาหล่อเหลา เดินออกมาคุยโทรศัพท์ด้านหน้าคฤหาสน์ เมื่อ 10 นาทีก่อน บังเอิญเห็นรถของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ขับเข้ามาจอด เลยยืนรอเพื่อจะต้อนรับอีกฝ่ายเข้าไปในงานเลี้ยงของเจ้านายด้วยกัน แต่พอจ้องมองไปที่รถของอีกฝ่ายดีๆ ก็เห็นว่ามีคนนั่งรถมาด้วยและเหมือนกำลังทะเลาะกันอยู่ ตนจึงแกล้งขอบุหรี่ที่บอดี้การ์ดเอามาจุดสูบ แล้วก็แอบสังเกตการณ์ไปอย่างเนียนๆ ไม่นาน...ก็เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูก้าวออกมาจากรถ พร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง ตอนแรกก็คิดว่าเป็นบุตรสาวที่ชื่อยลดา แต่มองไปมองมา...กลับไม่ใช่
“สวัสดีครับคุณอดิสร ผมนึกว่าจะไม่ยอมลงจากรถแล้วซะอีก” จิมมี่ยกมือไหว้ และจ้องมองไปยังหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างหลังของอีกฝ่าย
“พอดีผมคุยกับบุตรสาวอยู่น่ะครับ” อดิสรรับไหว้และออกตัวด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“อ้าว! นี่บุตรสาวเหรอครับ ผมไม่เห็นรู้มาก่อนว่าคุณอดิสรมีบุตรสาวอีกคน” จิมมี่ถามกลับทันใด
“ครับ พอดีว่ารดาไม่ค่อยได้ออกจากบ้านน่ะครับ” อดิสรตอบก่อนจะหันไปบอกบุตรสาวให้ทักทายกับชายหนุ่มตรงหน้า “นี่คุณจิมมี่ คนสนิทของ คุณเหมันต์”
“สวัสดีค่ะคุณจิมมี่” พิมรดายกมือไหว้พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองและส่งยิ้มบางๆ ไปให้กับชายหนุ่มลูกครึ่งที่รูปร่างสูงอย่างพยายามจะรักษามารยาทขั้นพื้นฐาน หลังยอมรับในชะตากรรมที่ผู้เป็นบิดาหยิบยื่นให้ เพื่อเป็นใบเบิกทางสำหรับอิสรภาพที่รอเธออยู่
“สวัสดีครับคุณ...รดา” จิมมี่รับไหว้ก่อนจะอึ้งไปทันใด เพราะหญิงสาวคนนี้สวยสะกดตามากๆ แม้จะดูออกว่าเธอเพิ่งจะผ่านการร้องไห้มาก็ตาม ‘ให้ตาย! อยากให้บอสได้เห็นจัง’
“เอ่อ...แล้วคุณเหมันต์ล่ะครับ” อดิสรรีบถามถึงเจ้าหนี้รายใหญ่ของตน
“ตอนนี้บอสกำลังคุยงานอยู่ในห้องทำงานครับ” จิมมี่บอกอย่างขำๆ แม้ว่าวันนี้จะเป็นงานวันคล้ายวันเกิดของเจ้านาย แต่อีกฝ่ายก็ยังแอบไปคุยงานเป็นพักๆ ปล่อยให้คุณเอรัญผู้เป็นน้องชายดูแลแขกในงานแทน ซึ่งก็มีทั้งนักธุรกิจ ดารา นางแบบมากมายเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
“ผมขอพบเป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ พอดีว่าจะมาคุยเรื่องเงินที่ติดค้างไว้” อดิสรบอกด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงาน
“ได้สิครับ เชิญคุณอดิสรเข้าไปรอที่ห้องรับแขกก่อน เดี๋ยวผมจะไปตามบอสให้” จิมมี่บอกอย่างเข้าใจ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน ตนกับผู้เป็นนายก็คุยกันเรื่องหนี้สินของอีกฝ่ายอยู่ ว่าบทสรุปแล้วจะเป็นยังไงต่อไป เพราะเหมือนอดิสรจะไม่มีเงินมาจ่ายคืนให้ตามที่ได้รับปากเอาไว้
“คุณจิมมี่คะ รบกวนขอกระดาษ A 4 สัก 2-3 แผ่นได้ไหมคะ” พิมรดารีบเอ่ยแทรกขึ้นทันใด
“ได้ครับ คุณรดาจะเอาไปทำอะไรเอ่ย?” จิมมี่ถามพร้อมกับส่งยิ้มให้หญิงสาวที่สวยราวกับนางฟ้านางสวรรค์
“วาดรูปค่ะ” พิมรดาตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะเอามาให้” จิมมี่ยิ้มก่อนจะออกเดินนำไปยังห้องรับแขกส่วนตัว
“ขอบคุณค่ะ” พิมรดายิ้มก่อนจะออกเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างเงียบๆ
“แกนี่มันจริงๆ เลยนะ” อดิสรเดินตามไปต่อว่าบุตรสาวเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ถ้าพ่อไม่เซ็นสัญญาไว้เป็นหลักประกันให้กับหนู คืนนี้จะเป็นคืนแตกหักของเราค่ะ” พิมรดาบอกอย่างไม่ยอม เพราะที่ผ่านมาเธอก็ทนแล้วทนอีกจนเริ่มจะไม่มั่นใจว่าตัวเองยังใช่คนอยู่หรือเปล่า
“รู้แล้วน่า ระหว่างที่ฉันไปคุยธุระกับเหมันต์ แกก็ร่างสัญญารอได้เลย”อดิสรบอกด้วยสีหน้าตึงๆ
“ค่ะ” พิมรดาขานรับอย่างรู้สึกดีใจที่มารดาของเธอไม่ได้มีชีวิตอยู่จนมาถึงวันนี้ วันที่บิดาหลอกพาเธอมาเป็นเครื่องมือต่อรองทางธุรกิจที่กำลังจะไปไม่รอด