บทที่ 1: ชายแปลกหน้าในร่างสามี
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศหล่อหลอมให้ห้องพักฟื้นผู้ป่วยวิกฤตกลายเป็นสุสานคนเป็น เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำหน้าที่เสมือนนาฬิกาบอกเวลาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าทรมาน
รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาบุนวมมุมห้อง แผ่นหลังตั้งตรงแนบพนักพิง สองมือประสานกันแน่นอยู่บนตักจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดกระโปรงทำงานสีเบจที่สวมใส่มาตั้งแต่วันก่อนยับย่น ขอบตาบวมช้ำและทิ้งร่องรอยความอ่อนล้าจากการอดนอนติดต่อกันเกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน สายตายังคงจับจ้องไปยังเตียงผู้ป่วยตรงหน้าไม่วางตา
บนเตียงนั้น ร่างของภวินท์นอนนิ่งสนิท ศีรษะพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวพันทบหลายชั้นเพื่อปกปิดบาดแผลฉกรรจ์จากการกระแทก ท่อช่วยหายใจสอดลึกเข้าไปในลำคอ สายน้ำเกลือและสายระโยงระยางจากเครื่องมือแพทย์เจาะเชื่อมเข้ากับผิวหนังตามท่อนแขน รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำปรากฏชัดเจนตามโครงหน้าคมคายที่เคยหล่อเหลา
ภาพซากรถยุโรปคันหรูที่พังยับเยินจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้ในคืนฝนตกหนัก ยังคงฉายซ้ำไปมาในหัวของคนเฝ้าไข้ เสียงโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่กู้ภัยตอนตีสองครึ่งเปลี่ยนโลกทั้งใบของรินรดาให้พังทลายลงในพริบตาเดียว วินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องฉุกเฉินแล้วเห็นเลือดสีแดงฉานอาบย้อมเสื้อเชิ้ตของสามี ก้อนเนื้อในอกกระตุกเกร็งจนจังหวะสูบฉีดเลือดผิดเพี้ยน ความกลัวว่าจะสูญเสียเสาหลักทางจิตใจเพียงหนึ่งเดียวไป กัดกินพื้นที่ในสมองจนแทบสิ้นสติ
ทว่าการร้องไห้ฟูมฟายไม่ใช่ทางออก รินรดาเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็กว่าน้ำตาไม่เคยช่วยแก้ปัญหาใดๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง เธอจึงเลือกที่จะกลืนก้อนสะอื้นลงคอ สูดลมหายใจลึก และจัดการเอกสารยินยอมให้แพทย์ผ่าตัดสมองเพื่อระบายเลือดที่คั่งอยู่ด้วยมือที่สั่นเทา
และตอนนี้ การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง
จังหวะของกราฟบนจอมอนิเตอร์เริ่มขยับถี่ขึ้น เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดสามวันของภวินท์ขยับเกร็ง สัญญาณการตอบสนองทางร่างกายทำให้พยาบาลเวรที่เข้ามาเช็กสายน้ำเกลือรีบกดปุ่มเรียกแพทย์เจ้าของไข้ทันที ความวุ่นวายขนาดย่อมเกิดขึ้นรอบเตียงผู้ป่วย รินรดาลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ขาทั้งสองข้างชาหนึบจนแทบก้าวไม่ออก แต่ความปรารถนาที่จะเห็นหน้าคนรักชัดๆ ผลักดันให้แทรกตัวเข้าไปยืนอยู่ปลายเตียง
ทีมแพทย์ทำการถอดท่อช่วยหายใจออกอย่างระมัดระวัง เสียงไอแหบพร่าและอาการสำลักอากาศดังขึ้น ภวินท์ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดจากซี่โครงที่หักร้าวประท้วงการขยับตัว ลมหายใจหอบถี่สะท้อนความทรมานทางกายภาพอย่างชัดเจน
"คุณภวินท์ครับ ได้ยินเสียงหมอไหมครับ ถ้าได้ยินกะพริบตาสองครั้งนะครับ" นายแพทย์วัยกลางคนส่องไฟฉายขนาดเล็กเข้าที่ม่านตาเพื่อเช็กการตอบสนองของระบบประสาท
เปลือกตาสีเข้มค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ สู้แสงไฟ นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมั่นคงและเด็ดขาดบัดนี้เต็มไปด้วยความพร่ามัว สับสน และตื่นตระหนก ภวินท์กลอกตาไปรอบห้องพักฟื้นวีไอพี ผนังสีขาวนวล อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องตรวจวัด และกลุ่มคนในชุดกาวน์ ทุกอย่างล้วนแปลกตาและสร้างความกดดันให้สัญชาตญาณการระวังตัวทำงานโดยอัตโนมัติ
"น้ำ..." เสียงแห้งผากหลุดลอดออกมาจากลำคอที่เต็มไปด้วยรอยถลอก
รินรดาไม่รอช้า รีบก้าวเข้าไปชิดขอบเตียง มือหยิบแก้วน้ำพลาสติกที่มีหลอดดูดจ่อเข้าที่ริมฝีปากแห้งแตกของสามีด้วยความเคยชิน หัวใจที่แห้งผากมาหลายวันเหมือนได้รับหยาดฝนชโลมลงมา ความโล่งอกตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว
"ค่อยๆ จิบนะวิน คอคุณยังระคายเคืองอยู่" น้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นเครือเอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากชื้นเหงื่อของคนบนเตียงออกให้อย่างเบามือ
ทว่าวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนผิวหน้า ร่างของภวินท์กลับสะดุ้งเฮือก เอนศีรษะหลบการสัมผัสนั้นอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน นัยน์ตาที่เคยทอดมองมาด้วยความรักและอบอุ่นเสมอ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว ว่างเปล่า และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
สายตาของเขามองไล่ตั้งแต่ใบหน้า ชุดกระโปรงที่ยับย่น ไปจนถึงมือที่ถือแก้วน้ำค้างไว้กลางอากาศ ราวกับกำลังประเมินบุคคลแปลกหน้าที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว
"คุณเป็นใคร"
คำถามสั้นๆ หลุดออกจากปากผู้ป่วย ประโยคที่ไม่ได้ตะคอก ไม่ได้กระแทกเสียง แต่ราบเรียบและเย็นชาจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งกลางฤดูหนาว
มือที่ถือแก้วน้ำของรินรดาสั่นสะท้านจนผิวน้ำกระเพื่อม ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พยายามประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ยิน สมองสั่งการให้มองหาเหตุผลมารองรับสถานการณ์ตรงหน้า ฤทธิ์ยาชา ยาแก้ปวด หรือความสับสนหลังการผ่าตัด อาจทำให้เขามึนเบลอชั่วคราว
"วิน... นี่รินไง รินรดา ภรรยาของคุณ" เธอพยายามส่งยิ้มบางๆ ไปให้ แม้กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะฝืนเกร็งจนปวดร้าว "คุณเพิ่งฟื้นจากการผ่าตัด อาจจะยังเบลอๆ อยู่ ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ นึก"
"ภรรยา?"
ภวินท์ทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงหยันลึก มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายเยาะเย้ยตัวเอง สภาพร่างกายที่บอบช้ำทำให้เขาขยับตัวลำบาก แต่รังสีความกดดันและอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวผู้บริหารระดับสูงแห่งแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย
"ผมไม่เคยแต่งงาน" เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยอย่างหนักแน่น แววตาจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเพื่อจับผิด "ครอบครัวผมส่งคุณมางั้นสิ? มาดูผลงานว่าผมตายหรือยัง หรือมาจัดฉากอะไรอีก"
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องพักฟื้นชั่วขณะ รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด ปอดตีบตันจนหายใจไม่ออก คำว่า 'ครอบครัวผมส่งคุณมา' ตอกย้ำความห่างเหินที่กรีดลึกลงกลางใจ ชายตรงหน้าไม่ใช่ภวินท์คนที่ยอมขัดใจคนทั้งตระกูลเพื่อจับมือเธอเข้าพิธีวิวาห์ ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบโอบกอดเธอจากด้านหลังเวลาทำอาหารเช้า ไม่ใช่คนที่คอยเป็นเบาะรองรับความเหนื่อยล้าจากโลกที่โหดร้าย
เขาคือ 'ภวินท์' ทายาทคนโตของตระกูลมหาเศรษฐี ผู้เติบโตมาท่ามกลางการแย่งชิงผลประโยชน์ มองทุกคนเป็นศัตรู และใช้ความก้าวร้าวเป็นเกราะป้องกันตัว... ภวินท์ในเวอร์ชันก่อนที่จะได้รู้จักกับความรัก
"คุณภวินท์ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ" นายแพทย์รีบแทรกตัวเข้ามาขัดจังหวะความตึงเครียด สังเกตเห็นชีพจรของผู้ป่วยที่พุ่งสูงขึ้นจากความเครียด "คุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ตอนนี้คุณจำได้ไหมครับว่าปีนี้ปีอะไร และคุณอายุเท่าไหร่"
ภวินท์ละสายตาจากรินรดา หันไปมองนายแพทย์ด้วยแววตาประเมินสถานการณ์ คิ้วขมวดมุ่นขณะพยายามเค้นความทรงจำ อาการปวดแปลบแล่นปราดขึ้นมาจากขมับซ้ายจนต้องหลับตาแน่น
"ปี... หกห้า" เขาตอบเสียงพร่า "ผมอายุยี่สิบแปด เพิ่งรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ... เมื่อวานผมเพิ่งเซ็นอนุมัติแบบแปลนคอนโดที่สาทร"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางหน้าอกของรินรดาอย่างจัง
ปีที่เขาพูดถึง... คือเมื่อสี่ปีที่แล้ว
เป็นช่วงเวลาก่อนที่เขาจะบังเอิญเดินเข้ามาในร้านกาแฟใต้ตึกสำนักงานบัญชีที่เธอทำงานอยู่ เป็นช่วงเวลาก่อนที่ร่มคันเดียวในวันฝนตกจะเชื่อมโยงคนสองคนจากโลกที่แตกต่างกันให้มาบรรจบกัน ก่อนที่ความผูกพันจะก่อตัว ก่อนการขอแต่งงาน ก่อนการสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย
เวลาสี่ปีล้ำค่าที่สุดในชีวิตคู่ของเธอ... ถูกลบเลือนหายไปจากสมองของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
แพทย์เจ้าของไข้ถอนหายใจแผ่วเบา พยักหน้าให้พยาบาลจดบันทึกข้อมูล ก่อนจะหันมาทางรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ปลายเตียง แววตาของคนเป็นหมอแฝงความเห็นใจอย่างปิดไม่มิด
"ขอเชิญทางนี้สักครู่ครับคุณรินรดา"
หญิงสาวเดินตามหลังนายแพทย์ออกไปที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง ทิ้งให้พยาบาลดูแลการให้ยาแก้ปวดและจัดท่านอนให้ผู้ป่วยที่ยังคงส่งสายตาหวาดระแวงมาให้เธอจนวินาทีสุดท้ายที่ประตูห้องปิดลง
"จากผลการประเมินเบื้องต้นและการสแกนสมองก่อนหน้านี้ รอยช้ำที่กลีบสมองส่วนขมับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บความทรงจำได้รับความเสียหายครับ" แพทย์เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงการงาน "อาการที่คุณภวินท์กำลังเผชิญอยู่คือภาวะสูญเสียความทรงจำย้อนหลัง ผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำในช่วงเวลาหนึ่งก่อนเกิดอุบัติเหตุไป ในกรณีนี้คือช่วงเวลาประมาณสี่ถึงห้าปีล่าสุด"
"มัน... เป็นอาการชั่วคราวใช่ไหมคะ" รินรดาถามกลับ น้ำเสียงยังคงควบคุมให้ราบเรียบ ไม่แสดงความตื่นตระหนกออกมาให้เห็น นี่คือวิธีรับมือกับปัญหาในแบบของเธอ เมื่อโลกพังทลาย จงยืนหยัดให้มั่นคงที่สุดเพื่อหาทางซ่อมแซมมัน
"ตอบยากครับ บางรายความทรงจำอาจจะค่อยๆ กลับมาเองเมื่อสมองฟื้นตัว บางรายอาจต้องใช้การกระตุ้นด้วยสิ่งของหรือสถานที่คุ้นเคย แต่ก็มีบางราย... ที่ความทรงจำส่วนนั้นหายไปอย่างถาวร" แพทย์เว้นจังหวะครู่หนึ่ง "สิ่งที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ไม่ใช่แค่ความทรงจำที่หายไปครับ แต่เป็นสภาวะจิตใจของผู้ป่วย การที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเวลาผ่านไปหลายปี คนรอบข้างเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป มันสร้างความสับสนและหวาดกลัว สัญชาตญาณป้องกันตัวจะทำให้เขาสร้างกำแพงและมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย... รวมถึงตัวคุณรินรดาด้วย"
"ฉันเข้าใจค่ะ" เธอพยักหน้ารับอย่างแกนๆ แม้ในใจจะปวดร้าวราวกับถูกบดขยี้ "ฉันต้องทำยังไงต่อไปคะ"
"พยายามอย่าไปบังคับหรือยัดเยียดข้อมูลให้เขาครับ การเค้นให้เขาจำได้ในตอนนี้มีแต่จะทำให้สมองทำงานหนักและเกิดอาการปวดหัวรุนแรง ค่อยๆ ให้เวลาเขาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันก่อน ทางเราจะจัดทีมนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยประเมินอาการเป็นระยะครับ"
หลังจากแพทย์ขอตัวไปตรวจคนไข้เตียงอื่น รินรดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พิงแผ่นหลังเข้ากับผนังทางเดินอันเย็นเฉียบ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำฝน กรุงเทพมหานครภายนอกยังคงวุ่นวาย รถยนต์ติดขัดยาวเหยียดบนท้องถนน โลกไม่ได้หยุดหมุนเพียงเพราะชีวิตคู่ของเธอพังทลายลง
เธอรวบรวมสติ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ พยายามจัดลำดับความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงในหัว ภวินท์รอดชีวิต นั่นคือข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องความทรงจำที่หายไป มันคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ต้องหาทางแก้ไข แต่สิ่งที่ทำให้สัญชาตญาณของรินรดาส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างรุนแรง ไม่ใช่อาการป่วยของสามี
แต่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่างหาก
ภวินท์เป็นคนขับรถที่ระมัดระวังมาก และรถยุโรปคันนั้นเพิ่งเข้าศูนย์เช็กระยะไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน การชนแบริเออร์ทางด่วนในคืนที่ไม่มีรถพลุกพล่านจนสภาพรถพังยับเยินขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของครอบครัวฝั่งสามีที่เงียบหายไปตลอดสามวันที่ภวินท์นอนไม่ได้สติ ไม่มีใครมาเยี่ยม ไม่มีใครโทรมาถามไถ่อาการ มีเพียงทนายความของบริษัทที่โทรมาเช็กว่า 'ตายหรือยัง' เท่านั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างรินรดากับครอบครัวตระกูลอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่นั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่มาตั้งแต่ต้น พวกเขามองว่าอดีตผู้ตรวจสอบบัญชีฐานะปานกลางอย่างเธอคือ 'ปลิง' ที่มาเกาะทายาทคนโตเพื่อหวังยกระดับฐานะ การแต่งงานเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใหญ่ฝั่งชายมาร่วมงาน และตลอดสามปีที่ผ่านมา รินรดาต้องทนรับแรงกดดัน การดูถูกเหยียดหยาม และการพยายามแทรกแซงชีวิตคู่มาโดยตลอด
หากคนพวกนั้นรู้ว่าตอนนี้ภวินท์สูญเสียความทรงจำ ลืมเลือนสถานะภรรยาของเธอไปจนหมดสิ้น และกลับไปเป็นทายาทผู้ก้าวร้าวคนเดิมที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของตระกูล... สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าไม่ใช่แค่การฟื้นฟูความทรงจำ แต่เป็นสงครามแย่งชิงอำนาจที่เธออาจตกเป็นเป้าหมายในการกำจัดทิ้ง
เสียงฝีเท้าหนักๆ กระทบพื้นทางเดินดึงรินรดาให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด เมื่อหันไปมอง ปรากฏร่างของกลุ่มคนในชุดสูทภูมิฐานที่คุ้นตาเดินเรียงแถวตรงเข้ามาหา ชายวัยกลางคนผู้มีโครงหน้าละม้ายคล้ายภวินท์เดินนำหน้าสุด 'คุณกิตติ' อาแท้ๆ ของภวินท์และเป็นรองประธานกรรมการบริหารของบริษัท ตามมาด้วยผู้ช่วยและทนายความประจำตระกูล
สีหน้าของพวกเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกหรือเป็นห่วงคนเจ็บเลยแม้แต่น้อย กลับแฝงไปด้วยความเรียบเฉยและประเมินสถานการณ์
"ได้ข่าวว่าหลานชายฉันฟื้นแล้ว" กิตติเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แม้แต่จะปรายตามองรินรดาอย่างเต็มตา "หมอว่ายังไงบ้าง สภาพสมองยังใช้งานได้ปกติหรือเปล่า"
การใช้คำถามที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าความเป็นตายของหลานชาย ทำให้รินรดารู้สึกสะอิดสะเอียน แต่เธอเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ใต้ใบหน้าเรียบตึง
"คุณหมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่สมองได้รับการกระทบกระเทือน..." รินรดาชั่งใจเพียงเสี้ยววินาทีว่าจะเปิดเผยข้อมูลเรื่องความจำเสื่อมหรือไม่ แต่การปิดบังความจริงในสถานพยาบาลที่มีประวัติบันทึกไว้ไม่ใช่เรื่องฉลาด "วินมีภาวะสูญเสียความทรงจำย้อนหลังค่ะ เขาจำเหตุการณ์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้"
กิตติชะงักฝีเท้า หันขวับมามองหน้ารินรดาทันที แววตาของนักธุรกิจวัยกลางคนวูบไหวด้วยประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ดูคล้ายความพึงพอใจมากกว่าความกังวล
"สี่ปีงั้นเหรอ... แปลว่าเขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยทำเรื่องโง่เขลาด้วยการแต่งงานกับผู้หญิงระดับล่างอย่างเธอสินะ" คำพูดเชือดเฉือนหลุดออกมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ "ถือเป็นข่าวดีในความโชคร้าย"
"คุณกิตติ!" รินรดากดเสียงต่ำ สองมือกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "ฉันยังเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณภวินท์ ทะเบียนสมรสยังคงมีผลทางกฎหมายทุกประการ"
"กฎหมายมันก็แค่กระดาษแผ่นเดียว รินรดา" กิตติก้าวเข้ามาใกล้ รังสีความคุกคามแผ่ซ่าน "ในเมื่อเจ้าตัวเขายังจำเธอไม่ได้ สถานะภรรยาของเธอก็ไม่มีความหมายอะไรในสายตาตระกูลเราอีกต่อไป"
เขาหันไปพยักหน้าให้ทนายความด้านหลัง "จัดการเรื่องย้ายห้องพักผู้ป่วย ห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด... อ้อ แล้วส่งคนไปเก็บข้าวของของอดีตภรรยาคนนี้ออกจากเพนต์เฮาส์ของหลานชายฉันด้วย ฉันให้เวลาเธอถึงแค่พรุ่งนี้เช้า"
พูดจบ กิตติก็เดินผ่านหน้ารินรดาไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ พลพรรคผู้ติดตามเดินตามหลังเข้าไปในห้องพักฟื้นอย่างรวดเร็ว ปิดประตูใส่หน้าคนเป็นภรรยาอย่างไม่ไยดี
รินรดายืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูบานหนา เสียงพูดคุยจากด้านในดังลอดออกมาแว่วๆ เธอได้ยินเสียงของกิตติเอ่ยเรียกหลานชาย และเสียงทุ้มต่ำของภวินท์ที่ตอบกลับมาโดยไม่มีความเกรี้ยวกราดเหมือนตอนที่คุยกับเธอ เขาจำอาของตัวเองได้ จำสถานะและอำนาจของตัวเองได้ ทุกอย่างกลับไปสู่จุดเริ่มต้นก่อนที่เขาจะรู้จักเธอ
ผู้หญิงที่ทุ่มเทชีวิตดูแลเขามาตลอดสามปี กำลังถูกเฉดหัวทิ้งเพียงเพราะอุบัติเหตุที่น่าสงสัย
รอยตัดที่สายเบรกยังคงเป็นปริศนา ท่าทีที่ดูพึงพอใจเกินเหตุของอาแท้ๆ และการกีดกันเธอออกจากพื้นที่ชีวิตของภวินท์อย่างกะทันหัน ทุกอย่างประกอบกันเป็นจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ที่รินรดาปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปว่า อุบัติเหตุครั้งนี้มีการเตรียมการมาอย่างดี และเป้าหมายของคนร้ายไม่ได้มีแค่ชีวิตของภวินท์ แต่รวมถึงการเขี่ยตัวแปรอย่างเธอให้พ้นทาง เพื่อเปิดช่องว่างในการฮุบอะไรบางอย่าง
เธอถูกบีบให้จนมุม ไม่มีเงินสำรอง ไม่มีอำนาจในมือ มีเพียงสถานะภรรยาบนหน้ากระดาษและสมองของนักบัญชีที่คุ้นเคยกับการตรวจสอบความผิดปกติ
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อหน้าห้องพักผู้ป่วย สูตลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุดเพื่อเรียกความกล้าหาญกลับคืนมา ดวงตาที่เคยสั่นไหวจากความเศร้าโศก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว
หากพวกเขามองว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมเดินจากไปพร้อมหยดน้ำตา พวกเขาคิดผิดมหันต์ รินรดาจะไม่ยอมสูญเสียสามีไปให้ความทรงจำที่บิดเบี้ยว และจะไม่ยอมปล่อยให้ฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบสายเลือดลอยนวล
การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเธอจะทวงคืนความจริงทุกอย่าง... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม