ตอนที่ 1: ตะกอนใต้แสงไฟ
ฝุ่นผงเส้นเล็กจิ๋วเต้นเร่าอยู่กลางลำแสงสีเหลืองหม่นของหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบติดๆ ดับๆ กลิ่นอับชื้นของเครื่องปรับอากาศเก่าซอมซ่อผสมปนเปกับกลิ่นแป้งฝุ่นราคาถูกและสเปรย์ฉีดผมจนกลายเป็นความฉุนเฉียวที่ชวนให้ปวดขมับ รินรดานั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่มีรอยร้าวพาดผ่านตรงมุมขวา เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานนั้น เงาของผู้หญิงที่สวมชุดกระโปรงฟูฟ่องสีแดงสด แต่งหน้าจัดจ้านด้วยอายแชโดว์สีเข้มและลิปสติกสีเลือดนก
มือที่ยังคงมีคราบกาวติดขนตาปลอมสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปหยิบแผ่นสำลีชุบคลีนซิ่งวอเตอร์ รินรดากดแผ่นสำลีลงบนเปลือกตา ทิ้งไว้ไม่กี่วินาทีแล้วออกแรงเช็ดคราบเครื่องสำอางหนาเตอะออกไป สีสันฉูดฉาดบนใบหน้าหลุดลอก เผยให้เห็นผิวหน้าซีดเซียวใต้ดวงตาที่ดำคล้ำจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเธอ นักแสดงอิสระที่ไร้สังกัด ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีสปอตไลต์ดวงใหญ่คอยสาดส่อง มีเพียงเวทีไม้กระดานผุพังในโรงละครเวทีขนาดเล็กย่านชานเมืองที่จ้างเธอด้วยค่าตัวรายวัน
รินรดาโยนแผ่นสำลีที่เปื้อนคราบสีดำและแดงลงในถังขยะพลาสติกข้างโต๊ะเครื่องแป้ง เธอปลดกระดุมชุดกระโปรงฟูฟ่องออก รูดมันลงไปกองกับพื้น เปลี่ยนมาสวมเสื้อยืดคอย้วยสีเทาและกางเกงยีนส์สีซีดที่ขาดตรงหัวเข่า ความรู้สึกหนักอึ้งบนบ่าไม่ได้ลดลงเลยแม้จะถอดชุดการแสดงที่หนักหลายกิโลกรัมออกไปแล้วก็ตาม
ปลายนิ้วเย็นเฉียบล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายผ้าแคนวาส หยิบซองกระดาษสีน้ำตาลยับยู่ยี่ออกมา เธอเปิดปากซอง เทธนบัตรใบละหนึ่งร้อยและห้าสิบบาทลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง กลิ่นกระดาษเก่าและคราบเหงื่อไคลโชยแตะจมูก รินรดาใช้นิ้วชี้กรีดนับจำนวนธนบัตรเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า
เก้าร้อยบาทถ้วน
นั่นคือค่าหยาดเหงื่อจากการซ้อมบทท่องจำเจ็ดหน้ากระดาษ และการกระโดดโลดเต้นบนเวทีนานสามชั่วโมงเต็ม
รินรดากวาดธนบัตรทั้งหมดกลับลงไปในซองกระดาษ ริมฝีปากที่ปราศจากลิปสติกเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ตัวเลขในหัวของเธอเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ ค่าเช่าห้องพักสี่พันห้า ค่าไฟเจ็ดร้อย ค่าน้ำสองร้อย และ... ค่ารักษารายเดือนของแม่ที่นอนป่วยติดเตียงอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐอีกเกือบหมื่นบาท ยังไม่นับรวมถึงดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่พ่อผู้หายสาบสูญทิ้งไว้เป็นมรดกบาป ซึ่งพอกพูนขึ้นทุกวันราวกับมะเร็งร้ายที่กัดกินชีวิต
โทรศัพท์มือถือหน้าจอแตกร้าวที่วางอยู่ข้างกระเป๋าสะพายสั่นครืดคืด แสงหน้าจอสว่างวาบขึ้นในความสลัวของห้องแต่งตัว รินรดาปรายตามองตัวอักษรที่วิ่งผ่านหน้าจอ
'ฝ่ายการเงิน รพ.'
ก้อนเนื้อในอกซ้ายกระตุกเกร็ง อากาศในปอดคล้ายถูกสูบออกไปกะทันหัน เธอจ้องมองโทรศัพท์เครื่องนั้นราวกับมันเป็นระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง ปลายนิ้วลังเลอยู่เหนือหน้าจอสัมผัส ก่อนจะตัดสินใจกดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหู
"สวัสดีค่ะ" รินรดากรอกเสียงลงไป พยายามบังคับไม่ให้ปลายเสียงสั่นพร่า
"สวัสดีค่ะ ติดต่อจากฝ่ายการเงินนะคะ คุณรินรดา ญาติของคุณนวลจันทร์ใช่ไหมคะ" เสียงราบเรียบไร้อารมณ์ของเจ้าหน้าที่ปลายสายดังลอดออกมา
"ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ อาการแม่ฉัน..."
"คุณนวลจันทร์อาการทรงตัวค่ะ แต่ทางเราโทรมาแจ้งเรื่องยอดค้างชำระค่าห้องพักและค่าเวชภัณฑ์ของเดือนที่แล้ว ตอนนี้มียอดค้างอยู่สองเดือนแล้วนะคะ หากภายในวันศุกร์นี้ยังไม่มีการชำระเข้ามา ทางโรงพยาบาลอาจจะต้องขออนุญาตประเมินสิทธิ์การรักษาและย้ายผู้ป่วยไปยังตึกผู้ป่วยรวมค่ะ"
มือที่จับโทรศัพท์บีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เล็บสั้นกุดจิกจมลงบนขอบเคสพลาสติก รินรดากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ความขมปร่าตีตื้นขึ้นมาถึงโคนลิ้น ตึกผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลรัฐแห่งนั้นแออัดยัดเยียด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นปัสสาวะคลุ้งไปทั่ว อากาศถ่ายเทไม่สะดวก แม่ของเธอที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจไม่มีทางทนสภาพแวดล้อมแบบนั้นได้แน่
"ขอเวลา... ขอเวลาฉันอีกนิดได้ไหมคะ" รินรดากัดกระพุ้งแก้มจนรู้สึกถึงรสฝาด "ภายในวันศุกร์นี้ ฉันจะหาเงินไปจ่ายให้ครบอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อน รบกวนอย่าเพิ่งย้ายแม่ฉันเลยนะคะ"
"ทางเราทำตามระเบียบค่ะคุณรินรดา ถ้าวันศุกร์นี้มียอดชำระเข้ามา ระบบก็จะรันต่อไปได้ รบกวนจัดการด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ"
สายถูกตัดไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเสียงสัญญาณความว่างเปล่า รินรดาลดโทรศัพท์ลง วางมันกลับคืนบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเลื่อนลอย เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างแรง สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พยายามสะกดกลั้นความอ่อนแอที่กำลังจะทะลักออกมาทางดวงตา เธอร้องไห้ไม่ได้ น้ำตาไม่ช่วยจ่ายหนี้สิน น้ำตาไม่ช่วยต่อลมหายใจให้แม่
หญิงสาวกวาดของทุกอย่างลงกระเป๋าสะพาย รูดซิปปิด รวบผมที่ยาวระต้นคอขึ้นมัดเป็นหางม้าลวกๆ แล้วเดินก้าวฉับๆ ออกจากห้องแต่งตัวแคบๆ นั้น
บรรยากาศภายนอกโรงละครในเวลาห้าทุ่มครึ่งเงียบสงัด ถนนสายรองย่านชานเมืองมีเพียงแสงไฟถนนสีเหลืองอมส้มที่สาดส่องลงมาบนพื้นยางมะตอย รินรดากระชับสายกระเป๋าเป้บนบ่า เดินเลาะไปตามทางเท้าที่ปูด้วยอิฐบล็อกแตกๆ น้ำสีขุ่นขังอยู่ตามรอยแยกกระเซ็นเปื้อนขอบรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ซักจนหมอง แต่เธอไม่มีแก่ใจจะก้มลงมอง
กรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนไม่ได้หลับใหล เมื่อเดินทะลุออกสู่ถนนเส้นหลัก ความวุ่นวายก็พุ่งเข้ากระแทกประสาทสัมผัส เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์แต่งท่อไอเสียแผดเสียงก้อง กลิ่นควันรถปะปนกับกลิ่นหมูปิ้งจากรถเข็นข้างทาง บนท้องถนน รถยนต์หรูหราราคาหลายล้านแล่นสวนทางกับรถเมล์ครีมแดงที่สนิมเขรอะ แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาคอนโดมิเนียมหรูหราสว่างไสวบาดตา ภาพโฆษณาครอบครัวสมบูรณ์แบบกำลังยิ้มแย้มอยู่ในห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่า
รินรดาเงยหน้ามองป้ายโฆษณานั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้มหน้าเดินต่อไป
ทัศนียภาพของความเหลื่อมล้ำนี้ชัดเจนจนน่าสะอิดสะเอียน เมืองหลวงแห่งนี้แบ่งแยกผู้คนออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งยืนอยู่บนยอดตึกสูงเสียดฟ้า สูดอากาศบริสุทธิ์และมองเห็นเส้นขอบฟ้า ส่วนอีกฝั่งหนึ่งถูกกดทับให้อยู่ใต้ส้นเท้า ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตรอกซอกซอยที่แสงแดดส่องไม่ถึง และเธอก็เป็นเพียงตะกอนที่ตกค้างอยู่ในฝั่งที่มืดมิดที่สุด
ตรอกทางเข้าหอพักย่านห้วยขวางแคบและชื้นแฉะ สองข้างทางเป็นกำแพงสังกะสีขึ้นสนิมที่มีรอยพ่นสีสเปรย์เลอะเทอะ หลอดไฟหน้าปากซอยขาดไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อนและยังไม่มีใครมาเปลี่ยน ความมืดปกคลุมตลอดเส้นทาง รินรดาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเกต กำกุญแจห้องพักไว้แน่น มันเป็นอาวุธเดียวที่เธอพอจะหยิบฉวยได้ในยามคับขัน
เสียงสุนัขจรจัดเห่ากรรโชกดังมาจากท้ายซอย ตามมาด้วยเสียงคุ้ยเขี่ยกองขยะ รินรดาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
กึก...
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นคอนกรีตดังมาจากมุมมืดด้านหน้า รินรดาชะงักฝีเท้าโดยสัญชาตญาณ อากาศรอบตัวคล้ายจะเย็นเยียบขึ้นกะทันหัน เงาดำสามสายก้าวออกมาจากหลังเสาไฟฟ้า ขวางทางเดินแคบๆ นั้นไว้อย่างมิดชิด
แสงจากเสาไฟต้นถัดไปสาดส่องให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือน ชายคนหน้าสุดสวมเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมโชว์รอยสักรูปมังกรที่เลื้อยพาดผ่านหน้าอก เขากำลังพ่นควันบุหรี่สีเทาขุ่นออกมาทางจมูก กลิ่นยาสูบฉุนจัดลอยมาแตะจมูกรินรดา ชายอีกสองคนที่ยืนขนาบข้างมีรูปร่างใหญ่โต สวมเสื้อแจ็กเกตหนังและยืนกอดอกด้วยท่าทีคุกคาม
คนของเฮียเม้ง... แก๊งเงินกู้นอกระบบที่พ่อของเธอไปก่อเรื่องไว้
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายตื่นตัว สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำงานเต็มที่ ในสถานการณ์แบบนี้ การแสดงความหวาดกลัวคือการเผยจุดอ่อนให้สัตว์ร้ายขย้ำ เธอเลือกที่จะงัดกลไกการป้องกันตัวที่ถนัดที่สุดออกมาใช้ นั่นคือการ "สวมบทบาท"
หญิงสาวเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ไหล่ที่เคยห่อลู่ยืดตรง แววตาที่เคยเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวและเย็นชา เธอปรับสีหน้าให้เรียบเฉยราวกับแผ่นน้ำแข็ง สวมหน้ากากของผู้หญิงที่ไม่มีอะไรจะเสีย
"มาทำไม" เสียงของรินรดาราบเรียบ ไม่เบาจนดูหวาดกลัว และไม่ดังจนดูท้าทาย
ชายที่มีรอยสักมังกรหัวเราะในลำคอ โยนก้นบุหรี่ลงบนพื้นแล้วใช้หัวรองเท้าบดขยี้มันช้าๆ "ทักทายกันแข็งจังวะน้องริน เฮียเม้งให้มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เห็นว่าช่วงนี้ขาดการติดต่อไป ดอกเบี้ยเดือนนี้ก็ยังไม่เห็นโอนเข้าบัญชี"
"ฉันบอกเฮียไปแล้วว่าขอเลื่อนเป็นสิ้นเดือน งานแสดงเพิ่งจ่ายเงินงวดแรกมา" รินรดาตอบกลับ ดวงตาจ้องมองตรงไปยังใบหน้าของชายตรงหน้า ไม่หลบสายตา "เงินก้อนที่เหลือฉันจะโอนให้พร้อมดอกเบี้ยปรับตามที่ตกลงกันไว้"
"สิ้นเดือนเหรอ" ชายคนนั้นเลิกคิ้ว ก้าวเท้าเข้ามาใกล้รินรดาอีกหนึ่งก้าว รัศมีคุกคามแผ่ขยาย "เฮียเม้งเป็นคนใจดีนะ แต่แกไม่ชอบคนผิดคำพูด เงินต้นสองล้าน ดอกเบี้ยวิ่งทุกวัน น้องรินคิดว่าเงินค่าเต้นกินรำกินรายวันมันจะพออุดรอยรั่วนี้ได้เหรอวะ"
"นั่นมันปัญหาของฉัน หน้าที่ของพวกนายคือรอรับเงิน" รินรดากัดฟันพูด พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเมื่อฝ่ายตรงข้ามขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นเหล้าคลุ้ง
"ปากดีเหมือนเดิมเลยนะ" ชายรอยสักมังกรแสยะยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องด้านหลัง
ในเสี้ยววินาทีนั้น ชายร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ทางขวากระชากแขนรินรดาอย่างแรง หญิงสาวเสียหลักเซถลา ร่างของเธอถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับกำแพงอิฐชื้นแฉะด้านข้าง เสียงกระดูกกระทบกำแพงดังอั้ก ความเจ็บปวดแล่นแปลบตั้งแต่หัวไหล่ลามไปถึงกระดูกสันหลัง กระเป๋าสะพายหลุดร่วงลงพื้น ซองกระดาษสีน้ำตาลยับยู่ยี่หล่นออกมา ธนบัตรใบละร้อยและห้าสิบบาทกระจายเกลื่อนพื้นคอนกรีต
ชายรอยสักมังกรเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอ เขาใช้ปลายรองเท้าหนังเขี่ยธนบัตรเหล่านั้นอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะโน้มตัวลงมา มือหยาบกร้านบีบเข้าที่ปลายคางของรินรดา บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตา แหวนโลหะเย็นเยียบที่นิ้วชี้ของเขากดลึกลงบนผิวแก้มของเธอ
"เงินแค่นี้ ซื้ออาหารหมาบ้านเฮียเม้งยังไม่พอเลย" เสียงกระซิบนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ฟังนะน้องริน เฮียเม้งฝากมาบอกว่า วันศุกร์นี้ ถ้าไม่มีเงินต้นมาวางอย่างน้อยห้าแสน..." เขาจงใจลากเสียงยาว สายตากวาดมองใบหน้าของรินรดา "พวกกูจะไปเยี่ยมแม่มึงที่โรงพยาบาล ได้ข่าวว่าช่วงนี้อาการไม่ค่อยดีนี่"
ดวงตาของรินรดากระตุก ก้อนความโกรธและหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เส้นแบ่งทางศีลธรรมเพียงข้อเดียวของเธอถูกเหยียบย่ำ เธอทนความลำบากได้ ทนเจ็บตัวได้ แต่เธอจะไม่ยอมให้พวกเดนมนุษย์พวกนี้เข้าใกล้แม่ของเธอเด็ดขาด
"อย่ายุ่งกับแม่ฉัน" รินรดากดเสียงต่ำตวัดคำพูดผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น ดวงตาแข็งกร้าววาวโรจน์ในความมืด "ถ้าพวกแกแตะต้องแม่ฉันแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะฆ่าพวกแกแน่"
ชายรอยสักมังกรหัวเราะลั่น ปล่อยมือจากคางของเธอแล้วผลักศีรษะเธอไปกระแทกกำแพงอีกครั้งเบาๆ เชิงหยอกล้อ "เอาตัวมึงให้รอดก่อนเถอะอีหนู จำไว้ วันศุกร์นี้ ห้าแสนบาท ถ้าไม่มี... เตรียมหาเตียงใหม่ให้แม่มึงได้เลย"
เขาก้าวถอยหลัง ส่งสัญญาณให้ลูกน้อง หมุนตัวเดินกลับออกไปทางปากซอย ทิ้งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและกลิ่นบุหรี่เหม็นฉุนไว้เบื้องหลัง
รินรดายืนนิ่งพิงกำแพงอิฐชื้นแฉะจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของพวกมันเงียบหายไป กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดมาตลอดค่อยๆ คลายตัวลง ความเจ็บปวดที่หัวไหล่และแผ่นหลังเริ่มประท้วงชัดเจนขึ้น ขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรงจนเธอต้องทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นคอนกรีตที่สกปรก
มือที่สั่นเทาเอื้อมไปเก็บธนบัตรที่กระจายเกลื่อนพื้นขึ้นมาทีละใบ คราบน้ำขังและโคลนเปื้อนกระดาษจนด่างดวง เธอพยายามใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบสกปรกออก แต่มันกลับยิ่งเลอะเทอะมากขึ้น
น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้มาตลอดทั้งคืนหยดแหม่ะลงบนธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาท รินรดากัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์
วันศุกร์... โรงพยาบาลต้องการเงินค่ารักษา พวกทวงหนี้ต้องการเงินห้าแสน
เธอจะไปหาเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหนในเวลาแค่สามวัน?
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองทะลุความมืดของตรอกแคบๆ ออกไปยังถนนใหญ่ แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาคอนโดหรูยังคงสว่างไสวเย้ยหยันชีวิตอันบัดซบของเธอ ในโลกที่เงินคือพระเจ้า ความพยายามและความซื่อสัตย์ของคนจนมันไม่มีค่าอะไรเลย
เธอต้องการปาฏิหาริย์... หรือไม่ก็ปีศาจสักตนที่พร้อมจะยื่นข้อเสนอแลกวิญญาณ เพื่อดึงเธอขึ้นไปจากตะกอนบ่อนี้
รินรดากำธนบัตรเปื้อนโคลนในมือแน่น แววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวที่เย็นชา ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร เธอจะต้องรอด และเธอจะไม่มีวันยอมให้แม่ต้องเป็นอันตราย ต่อให้ต้องขายวิญญาณให้ซาตาน เธอก็จะยอมสวมหน้ากากยิ้มรับมันด้วยความเต็มใจ