ตอนที่ 1 : กลิ่นเนยไหม้และเศษกระดาษไล่ที่
แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรหนักฝั่งตรงข้ามถนนส่งผ่านพื้นคอนกรีตเก่าคร่ำคร่าขึ้นมาจนถึงฝ่าเท้า ฝุ่นผงสีเทาลอยคลุ้งอยู่ในอากาศราวกับหมอกพิษยามเช้า กลบกลิ่นหอมของเนยและน้ำตาลไหม้ที่อวลอยู่หลังร้านจนหมดสิ้น รินรดากดย้ำฝ่ามือลงบนขอบเคาน์เตอร์กระจกที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ออกแรงถูคราบเหนียวของน้ำเชื่อมด้วยผ้าขี้ริ้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนข้อนิ้วซีดขาว นัยน์ตาที่ซ่อนอยู่ใต้รอยคล้ำจากการอดนอนทอดมองออกไปนอกบานกระจกฝ้าฟาง
ป้ายไวนิลขนาดมหึมาขึงตระหง่านอยู่บนโครงเหล็กของไซต์ก่อสร้างฝั่งตรงข้าม พิมพ์ตัวอักษรสีทองสะท้อนแสงแดดบาดตาว่า โครงการ พี.อาร์. เอ็มไพร์ แกรนด์ โฮเทล มันคือสัญลักษณ์ของความเจริญที่กำลังคืบคลานเข้ามากลืนกินย่านเมืองเก่าแห่งนี้ทีละตารางนิ้ว และตึกแถวสองชั้นซอมซ่อที่เธอเช่าเปิดเป็นร้านเบเกอรี่เล็กๆ ก็คือเป้าหมายต่อไปที่พวกนายทุนต้องการบดขยี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกรุ๋งกริ๋งขัดจังหวะความคิด รินรดาละมือจากผ้าขี้ริ้ว ปรับสีหน้าเรียบเฉยให้กลายเป็นรอยยิ้มต้อนรับลูกค้าประจำ ป้าพร แม่ค้าขายพวงมาลัยที่สี่แยกเดินกระเผลกเข้ามาพร้อมกับตะกร้าพลาสติกเปล่า
“เอาขนมปังไส้กรอกที่เหลือจากเมื่อวานสามชิ้นจ้ะริน” เสียงแหบพร่าเอ่ยสั่งพร้อมกับวางเหรียญสิบบาทสามเหรียญลงบนเคาน์เตอร์กระจกอย่างระมัดระวัง
“วันนี้หนูแถมขนมปังเนยสดให้ชิ้นนึงนะคะ เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ เลย” รินรดาคีบขนมปังใส่ถุงกระดาษอย่างคล่องแคล่ว หยิบขนมปังเนยสดที่หน้าตาบิดเบี้ยวเล็กน้อยจากการอบพลาดใส่เพิ่มลงไปให้โดยไม่คิดเงินเพิ่ม
“ขอบใจมากนะลูก เอ้อ... แล้วนี่ตกลงเอ็งจะเอายังไงต่อ ไอ้พวกบริษัทใหญ่ยักษ์นั่นมันส่งคนมากดดันอีกแล้วใช่ไหม” ป้าพรรับถุงขนมไปถือไว้ สายตามองเลยออกไปที่ไซต์ก่อสร้างด้วยความหวาดหวั่น
รินรดาชะงักไปชั่วครู่ ลมหายใจสะดุดอยู่ในอกก่อนจะผ่อนออกมาช้าๆ “หนูยังไม่เซ็นอะไรทั้งนั้นค่ะป้า สัญญาเช่าของหนูยังเหลืออีกตั้งแปดเดือน พวกเขาไม่มีสิทธิ์มาไล่หนูออกก่อนกำหนด”
“ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะริน พวกนี้มันเงินหนา กฎหมายอะไรมันก็เสกได้หมดนั่นแหละ ป้าเป็นห่วงเอ็งกับเจ้าตะวัน”
คำว่าตะวันทำให้หัวใจของคนฟังกระตุก รินรดายิ้มรับคำเตือนนั้นบางๆ รอจนลูกค้าเดินออกจากร้านไป เธอถึงได้ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกหลังเคาน์เตอร์ ความเหนื่อยล้าสะสมแล่นปราดไปตามแนวกระดูกสันหลัง หนี้สินนอกระบบที่กู้มาลงทุนทำร้านยังเหลืออีกกว่าครึ่ง หากต้องถูกไล่ที่ตอนนี้ เธอจะเอาเงินที่ไหนไปตั้งตัวใหม่ แล้วเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่กำลังนอนหลับอยู่ชั้นบนล่ะ จะต้องระหกระเหินไปกับเธออีกกี่ครั้ง
“แม่ริน”
เสียงเรียกเล็กๆ ดังขึ้นจากเชิงบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด รินรดาหันขวับไปมอง เด็กชายวัยห้าขวบในชุดนอนลายการ์ตูนสีซีดกำลังขยี้ตาเดินเตาะแตะลงมา ผมม้าตกลงมาปรกหน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อ ตะวันไม่ใช่เด็กผิวขาวจัดแบบลูกคุณหนู แต่ผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดกับดวงตากลมโตสีนิลนั้นมักจะดึงดูดสายตาผู้คนเสมอ
“ทำไมตื่นเช้าจังลูก วันนี้วันอาทิตย์นะ ไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ” รินรดาลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ย่อตัวลงตรงหน้าแล้วใช้หลังมือที่เปื้อนคราบแป้งเช็ดเหงื่อออกจากแก้มยุ้ยอย่างเบามือ
“เสียงข้างนอกดัง ตะวันนอนไม่หลับ” เด็กชายตอบเสียงอ้อแอ้ เอียงแก้มซบกับฝ่ามือหยาบกร้านของแม่เลี้ยง “แม่รินเหนื่อยไหม ตะวันช่วยเช็ดโต๊ะนะ”
ไม่รอฟังคำอนุญาต เด็กน้อยผละออกจากอ้อมแขน เดินเตาะแตะไปหยิบผ้าขี้ริ้วผืนเล็กที่ซักตากไว้หลังร้านมาบิดน้ำ แล้วเริ่มเช็ดโต๊ะไม้ตัวเล็กมุมร้านอย่างขะมักเขม้น ท่าทางเอาการเอางานเกินวัยนั้นทำให้รินรดารู้สึกจุกร้าวในอก ตะวันไม่เคยเรียกร้องของเล่นราคาแพง ไม่เคยงอแงอยากไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าเหมือนเด็กคนอื่น เขาเติบโตมากับกลิ่นแป้งอบ กองหนี้สิน และความหวาดระแวงของเธอที่กลัวว่าวันหนึ่งความลับในอดีตจะถูกเปิดเผย
เธอสาบานกับตัวเองตั้งแต่วันที่อุ้มเด็กคนนี้หนีออกมาจากนรกขุมนั้น ว่าจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อปกป้องรอยยิ้มของเขา แม้จะต้องแลกด้วยอิสรภาพของตัวเองก็ตาม
เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มดึงความสนใจของรินรดาให้หันกลับไปมองหน้าร้าน รถยุโรปสีดำมันปลาบเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทอย่างเงียบเชียบ ขัดกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหลุมบ่อ ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มสองคนก้าวลงมาจากรถ ท่าทางคุกคามและสายตาที่กวาดมองร้านเบเกอรี่ซอมซ่อของเธอราวกับมองกองขยะ ทำให้รินรดารีบดึงตัวตะวันมาหลบไว้ด้านหลังสัญชาตญาณ
ประตูร้านถูกผลักออก เสียงกระดิ่งดังลั่น ชายคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าก้าวเข้ามาข้างใน รองเท้าหนังขัดมันวับเหยียบลงบนพื้นกระเบื้องที่แตกร้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะจมูก กลบกลิ่นเนยและน้ำตาลจนหมดสิ้น
“คุณรินรดาใช่ไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นเรียบๆ ไม่มีการแนะนำตัว ไม่มีความเป็นมิตร มีเพียงความเย่อหยิ่งที่ถูกส่งผ่านสายตา
“มีธุระอะไรคะ” รินรดาเชิดหน้าขึ้น พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น มือข้างหนึ่งกำข้อมือเล็กๆ ของตะวันไว้แน่น เด็กชายกอดขาเธอไว้ ซุกหน้าลงกับกางเกงยีนส์ตัวเก่า
ชายคนนั้นไม่ตอบคำถาม แต่ล้วงซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกออกมาจากกระเป๋าเอกสาร วางกระแทกลงบนเคาน์เตอร์กระจก ตราประทับสีแดงสดรูปตัวอักษร P.R. โดดเด่นอยู่บนหน้าซอง
“ผมเป็นตัวแทนจากฝ่ายกฎหมายของ พี.อาร์. เอ็มไพร์ นี่คือหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่และกำหนดระยะเวลาให้คุณรื้อถอนทรัพย์สินทั้งหมดออกจากอาคารนี้ภายในสามสิบวัน”
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้!” รินรดากระแทกเสียงกลับ “สัญญาเช่าของฉันทำกับเจ้าของตึกคนเก่า และมันยังมีผลบังคับใช้อีกแปดเดือน ฉันจ่ายค่าเช่าตรงทุกงวด พวกคุณจะมาไล่ฉันออกกลางคันไม่ได้!”
“ที่ดินผืนนี้รวมถึงอาคารทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์เป็นของ พี.อาร์. เอ็มไพร์ โดยสมบูรณ์แล้วครับ” ทนายความหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูก “และตามเงื่อนไขในสัญญาข้อที่สิบสอง หากมีการเปลี่ยนมือเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าของใหม่มีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาเช่าได้โดยต้องแจ้งล่วงหน้าสามสิบวัน ซึ่งเราก็ได้ทำตามขั้นตอนทางกฎหมายทุกประการ”
รินรดานิ่งอึ้ง สมองตื้อตันไปชั่วขณะ เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ัาว่าสัญญาเช่าที่เซ็นไปเมื่อสี่ปีก่อนมีข้อความบ้าๆ แบบนั้นระบุไว้ด้วย วันนั้นเธอแค่อยากได้ที่ซุกหัวนอนและที่ทำกินเพื่อเลี้ยงดูเด็กทารกที่เพิ่งพาหนีมา ใครจะไปมีเวลาอ่านเอกสารทางกฎหมายหนาเป็นปึกพวกนั้น
“ถ้าคุณยอมย้ายออกแต่โดยดีภายในกำหนด ทางบริษัทยินดีจ่ายเงินชดเชยให้เป็นจำนวนห้าหมื่นบาท” ชายหนุ่มพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบเหมือนเครื่องจักรท่องจำบท “แต่ถ้าคุณดื้อดึงไม่ยอมย้าย ทางเราจะดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการที่คุณทำให้โครงการของเราล่าช้า ซึ่งตัวเลขมันจะสูงกว่าเงินชดเชยที่คุณจะได้รับหลายสิบเท่า... ลองเอาไปคิดดูดีๆ นะครับคุณผู้หญิง”
ไม่ต้องรอให้รินรดาตอบรับหรือปฏิเสธ ชายชุดสูททั้งสองคนก็หมุนตัวเดินออกจากร้านไป ทิ้งไว้เพียงซองเอกสารสีน้ำตาลที่นอนนิ่งอยู่บนเคาน์เตอร์ ราวกับระเบิดเวลาที่รอวันทำลายชีวิตของเธอให้แหลกละเอียด
รินรดายืนนิ่งงัน มือที่จับข้อมือตะวันค่อยๆ คลายออก เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ตัวหนังสือสีดำที่พิมพ์เรียงกันเป็นระเบียบกระแทกเข้ามาในสายตา ทุกถ้อยคำล้วนเป็นภาษาทางกฎหมายที่เย็นชาและไร้ความปรานี เงินชดเชยห้าหมื่นบาท... มันไม่พอแม้แต่จะจ่ายดอกเบี้ยหนี้นอกระบบในเดือนนี้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการไปหาเช่าร้านใหม่ มัดจำล่วงหน้า และค่าตกแต่ง
ทางตัน... นี่คือทางตันของจริง
“แม่ริน”
ตะวันกระตุกชายเสื้อของเธอเบาๆ รินรดาก้มลงมองลูก นัยน์ตากลมโตสีนิลคู่นั้นสะท้อนภาพความหวาดกลัวของเธอเอาไว้อย่างชัดเจน
“เขามาไล่เราเหรอแม่ เราจะไม่มีบ้านอยู่แล้วใช่ไหม”
คำถามซื่อๆ ของเด็กห้าขวบกรีดลึกลงไปในใจ รินรดากัดริมฝีปากตัวเองจนรู้สึกถึงรสฝาดของเลือด เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กดทับความอ่อนแอและน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาลงไปให้ลึกที่สุด พับเอกสารแผ่นนั้นเก็บใส่ซองแล้วโยนมันทิ้งลงในถังขยะใต้เคาน์เตอร์อย่างไม่ไยดี
“ไม่มีใครมาไล่เราได้ทั้งนั้นแหละลูก” รินรดาย่อตัวลง คว้าร่างเล็กของตะวันเข้ามากอดไว้แน่น ซุกหน้าลงกับไหล่เล็กๆ ที่บอบบาง “แม่จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งบ้านของเราไปเด็ดขาด แม่สัญญา”
เธอผละออกจากลูก ฝืนยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ไป... ไปหลังร้านกัน วันนี้แม่จะสอนตะวันนวดแป้งทำคุกกี้ช็อกโกแลตชิปของโปรดตะวันดีไหม”
ตาของเด็กชายเป็นประกายขึ้นมาทันที “ดีครับ! ตะวันจะนวดแป้งให้เป็นรูปไดโนเสาร์เลย!”
รินรดาจูงมือลูกเดินเข้าไปในครัวหลังร้านที่คับแคบและอบอ้าว กลิ่นยีสต์และเนยที่คุ้นเคยช่วยดึงสติของเธอให้กลับมาจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เธอตวงแป้ง น้ำตาล และเนยลงในชามผสมสแตนเลสใบใหญ่ ปล่อยให้ตะวันใช้มือเล็กๆ ขยำส่วนผสมเข้าด้วยกันอย่างสนุกสนาน
ทุกครั้งที่ชีวิตเดินมาถึงจุดตีบตัน รินรดามักจะเลือกการทำขนมเป็นทางออก การได้ออกแรงนวดแป้ง การได้จดจ่ออยู่กับอุณหภูมิของเตาอบ มันช่วยให้เธอลืมโลกความจริงที่โหดร้ายไปได้ชั่วขณะ มือบางที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกเตาอบลวกออกแรงกดลงบนก้อนแป้งอย่างหนักหน่วง ราวกับต้องการระบายความโกรธแค้นและความอัดอั้นตันใจทั้งหมดลงไปในนั้น
ทำไมคนรวยพวกนั้นถึงมีสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตายชีวิตคนอื่นได้ง่ายดายขนาดนี้ เพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวและเงินฟาดหัวไม่กี่หมื่นบาท พวกเขาก็คาดหวังให้คนตัวเล็กๆ อย่างเธอต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เก็บข้าวของและเดินออกไปเผชิญความตายข้างนอกอย่างนั้นหรือ
ไม่มีทาง... เธอจะไม่ยอมแพ้ รินรดาตอกไข่ใส่ลงในชามผสม ขยำก้อนแป้งจนเนียนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน พรุ่งนี้เธอจะเอาสัญญาเช่าไปปรึกษาทนายอาสาที่มูลนิธิ เธอจะสู้ยิบตา จะงัดทุกข้อกฎหมายที่มีขึ้นมาปกป้องที่ทำกินของตัวเอง ต่อให้ต้องสู้กับบริษัทระดับหมื่นล้านอย่าง พี.อาร์. เอ็มไพร์ เธอก็จะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ในขณะที่รินรดากำลังวางแผนต่อสู้ในหัว ห่างออกไปไม่ถึงห้าร้อยเมตร บนชั้นบนสุดของตึกสำนักงานชั่วคราวภายในไซต์ก่อสร้างโครงการโรงแรมหรู ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงกำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ทอดสายตามองลงมาจากบานกระจกใส
ปรมินทร์ ซีอีโอหนุ่มแห่ง พี.อาร์. เอ็มไพร์ หรี่ตาลงเมื่อแสงแดดสะท้อนกับหลังคาสังกะสีเก่าๆ ของตึกแถวฝั่งตรงข้าม นัยน์ตาสีเข้มของเขาเย็นเยียบและไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ เหมือนเครื่องจักรที่ถูกโปรแกรมมาให้มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียว
“รายงานความคืบหน้าเรื่องการเวนคืนพื้นที่มา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่หันหน้าไปมองเลขาประจำตัวที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
“ผู้เช่าส่วนใหญ่ยอมรับเงื่อนไขและทยอยย้ายออกกันเกือบหมดแล้วครับท่านประธาน” เลขาหนุ่มรายงานด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “เหลือแค่ตึกแถวสามคูหาสุดท้ายที่ยังดื้อแพ่งอยู่ โดยเฉพาะร้านเบเกอรี่ตรงหัวมุม ผู้หญิงที่ชื่อรินรดายืนกรานว่าจะไม่ย้ายออกจนกว่าจะหมดสัญญาเช่าครับ วันนี้ฝ่ายกฎหมายของเราเข้าไปส่งหนังสือแจ้งเตือนแล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ยอมประนีประนอม”
ปรมินทร์แค่นเสียงในลำคอเบาๆ “พวกเหลือบไรที่หวังจะโก่งราคาค่าชดเชยน่ะสิ”
เขาหันกลับมาเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ หยิบแฟ้มเอกสารรายงานความคืบหน้าโครงการขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ “ส่งคนไปจับตาดูผู้หญิงคนนั้นไว้ สัญญาเช่าโบราณนั่นไม่ได้เหนียวหนาอะไรเลย เตรียมบีบทางกฎหมายให้หนักขึ้น แผนงานของเราจะมาช้าเพราะเศษตึกรูหนูนั่นไม่ได้”
“รับทราบครับท่านประธาน” เลขาค้อมศีรษะรับคำสั่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ปรมินทร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ ยกมือขึ้นนวดขมับที่เริ่มเต้นตุบๆ อาการปวดหัวและนอนไม่หลับเรื้อรังตามหลอกหลอนเขามาตลอดห้าปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ครอบครัวพังทลายและลูกชายเพียงคนเดียวหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เขาใช้ความบ้างานและการขยายอำนาจทางธุรกิจเพื่อถมช่องโหว่ในจิตใจ สร้างเกราะป้องกันที่แสนเย็นชาขึ้นมาปกคลุมตัวเอง จนไม่มีใครหน้าไหนกล้าเข้าใกล้
เขาหยิบขวดยาสีชาที่วางอยู่มุมโต๊ะขึ้นมาเทเม็ดยาสีขาวลงบนฝ่ามือ กลืนมันลงคอไปโดยไม่พึ่งน้ำเปล่า สายตาทอดมองกลับไปที่ตึกแถวซอมซ่อฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง
การกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นเล็กๆ อย่างร้านเบเกอรี่ร้านนั้น มันก็แค่เรื่องขี้ผง เขาจะทำลายความดื้อรั้นของเธอลงให้ได้ในเร็ววัน
...แต่ปรมินทร์ไม่เคยรู้เลยว่า การตัดสินใจบีบคั้นผู้หญิงที่ชื่อรินรดาในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดึงเขากลับเข้าไปสู่อดีตที่พยายามหนีมาตลอดชีวิต และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โลกอันสมบูรณ์แบบของเขา... ต้องพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี