bc

รอยจำ... ซ่อนรัก (100 Days of Deception)

book_age16+
99
FOLLOW
1.0K
READ
dark
family
HE
heir/heiress
drama
serious
mystery
loser
city
office/work place
like
intro-logo
Blurb

สามปีของชีวิตคู่พังทลายลงในคืนที่ฝนตกหนัก รถยนต์ของ 'ภวินท์' พุ่งชนแบริเออร์จนพังยับเยิน เขาฟื้นขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจ แต่กลับทำหล่นหายซึ่งความทรงจำตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

เขากลับไปเป็นทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้เย่อหยิ่ง เย็นชา และ จำไม่ได้ว่าเคยรักผู้หญิงที่ยืนร้องไห้อยู่ปลายเตียงมากแค่ไหน 'รินรดา' ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับสายตาว่างเปล่าจากชายที่เธอรักสุดหัวใจ แต่เธอยังถูกครอบครัวของสามีฉวยโอกาสนี้ตัดหางปล่อยวัด พวกเขาผลักไสเธอออกจากคฤหาสน์ และเตรียมยัดเยียดผู้หญิงคนใหม่ที่คู่ควรทางฐานะเข้ามาแทนที่

แต่รอยตัดสายเบรกที่ซ่อนอยู่ในซากรถ ทำให้รินรดารู้ว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ เธอจึงงัดข้อเสนอสุดท้ายขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจา... 100 วัน คือเวลาที่เธอขอใช้สิทธิ์ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายดูแลเขา หากพ้นกำหนดนี้แล้วภวินท์ยังจำเธอไม่ได้ เธอจะยอมเซ็นใบหย่าและเดินจากไปตัวเปล่า

นี่ไม่ใช่การง้อขอความรัก แต่เป็นการเดิมพันด้วยชีวิต เพื่อกระชากหน้ากากฆาตกรที่แฝงตัวอยู่ในสายเลือดเดียวกัน!

chap-preview
Free preview
บทที่ 1: ชายแปลกหน้าในร่างสามี
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศหล่อหลอมให้ห้องพักฟื้นผู้ป่วยวิกฤตกลายเป็นสุสานคนเป็น เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอทำหน้าที่เสมือนนาฬิกาบอกเวลาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าทรมาน รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาบุนวมมุมห้อง แผ่นหลังตั้งตรงแนบพนักพิง สองมือประสานกันแน่นอยู่บนตักจนข้อนิ้วขาวซีด ชุดกระโปรงทำงานสีเบจที่สวมใส่มาตั้งแต่วันก่อนยับย่น ขอบตาบวมช้ำและทิ้งร่องรอยความอ่อนล้าจากการอดนอนติดต่อกันเกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน สายตายังคงจับจ้องไปยังเตียงผู้ป่วยตรงหน้าไม่วางตา บนเตียงนั้น ร่างของภวินท์นอนนิ่งสนิท ศีรษะพันด้วยผ้าก๊อซสีขาวพันทบหลายชั้นเพื่อปกปิดบาดแผลฉกรรจ์จากการกระแทก ท่อช่วยหายใจสอดลึกเข้าไปในลำคอ สายน้ำเกลือและสายระโยงระยางจากเครื่องมือแพทย์เจาะเชื่อมเข้ากับผิวหนังตามท่อนแขน รอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำปรากฏชัดเจนตามโครงหน้าคมคายที่เคยหล่อเหลา ภาพซากรถยุโรปคันหรูที่พังยับเยินจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้ในคืนฝนตกหนัก ยังคงฉายซ้ำไปมาในหัวของคนเฝ้าไข้ เสียงโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่กู้ภัยตอนตีสองครึ่งเปลี่ยนโลกทั้งใบของรินรดาให้พังทลายลงในพริบตาเดียว วินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องฉุกเฉินแล้วเห็นเลือดสีแดงฉานอาบย้อมเสื้อเชิ้ตของสามี ก้อนเนื้อในอกกระตุกเกร็งจนจังหวะสูบฉีดเลือดผิดเพี้ยน ความกลัวว่าจะสูญเสียเสาหลักทางจิตใจเพียงหนึ่งเดียวไป กัดกินพื้นที่ในสมองจนแทบสิ้นสติ ทว่าการร้องไห้ฟูมฟายไม่ใช่ทางออก รินรดาเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็กว่าน้ำตาไม่เคยช่วยแก้ปัญหาใดๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง เธอจึงเลือกที่จะกลืนก้อนสะอื้นลงคอ สูดลมหายใจลึก และจัดการเอกสารยินยอมให้แพทย์ผ่าตัดสมองเพื่อระบายเลือดที่คั่งอยู่ด้วยมือที่สั่นเทา และตอนนี้ การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง จังหวะของกราฟบนจอมอนิเตอร์เริ่มขยับถี่ขึ้น เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดสามวันของภวินท์ขยับเกร็ง สัญญาณการตอบสนองทางร่างกายทำให้พยาบาลเวรที่เข้ามาเช็กสายน้ำเกลือรีบกดปุ่มเรียกแพทย์เจ้าของไข้ทันที ความวุ่นวายขนาดย่อมเกิดขึ้นรอบเตียงผู้ป่วย รินรดาลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ขาทั้งสองข้างชาหนึบจนแทบก้าวไม่ออก แต่ความปรารถนาที่จะเห็นหน้าคนรักชัดๆ ผลักดันให้แทรกตัวเข้าไปยืนอยู่ปลายเตียง ทีมแพทย์ทำการถอดท่อช่วยหายใจออกอย่างระมัดระวัง เสียงไอแหบพร่าและอาการสำลักอากาศดังขึ้น ภวินท์ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดจากซี่โครงที่หักร้าวประท้วงการขยับตัว ลมหายใจหอบถี่สะท้อนความทรมานทางกายภาพอย่างชัดเจน "คุณภวินท์ครับ ได้ยินเสียงหมอไหมครับ ถ้าได้ยินกะพริบตาสองครั้งนะครับ" นายแพทย์วัยกลางคนส่องไฟฉายขนาดเล็กเข้าที่ม่านตาเพื่อเช็กการตอบสนองของระบบประสาท เปลือกตาสีเข้มค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ สู้แสงไฟ นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมั่นคงและเด็ดขาดบัดนี้เต็มไปด้วยความพร่ามัว สับสน และตื่นตระหนก ภวินท์กลอกตาไปรอบห้องพักฟื้นวีไอพี ผนังสีขาวนวล อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องตรวจวัด และกลุ่มคนในชุดกาวน์ ทุกอย่างล้วนแปลกตาและสร้างความกดดันให้สัญชาตญาณการระวังตัวทำงานโดยอัตโนมัติ "น้ำ..." เสียงแห้งผากหลุดลอดออกมาจากลำคอที่เต็มไปด้วยรอยถลอก รินรดาไม่รอช้า รีบก้าวเข้าไปชิดขอบเตียง มือหยิบแก้วน้ำพลาสติกที่มีหลอดดูดจ่อเข้าที่ริมฝีปากแห้งแตกของสามีด้วยความเคยชิน หัวใจที่แห้งผากมาหลายวันเหมือนได้รับหยาดฝนชโลมลงมา ความโล่งอกตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว "ค่อยๆ จิบนะวิน คอคุณยังระคายเคืองอยู่" น้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นเครือเอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากชื้นเหงื่อของคนบนเตียงออกให้อย่างเบามือ ทว่าวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนผิวหน้า ร่างของภวินท์กลับสะดุ้งเฮือก เอนศีรษะหลบการสัมผัสนั้นอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน นัยน์ตาที่เคยทอดมองมาด้วยความรักและอบอุ่นเสมอ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว ว่างเปล่า และเต็มไปด้วยความหวาดระแวง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม สายตาของเขามองไล่ตั้งแต่ใบหน้า ชุดกระโปรงที่ยับย่น ไปจนถึงมือที่ถือแก้วน้ำค้างไว้กลางอากาศ ราวกับกำลังประเมินบุคคลแปลกหน้าที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว "คุณเป็นใคร" คำถามสั้นๆ หลุดออกจากปากผู้ป่วย ประโยคที่ไม่ได้ตะคอก ไม่ได้กระแทกเสียง แต่ราบเรียบและเย็นชาจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็งกลางฤดูหนาว มือที่ถือแก้วน้ำของรินรดาสั่นสะท้านจนผิวน้ำกระเพื่อม ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พยายามประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ยิน สมองสั่งการให้มองหาเหตุผลมารองรับสถานการณ์ตรงหน้า ฤทธิ์ยาชา ยาแก้ปวด หรือความสับสนหลังการผ่าตัด อาจทำให้เขามึนเบลอชั่วคราว "วิน... นี่รินไง รินรดา ภรรยาของคุณ" เธอพยายามส่งยิ้มบางๆ ไปให้ แม้กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะฝืนเกร็งจนปวดร้าว "คุณเพิ่งฟื้นจากการผ่าตัด อาจจะยังเบลอๆ อยู่ ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆ นึก" "ภรรยา?" ภวินท์ทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงหยันลึก มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยคล้ายเยาะเย้ยตัวเอง สภาพร่างกายที่บอบช้ำทำให้เขาขยับตัวลำบาก แต่รังสีความกดดันและอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวผู้บริหารระดับสูงแห่งแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย "ผมไม่เคยแต่งงาน" เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยอย่างหนักแน่น แววตาจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเพื่อจับผิด "ครอบครัวผมส่งคุณมางั้นสิ? มาดูผลงานว่าผมตายหรือยัง หรือมาจัดฉากอะไรอีก" ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องพักฟื้นชั่วขณะ รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด ปอดตีบตันจนหายใจไม่ออก คำว่า 'ครอบครัวผมส่งคุณมา' ตอกย้ำความห่างเหินที่กรีดลึกลงกลางใจ ชายตรงหน้าไม่ใช่ภวินท์คนที่ยอมขัดใจคนทั้งตระกูลเพื่อจับมือเธอเข้าพิธีวิวาห์ ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบโอบกอดเธอจากด้านหลังเวลาทำอาหารเช้า ไม่ใช่คนที่คอยเป็นเบาะรองรับความเหนื่อยล้าจากโลกที่โหดร้าย เขาคือ 'ภวินท์' ทายาทคนโตของตระกูลมหาเศรษฐี ผู้เติบโตมาท่ามกลางการแย่งชิงผลประโยชน์ มองทุกคนเป็นศัตรู และใช้ความก้าวร้าวเป็นเกราะป้องกันตัว... ภวินท์ในเวอร์ชันก่อนที่จะได้รู้จักกับความรัก "คุณภวินท์ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ" นายแพทย์รีบแทรกตัวเข้ามาขัดจังหวะความตึงเครียด สังเกตเห็นชีพจรของผู้ป่วยที่พุ่งสูงขึ้นจากความเครียด "คุณเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ตอนนี้คุณจำได้ไหมครับว่าปีนี้ปีอะไร และคุณอายุเท่าไหร่" ภวินท์ละสายตาจากรินรดา หันไปมองนายแพทย์ด้วยแววตาประเมินสถานการณ์ คิ้วขมวดมุ่นขณะพยายามเค้นความทรงจำ อาการปวดแปลบแล่นปราดขึ้นมาจากขมับซ้ายจนต้องหลับตาแน่น "ปี... หกห้า" เขาตอบเสียงพร่า "ผมอายุยี่สิบแปด เพิ่งรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ... เมื่อวานผมเพิ่งเซ็นอนุมัติแบบแปลนคอนโดที่สาทร" ประโยคนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางหน้าอกของรินรดาอย่างจัง ปีที่เขาพูดถึง... คือเมื่อสี่ปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาก่อนที่เขาจะบังเอิญเดินเข้ามาในร้านกาแฟใต้ตึกสำนักงานบัญชีที่เธอทำงานอยู่ เป็นช่วงเวลาก่อนที่ร่มคันเดียวในวันฝนตกจะเชื่อมโยงคนสองคนจากโลกที่แตกต่างกันให้มาบรรจบกัน ก่อนที่ความผูกพันจะก่อตัว ก่อนการขอแต่งงาน ก่อนการสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย เวลาสี่ปีล้ำค่าที่สุดในชีวิตคู่ของเธอ... ถูกลบเลือนหายไปจากสมองของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ แพทย์เจ้าของไข้ถอนหายใจแผ่วเบา พยักหน้าให้พยาบาลจดบันทึกข้อมูล ก่อนจะหันมาทางรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ปลายเตียง แววตาของคนเป็นหมอแฝงความเห็นใจอย่างปิดไม่มิด "ขอเชิญทางนี้สักครู่ครับคุณรินรดา" หญิงสาวเดินตามหลังนายแพทย์ออกไปที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง ทิ้งให้พยาบาลดูแลการให้ยาแก้ปวดและจัดท่านอนให้ผู้ป่วยที่ยังคงส่งสายตาหวาดระแวงมาให้เธอจนวินาทีสุดท้ายที่ประตูห้องปิดลง "จากผลการประเมินเบื้องต้นและการสแกนสมองก่อนหน้านี้ รอยช้ำที่กลีบสมองส่วนขมับซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บความทรงจำได้รับความเสียหายครับ" แพทย์เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงการงาน "อาการที่คุณภวินท์กำลังเผชิญอยู่คือภาวะสูญเสียความทรงจำย้อนหลัง ผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำในช่วงเวลาหนึ่งก่อนเกิดอุบัติเหตุไป ในกรณีนี้คือช่วงเวลาประมาณสี่ถึงห้าปีล่าสุด" "มัน... เป็นอาการชั่วคราวใช่ไหมคะ" รินรดาถามกลับ น้ำเสียงยังคงควบคุมให้ราบเรียบ ไม่แสดงความตื่นตระหนกออกมาให้เห็น นี่คือวิธีรับมือกับปัญหาในแบบของเธอ เมื่อโลกพังทลาย จงยืนหยัดให้มั่นคงที่สุดเพื่อหาทางซ่อมแซมมัน "ตอบยากครับ บางรายความทรงจำอาจจะค่อยๆ กลับมาเองเมื่อสมองฟื้นตัว บางรายอาจต้องใช้การกระตุ้นด้วยสิ่งของหรือสถานที่คุ้นเคย แต่ก็มีบางราย... ที่ความทรงจำส่วนนั้นหายไปอย่างถาวร" แพทย์เว้นจังหวะครู่หนึ่ง "สิ่งที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ไม่ใช่แค่ความทรงจำที่หายไปครับ แต่เป็นสภาวะจิตใจของผู้ป่วย การที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเวลาผ่านไปหลายปี คนรอบข้างเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป มันสร้างความสับสนและหวาดกลัว สัญชาตญาณป้องกันตัวจะทำให้เขาสร้างกำแพงและมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย... รวมถึงตัวคุณรินรดาด้วย" "ฉันเข้าใจค่ะ" เธอพยักหน้ารับอย่างแกนๆ แม้ในใจจะปวดร้าวราวกับถูกบดขยี้ "ฉันต้องทำยังไงต่อไปคะ" "พยายามอย่าไปบังคับหรือยัดเยียดข้อมูลให้เขาครับ การเค้นให้เขาจำได้ในตอนนี้มีแต่จะทำให้สมองทำงานหนักและเกิดอาการปวดหัวรุนแรง ค่อยๆ ให้เวลาเขาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันก่อน ทางเราจะจัดทีมนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยประเมินอาการเป็นระยะครับ" หลังจากแพทย์ขอตัวไปตรวจคนไข้เตียงอื่น รินรดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พิงแผ่นหลังเข้ากับผนังทางเดินอันเย็นเฉียบ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำฝน กรุงเทพมหานครภายนอกยังคงวุ่นวาย รถยนต์ติดขัดยาวเหยียดบนท้องถนน โลกไม่ได้หยุดหมุนเพียงเพราะชีวิตคู่ของเธอพังทลายลง เธอรวบรวมสติ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ พยายามจัดลำดับความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงในหัว ภวินท์รอดชีวิต นั่นคือข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องความทรงจำที่หายไป มันคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ต้องหาทางแก้ไข แต่สิ่งที่ทำให้สัญชาตญาณของรินรดาส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างรุนแรง ไม่ใช่อาการป่วยของสามี แต่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่างหาก ภวินท์เป็นคนขับรถที่ระมัดระวังมาก และรถยุโรปคันนั้นเพิ่งเข้าศูนย์เช็กระยะไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน การชนแบริเออร์ทางด่วนในคืนที่ไม่มีรถพลุกพล่านจนสภาพรถพังยับเยินขนาดนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของครอบครัวฝั่งสามีที่เงียบหายไปตลอดสามวันที่ภวินท์นอนไม่ได้สติ ไม่มีใครมาเยี่ยม ไม่มีใครโทรมาถามไถ่อาการ มีเพียงทนายความของบริษัทที่โทรมาเช็กว่า 'ตายหรือยัง' เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรินรดากับครอบครัวตระกูลอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่นั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่มาตั้งแต่ต้น พวกเขามองว่าอดีตผู้ตรวจสอบบัญชีฐานะปานกลางอย่างเธอคือ 'ปลิง' ที่มาเกาะทายาทคนโตเพื่อหวังยกระดับฐานะ การแต่งงานเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใหญ่ฝั่งชายมาร่วมงาน และตลอดสามปีที่ผ่านมา รินรดาต้องทนรับแรงกดดัน การดูถูกเหยียดหยาม และการพยายามแทรกแซงชีวิตคู่มาโดยตลอด หากคนพวกนั้นรู้ว่าตอนนี้ภวินท์สูญเสียความทรงจำ ลืมเลือนสถานะภรรยาของเธอไปจนหมดสิ้น และกลับไปเป็นทายาทผู้ก้าวร้าวคนเดิมที่พร้อมจะทำตามคำสั่งของตระกูล... สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าไม่ใช่แค่การฟื้นฟูความทรงจำ แต่เป็นสงครามแย่งชิงอำนาจที่เธออาจตกเป็นเป้าหมายในการกำจัดทิ้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ กระทบพื้นทางเดินดึงรินรดาให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด เมื่อหันไปมอง ปรากฏร่างของกลุ่มคนในชุดสูทภูมิฐานที่คุ้นตาเดินเรียงแถวตรงเข้ามาหา ชายวัยกลางคนผู้มีโครงหน้าละม้ายคล้ายภวินท์เดินนำหน้าสุด 'คุณกิตติ' อาแท้ๆ ของภวินท์และเป็นรองประธานกรรมการบริหารของบริษัท ตามมาด้วยผู้ช่วยและทนายความประจำตระกูล สีหน้าของพวกเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกหรือเป็นห่วงคนเจ็บเลยแม้แต่น้อย กลับแฝงไปด้วยความเรียบเฉยและประเมินสถานการณ์ "ได้ข่าวว่าหลานชายฉันฟื้นแล้ว" กิตติเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แม้แต่จะปรายตามองรินรดาอย่างเต็มตา "หมอว่ายังไงบ้าง สภาพสมองยังใช้งานได้ปกติหรือเปล่า" การใช้คำถามที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าความเป็นตายของหลานชาย ทำให้รินรดารู้สึกสะอิดสะเอียน แต่เธอเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ใต้ใบหน้าเรียบตึง "คุณหมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่สมองได้รับการกระทบกระเทือน..." รินรดาชั่งใจเพียงเสี้ยววินาทีว่าจะเปิดเผยข้อมูลเรื่องความจำเสื่อมหรือไม่ แต่การปิดบังความจริงในสถานพยาบาลที่มีประวัติบันทึกไว้ไม่ใช่เรื่องฉลาด "วินมีภาวะสูญเสียความทรงจำย้อนหลังค่ะ เขาจำเหตุการณ์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้" กิตติชะงักฝีเท้า หันขวับมามองหน้ารินรดาทันที แววตาของนักธุรกิจวัยกลางคนวูบไหวด้วยประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ดูคล้ายความพึงพอใจมากกว่าความกังวล "สี่ปีงั้นเหรอ... แปลว่าเขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยทำเรื่องโง่เขลาด้วยการแต่งงานกับผู้หญิงระดับล่างอย่างเธอสินะ" คำพูดเชือดเฉือนหลุดออกมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ "ถือเป็นข่าวดีในความโชคร้าย" "คุณกิตติ!" รินรดากดเสียงต่ำ สองมือกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "ฉันยังเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณภวินท์ ทะเบียนสมรสยังคงมีผลทางกฎหมายทุกประการ" "กฎหมายมันก็แค่กระดาษแผ่นเดียว รินรดา" กิตติก้าวเข้ามาใกล้ รังสีความคุกคามแผ่ซ่าน "ในเมื่อเจ้าตัวเขายังจำเธอไม่ได้ สถานะภรรยาของเธอก็ไม่มีความหมายอะไรในสายตาตระกูลเราอีกต่อไป" เขาหันไปพยักหน้าให้ทนายความด้านหลัง "จัดการเรื่องย้ายห้องพักผู้ป่วย ห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด... อ้อ แล้วส่งคนไปเก็บข้าวของของอดีตภรรยาคนนี้ออกจากเพนต์เฮาส์ของหลานชายฉันด้วย ฉันให้เวลาเธอถึงแค่พรุ่งนี้เช้า" พูดจบ กิตติก็เดินผ่านหน้ารินรดาไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ พลพรรคผู้ติดตามเดินตามหลังเข้าไปในห้องพักฟื้นอย่างรวดเร็ว ปิดประตูใส่หน้าคนเป็นภรรยาอย่างไม่ไยดี รินรดายืนนิ่งงันอยู่หน้าประตูบานหนา เสียงพูดคุยจากด้านในดังลอดออกมาแว่วๆ เธอได้ยินเสียงของกิตติเอ่ยเรียกหลานชาย และเสียงทุ้มต่ำของภวินท์ที่ตอบกลับมาโดยไม่มีความเกรี้ยวกราดเหมือนตอนที่คุยกับเธอ เขาจำอาของตัวเองได้ จำสถานะและอำนาจของตัวเองได้ ทุกอย่างกลับไปสู่จุดเริ่มต้นก่อนที่เขาจะรู้จักเธอ ผู้หญิงที่ทุ่มเทชีวิตดูแลเขามาตลอดสามปี กำลังถูกเฉดหัวทิ้งเพียงเพราะอุบัติเหตุที่น่าสงสัย รอยตัดที่สายเบรกยังคงเป็นปริศนา ท่าทีที่ดูพึงพอใจเกินเหตุของอาแท้ๆ และการกีดกันเธอออกจากพื้นที่ชีวิตของภวินท์อย่างกะทันหัน ทุกอย่างประกอบกันเป็นจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ที่รินรดาปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปว่า อุบัติเหตุครั้งนี้มีการเตรียมการมาอย่างดี และเป้าหมายของคนร้ายไม่ได้มีแค่ชีวิตของภวินท์ แต่รวมถึงการเขี่ยตัวแปรอย่างเธอให้พ้นทาง เพื่อเปิดช่องว่างในการฮุบอะไรบางอย่าง เธอถูกบีบให้จนมุม ไม่มีเงินสำรอง ไม่มีอำนาจในมือ มีเพียงสถานะภรรยาบนหน้ากระดาษและสมองของนักบัญชีที่คุ้นเคยกับการตรวจสอบความผิดปกติ รินรดาเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อหน้าห้องพักผู้ป่วย สูตลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุดเพื่อเรียกความกล้าหาญกลับคืนมา ดวงตาที่เคยสั่นไหวจากความเศร้าโศก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว หากพวกเขามองว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมเดินจากไปพร้อมหยดน้ำตา พวกเขาคิดผิดมหันต์ รินรดาจะไม่ยอมสูญเสียสามีไปให้ความทรงจำที่บิดเบี้ยว และจะไม่ยอมปล่อยให้ฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบสายเลือดลอยนวล การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเธอจะทวงคืนความจริงทุกอย่าง... ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

Unscentable

read
2.1M
bc

He's an Alpha: She doesn't Care

read
853.4K
bc

Claimed by the Biker Giant

read
2.1M
bc

Holiday Hockey Tale: The Icebreaker's Impasse

read
1.0M
bc

A Warrior's Second Chance

read
392.0K
bc

Not just, the Beta

read
365.5K
bc

The Broken Wolf

read
1.2M

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook