เศษกระดาษเนื้อดีสีขาวนวลขาดวิ่นเกลื่อนกลาดอยู่บนพรมขนสัตว์สีเข้ม รอยหมึกสีน้ำเงินเข้มที่กระเซ็นเปื้อนดูคล้ายหยดเลือดบนลานหิมะ ปรัชญ์ยืนนิ่งงันอยู่กลางห้องสวีท สายตาคมกริบจดจ้องมองเศษซากความพินาศตรงหน้าสลับกับบานประตูไม้ที่เพิ่งถูกปิดกระแทกใส่หน้าเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางต่ำๆ ผสมปนเปกับเสียงพายุฝนที่ยังคงบ้าคลั่งอยู่ภายนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์
เขาสาวเท้ากลับไปที่โซฟาหนัง ทิ้งตัวลงนั่งพลางยกแก้วคริสตัลที่บรรจุวิสกี้สีอำพันขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก้อนน้ำแข็งกระทบกันส่งเสียงดังกังวาน รสชาติบาดคอของแอลกอฮอล์ไม่ได้ช่วยดับความหงุดหงิดที่กำลังปะทุอยู่ในอก ชายหนุ่มวางแก้วกระแทกลงบนโต๊ะกระจกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสะท้อน
ไม่มีใครเคยกล้าปฏิเสธเขา และยิ่งไม่มีใครกล้าทำลายเอกสารที่มีลายเซ็นของเขาต่อหน้าต่อตาแบบนี้
ผู้หญิงคนนั้น... ณิชา ผู้หญิงที่มีปูมหลังธรรมดาค่อนไปทางตกต่ำ อาศัยอยู่กับป้าที่ผีพนันเข้าสิงจนมีหนี้สินนอกระบบพอกพูนเป็นดินพอกหางหมู เธอควรจะกระโจนเข้าหาข้อเสนอของเขา เธอน่าจะร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจที่เขายื่นมือเข้าไปฉุดรั้งเธอขึ้นมาจากขุมนรกของพวกทวงหนี้ ตัวเลขห้าสิบล้านบาทพร้อมคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเป็นราคาที่สูงลิบลิ่วเกินกว่าที่ผู้หญิงระดับเธอจะกล้าฝันถึงด้วยซ้ำ
แววตาของเธอตอนที่มองเขาก่อนจะเดินออกไป มันไม่ใช่ความหยิ่งยโสหรือการเล่นตัวเพื่อเรียกร้องมูลค่าเพิ่ม
มันคือความหวาดกลัวสุดขีดที่ตกตะกอนเป็นความขยะแขยง
ปรัชญ์หลับตาลง ภาพปลายนิ้วที่สั่นเทาจนจับปากกาไม่อยู่ของณิชายังคงฉายชัด เธอตัวสั่นราวกับลูกนกที่ถูกจับแช่น้ำแข็งยามที่มองกระดาษสัญญาแผ่นนั้น สายตาที่จ้องมองเขาเหมือนไม่ได้มองมนุษย์ด้วยกัน แต่มองเห็นปีศาจร้ายหรือฆาตกรที่พร้อมจะปลิดชีพเธอได้ทุกเมื่อ
“ฉันประเมินตัวเองผิดไปจริงๆ ...ห้าสิบล้าน แลกกับอิสรภาพและชีวิตทั้งชีวิต... มันถูกเกินไป”
น้ำเสียงแหบพร่าและเด็ดขาดนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่ประโยคต่อรองราคา แต่มันคือการประกาศตัดขาด ปรัชญ์ล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกงสแล็ก กดโทรออกหาหมายเลขด่วนที่บันทึกไว้ในลำดับแรกสุด
รอสายเพียงแค่สองสัญญาณ เสียงทุ้มเรียบของกวิน มือขวาคนสนิทก็ดังขึ้นตอบรับ
“ครับคุณปรัชญ์”
“ไปรื้อประวัติผู้หญิงคนนั้นมาใหม่ทั้งหมด” ปรัชญ์ออกคำสั่งเสียงกร้าว นิ้วมือข้างที่ว่างเคาะพนักโซฟาเป็นจังหวะหนักหน่วง “เอาตั้งแต่เด็กจนโต คบกับใคร เคยมีปัญหาบาดหมางกับใครที่ไหน หรือช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้มีใครหน้าไหนเข้าไปติดต่อทาบทามเธอหรือเปล่า”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยความระมัดระวัง “ประวัติของคุณณิชาที่ผมส่งให้เมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและเส้นทางการเงินทั้งหมดแล้วนะครับ ไม่มีอะไรผิดปกติ หนี้สินของป้าเธอก็กำลังถึงจุดวิกฤต พวกโต๊ะบอลเพิ่งส่งคนไปข่มขู่ที่บ้านเมื่อวานนี้เอง”
“ข้อมูลที่คุณมีมันเป็นขยะ” ปรัชญ์ตอกกลับอย่างไร้ความปรานี “คนรัดเข็มขัดจนหน้าดำหน้าแดง ไม่มีทางเดินเตะเงินห้าสิบล้านทิ้งหน้าตาเฉยถ้าไม่มีทางหนีทีไล่ที่ดีกว่า เธอเพิ่งฉีกสัญญาของฉันทิ้งและเดินเท้าเปล่าออกไปกลางสายฝน ไปขุดมาให้ลึกกว่าเดิม เธอต้องมีแบ็กอัป หรือไม่ก็มีศัตรูของฉันคนไหนสักคนที่ยื่นข้อเสนอให้เธอมากกว่าเพื่อเอาเธอไปเป็นหมาก”
“รับทราบครับ ผมจะจัดการให้เดี๋ยวนี้”
สายถูกตัดทิ้งไป ปรัชญ์โยนโทรศัพท์ลงบนเบาะโซฟาข้างตัว เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างกระจกบานกว้าง ทอดสายตามองทะลุม่านฝนลงไปยังถนนเบื้องล่าง รถยนต์คันเล็กเท่ามดวิ่งสวนกันท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล กรุงเทพมหานครยังคงพลุกพล่านและโหดร้ายไม่เลือกเวลา
ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเธอ จะเอาตัวรอดจากพายุลูกนี้ได้ยังไง
เขารู้ดีว่าพวกทวงหนี้นอกระบบทำงานกันแบบไหน คืนนี้หากณิชากลับไปที่บ้านพักซอมซ่อหลังนั้น เธอจะต้องเผชิญหน้ากับพวกอันธพาลที่พร้อมจะทำร้ายร่างกายหรือจับเธอไปขายใช้หนี้ เขาจงใจปล่อยเธอไปเพื่อสั่งสอนให้หลาบจำ ให้โลกแห่งความเป็นจริงบดขยี้ความเย่อหยิ่งของเธอจนแหลกละเอียด เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะต้องคลานกลับมาคุกเข่าขอร้องให้เขาช่วย
ชายหนุ่มแค่นเสียงในลำคอ ปล่อยให้ความเย็นชาเข้าเกาะกุมพื้นที่ในความรู้สึกอีกครั้ง
สายฝนยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสาย
ณิชาเดินย่ำเท้าเปล่าไปตามฟุตบาทที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำขัง เศษกระจกและกรวดหินเล็กๆ บาดผิวเนื้ออ่อนใต้ฝ่าเท้าจนแสบแปลบ ทุกย่างก้าวแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่เธอกลับไม่รู้สึกอยากหยุดเดิน อาการชาหนึบแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบลู่ไปกับสัดส่วน ลมพายุที่พัดกรรโชกมาแต่ละครั้งทำให้ร่างของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
แสงไฟหน้ารถสาดกระทบดวงตาจนต้องหรี่ลง เธอเบือนหน้าหนีแสงจ้า ก้าวหลบน้ำโคลนที่รถยนต์คันหนึ่งขับเหยียบกระเซ็นใส่ ความทรงจำถึงเสียงเบรกดังสนั่นยังคงทำงานเป็นระยะ หูของเธอได้ยินเสียงเหล็กกระแทกกันซ้อนทับกับเสียงฟ้าร้อง
ณิชายกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้าง จิกเล็บลงบนขมับของตัวเอง บังคับให้สมองหยุดสร้างภาพหลอน เธอรอดมาแล้ว เธอไม่ได้นอนตายอยู่บนถนนเส้นนั้น เลือดที่ไหลอาบขาไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงอดีตที่ยังมาไม่ถึงในชาตินี้
ต้องหาที่หลบฝน ต้องหาเงิน
สายตาพร่ามัวกวาดมองไปรอบตัว ตึกแถวเก่าซอมซ่อเรียงรายอยู่ริมถนน แสงไฟนีออนสีแดงกะพริบติดๆ ดับๆ จากป้ายร้านรับจำนำที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงดึงดูดความสนใจของเธอ ณิชาหยุดฝีเท้า เอื้อมมือไปจับจี้เพชรเม็ดงามที่ห้อยอยู่บนลำคอ
มันคือเครื่องประดับชิ้นเดียวที่ปรัชญ์ส่งมาพร้อมกับชุดเดรสสีดำ เพื่อให้เธอสวมใส่มาพบเขาในคืนนี้
นิ้วเรียวปลดตะขอสร้อยคอออกอย่างไม่ไยดี กำโลหะเย็นเฉียบไว้ในมือแน่นก่อนจะผลักประตูกระจกของร้านรับจำนำเข้าไป เสียงกระดิ่งเหนือประตูดังกรุ๊งกริ๊ง กลิ่นอับของกระดาษเก่าและสนิมเหล็กเตะจมูก ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่นั่งอยู่หลังลูกกรงเหล็กเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ประจำวัน หรี่ตามองสภาพเปียกปอนราวกับลูกหมาตกน้ำของลูกค้ายามวิกาล
“รับจำนำหรือเปล่า” เสียงของเธอแหบแห้ง แต่หนักแน่น
ชายหลังลูกกรงพยักหน้าช้าๆ สายตาไล่พิจารณาตั้งแต่เส้นผมเปียกลู่ลงมาถึงปลายเท้าเปลือยเปล่าที่เปื้อนคราบโคลน “เอาอะไรมาล่ะน้องสาว สภาพนี้มีของมีค่าด้วยเหรอ”
ณิชาวางสร้อยคอแพลตตินัมพร้อมจี้เพชรลงบนถาดสเตนเลส เลื่อนผ่านช่องเล็กๆ ใต้ลูกกรงเข้าไปให้ ชายร่างท้วมหยิบแว่นขยายสำหรับส่องพระขึ้นมาทาบที่ตา หยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นหมุนดูใต้แสงโคมไฟ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจระคนโลภเมื่อเห็นประกายน้ำงามของอัญมณี
“เพชรแท้ น้ำร้อย เจียระไนแบบฮาร์ตแอนด์แอร์โรว์ ตัวเรือนแพลตตินัมบริสุทธิ์เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์” ณิชาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ข้อมูลเหล่านี้เธอเรียนรู้มาจากการต้องสวมบทบาทคู่ควงออกงานสังคมในชาติที่แล้ว โลกของคนรวยบีบให้เธอต้องจดจำรายละเอียดของสิ่งของฟุ่มเฟือยเพื่อไม่ให้เป็นตัวตลก “ฉันต้องการเงินสดแสนห้า แลกกับการขาดส่ง”
เถ้าแก่ร้านรับจำนำชะงัก เลิกคิ้วมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างประเมินใหม่ “แสนห้า? น้องสาวฝันไปหรือเปล่า ของไม่มีใบเซอร์ แถมสภาพคนเอามาจำนำก็ดูเหมือนเพิ่งหนีออกจากบ้านแบบนี้ พี่ให้เต็มที่สี่หมื่น ขาดตัว”
“เพชรขนาดกะรัตครึ่ง ตำหนิระดับ VVS1 ถึงไม่มีใบเซอร์ คุณก็รู้ว่าส่งต่อตลาดมืดได้ราคาไม่ต่ำกว่าสามแสน” ณิชาประสานสายตากับอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ไม่มีท่าทีลุกลี้ลุกลน ไม่มีร่องรอยของการขยั้นขยอ “ถ้าคุณไม่ให้แสนห้า ฉันจะเดินไปร้านถัดไปที่หัวมุมถนน ร้านนั้นรับซื้อของหลุดจำนำอยู่แล้ว”
ความเงียบโรยตัวลงในร้านเล็กๆ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบกันสาดสังกะสีด้านนอก เถ้าแก่ชั่งใจอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะกระแทกลิ้นชักเก็บเงินเสียงดัง “แสนสอง เอาไปแค่นี้แหละ มากกว่านี้พี่ขาดทุน”
“แสนสาม ถือว่าเป็นค่าปิดปากที่คุณจะไม่ลงบันทึกประจำวันรับซื้อของชิ้นนี้”
ข้อเสนอสุดท้ายถูกยื่นออกไปพร้อมกับสายตาที่อ่านไม่ออก เถ้าแก่ถอนหายใจแรงๆ ดึงธนบัตรใบละพันปึกใหญ่ออกมาจากตู้เซฟด้านหลัง นับอย่างรวดเร็วและโยนใส่ถาดสเตนเลสเลื่อนกลับมาให้
ณิชาหยิบเงินสดปึกนั้นใส่ลงในกระเป๋าเสื้อคลุมที่เปียกชื้น ไม่แม้แต่จะนับทวน เธอมั่นใจว่าคนพวกนี้ไม่กล้าตุกติกกับคนที่กล้าเอาของระดับนี้มาปล่อยในราคาถูก เธอหมุนตัวเดินออกจากร้าน กลับเข้าสู่ม่านฝนอีกครั้ง
เป้าหมายต่อไปคือร้านสะดวกซื้อ เธอหยิบรองเท้าแตะยางราคาถูกที่สุดมาหนึ่งคู่ ร่มพลาสติกใส และน้ำดื่มหนึ่งขวด จ่ายเงินด้วยธนบัตรใบละพันที่เพิ่งได้มา พนักงานแคชเชียร์ทอนเงินให้ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของลูกค้า
ณิชาสวมรองเท้าแตะยาง กางร่มพลาสติก และเดินลัดเลาะไปตามซอยแคบๆ ห่างไกลจากถนนใหญ่ เธอเช็กอินเข้าพักในโรงแรมมาตราฐานต่ำที่คิดราคาเป็นรายชั่วโมง สถานที่ที่ไม่มีการถามหาบัตรประชาชน ไม่มีใครสนใจว่าคุณจะเปียกมะลอกมะแกรกหรือมีบาดแผลตามร่างกาย
ภายในห้องพักแคบๆ กลิ่นควันบุหรี่เก่าคละคลุ้งผสมกับกลิ่นน้ำยาถูพื้นราคาถูก เครื่องปรับอากาศเก่าคร่ำครวญเสียงดังน่ารำคาญ ณิชาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงสปริงที่แข็งกระด้าง วางร่มพลาสติกและขวดน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียง
ความเหนื่อยล้าโจมตีอย่างหนักหน่วงจนปวดร้าวไปถึงกระดูก เธอล้วงปึกเงินสดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วางมันลงบนตัก
เงินก้อนแรกในชีวิตใหม่ ทุนรอนสำหรับการเริ่มต้นแผนการทั้งหมด
ณิชายกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง สัมผัสความเย็นชืดของผิวหนัง หยดน้ำจากปลายผมร่วงแหมะลงบนหลังมือ เธอรอดพ้นจากคืนอันตรายมาได้ รอดพ้นจากการต้องเซ็นสัญญาตกเป็นทาสของปรัชญ์ แต่สงครามเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
เสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีของตึกข้างๆ ดังสาดซัดเข้ามาในโสตประสาท
ลมหายใจของณิชาเริ่มติดขัดอีกครั้ง มือทั้งสองข้างจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขาวซีด ภาพห้องโดยสารรถที่บิดเบี้ยว ภาพเลือดที่เจิ่งนอง โถมทับเข้ามาในสมองเหมือนคลื่นสึนามิ เธองอตัวลง กอดเข่าตัวเองแน่น พยายามสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำ
นี่คือราคาของการรอดชีวิต
เธอต้องแบกรับบาดแผลทางใจที่ไม่มีวันลบเลือน ความหวาดกลัวเสียงฝน ความผวาเมื่อได้ยินเสียงเบรกรถ มันคือตราประทับที่ย้ำเตือนว่าผู้ชายคนนั้นเคยทิ้งเธอไว้อย่างโดดเดี่ยวแค่ไหน ณิชากัดริมฝีปากจนห้อเลือด สั่งให้ตัวเองมีสติ สั่งให้ตัวเองใช้ความโกรธแค้นเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้ความอ่อนแอ
เธอลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำแคบๆ เปิดก๊อกน้ำล้างหน้าล้างตาให้สะอาด เงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในกระจกบานเล็กที่มีรอยร้าวตรงมุมขวา
ผู้หญิงในกระจกมีใบหน้าซีดเซียว ขอบตาคล้ำลึก ดวงตาว่างเปล่าไร้ประกายชีวิต ไม่เหลือเค้าโครงของ ‘ณิชา’ คนเดิมที่เคยมองโลกในแง่ดีและบูชาความรักอีกต่อไป
“เธอตายไปแล้ว” เปล่งเสียงกระซิบแผ่วเบากับตัวเอง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แกต้องรอด และพวกมันต้องพังพินาศ”
รุ่งเช้าของวันถัดมา บรรยากาศในห้องทำงานบนชั้นสูงสุดของอาคารสำนักงานใหญ่กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ตระกูลปรัชญ์เต็มไปด้วยความกดดัน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานสูง ไม่สามารถลดทอนความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้องได้เลย
ปรัชญ์นั่งพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ สองมือประสานกันวางไว้บนหน้าตัก ดวงตาคมกริบจดจ้องไปยังแฟ้มเอกสารบางๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ ตรงข้ามเขาคือกวินที่ยืนประสานมือด้วยท่วงท่าสำรวม
“นี่คือทั้งหมดที่คุณหามาได้?” น้ำเสียงของประธานหนุ่มราบเรียบจนน่ากลัว
“ครับท่านประธาน” กวินค้อมศีรษะลงเล็กน้อย “ผมสั่งให้ลูกน้องขุดคุ้ยทุกช่องทางแล้วครับ เมื่อคืนคุณณิชาเดินเท้าออกจากโรงแรม แวะจำนำเครื่องประดับที่ร้านในซอยเปลี่ยว ได้เงินสดไปหนึ่งแสนสามหมื่นบาท จากนั้นก็เปิดห้องพักรายชั่วโมงในโรงแรมม่านรูดแถวชานเมือง เธอไม่ได้ติดต่อใคร ไม่ได้โทรศัพท์หาใคร และไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่บ่งบอกว่ามีคนหนุนหลังครับ”
ปรัชญ์ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น แฟ้มเอกสารตรงหน้ามีเพียงรูปถ่ายจากกล้องวงจรปิดเบลอๆ ที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตากฝน และข้อมูลการเช็กอินโรงแรมราคาถูกที่แทบจะไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่เพิ่งปฏิเสธเงินห้าสิบล้านจะยอมลดตัวลงไปนอน
ไม่มีศัตรูทางธุรกิจ ไม่มีมือที่สาม เธอแค่ต้องการหนีไปจากเขาจริงๆ
ชายหนุ่มหยิบรูปถ่ายที่ณิชายืนอยู่หน้าร้านรับจำนำขึ้นมาดู ภาพมันไม่ชัดเจนนัก แต่พอจะมองเห็นท่าทางการยืนที่หยัดตรง ไม่ได้ดูทุรนทุรายหรือสิ้นหวังอย่างที่ควรจะเป็น ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลย แต่กลับมีสายตาแน่วแน่และเยือกเย็นขนาดนั้นได้ยังไง
“แล้วเรื่องหนี้ของป้าเธอ?” ปรัชญ์โยนรูปถ่ายลงบนโต๊ะ
“พวกโต๊ะบอลกำลังเตรียมคนไปพังบ้านวันนี้ครับ ถ้าหาตัวคุณณิชาไม่เจอ ป้าของเธอคงโดนลากตัวไปขัดดอก” กวินรายงานตามข้อเท็จจริง “จะให้ผมส่งคนไปจัดการเคลียร์หนี้ก้อนนี้ให้ไหมครับ”
“ไม่ต้อง” คำปฏิเสธสวนกลับมาทันควัน ปรัชญ์เอนตัวไปด้านหน้า วางศอกลงบนโต๊ะทำงาน “ปล่อยให้พวกมันพังบ้านไป จับตาดูเธอเงียบๆ อย่าให้คาดสายตา ฉันอยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงเก่งที่กล้าฉีกสัญญาของฉันทิ้ง จะเอาตัวรอดจากหนี้สิบล้านด้วยเงินสดแค่แสนกว่าบาทยังไง”
กวินรับคำสั่งก่อนจะขอตัวออกจากห้องไป ทิ้งให้ปรัชญ์นั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเองเพียงลำพัง
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ากรุงเทพฯ สว่างไสวไร้เมฆฝน แตกต่างจากพายุคลุ้มคลั่งเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง เกมกระดานนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เขาจะรอดูวันที่ความหยิ่งยโสของเธอถูกบดขยี้ และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะเหยียบย่ำมันซ้ำด้วยตัวเอง
ทว่าลึกลงไปในใจ รอยปริร้าวในแววตาหวาดกลัวของณิชาเมื่อคืนนี้ ยังคงตามหลอกหลอนและสร้างความสับสนให้เขาอย่างเงียบเชียบ โดยที่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำตอบให้ตัวเองได้เช่นกัน ว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถสลัดผู้หญิงไร้ค่าคนนี้ออกไปจากหัวได้เลย