ตอนที่ 2: ข้อเสนอจากเงามืด

2806 Words
แสงแดดตอนสิบโมงเช้าสาดทะลุผ้าม่านสีตุ่นที่ขาดวิ่นตรงมุมห้อง ความร้อนอบอ้าวเริ่มก่อตัวขึ้นทับถมกับอากาศที่นิ่งสนิท พัดลมเพดานตัวเก่าส่งเสียงครางแกรกกรากขณะหมุนเหวี่ยงลมร้อนๆ ลงมาปะทะผิว รินรดานั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกที่นอนบางเฉียบ กลิ่นยาหม่องตลับราคาถูกคลุ้งไปทั่วบริเวณ ปลายนิ้วที่ยังคงมีรอยถลอกค่อยๆ นวดคลึงยาสีเขียวเข้มลงบนรอยช้ำจ้ำใหญ่บริเวณหัวไหล่ซ้าย มันเป็นร่องรอยจากการถูกเหวี่ยงกระแทกกำแพงอิฐเมื่อคืนนี้ ทุกครั้งที่ลงน้ำหนัก ความเจ็บปวดจะแล่นปราดไปตามเส้นประสาทจนต้องสูดปาก เศษธนบัตรเปื้อนคราบโคลนเก้าร้อยบาทถูกนำมาเช็ดทำความสะอาดและวางตากผึ่งไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยข้างหน้าต่าง มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ต่อลมหายใจได้อีกแค่ไม่กี่วัน เสียงแตรรถยนต์จากถนนใหญ่แว่วเข้ามาผสมกับเสียงตะโกนด่าทอของเพื่อนบ้านในตึกแถวฝั่งตรงข้าม รินรดาทิ้งตลับยาหม่องลงบนที่นอน เอนแผ่นหลังพิงผนังห้องที่สีหลุดลอกจนเห็นเนื้อปูนสีเทา ดวงตาที่แห้งผากจ้องมองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอย ความเหนื่อยล้ากัดกินลึกลงไปถึงกระดูก วันศุกร์... เส้นตายที่พวกทวงหนี้ขีดเอาไว้ และเป็นเส้นตายเดียวกับที่โรงพยาบาลกำหนด หากไม่มีเงินห้าแสนบาทไปวางตรงหน้าพวกเดนมนุษย์พวกนั้น เตียงพยาบาลของแม่จะเป็นสิ่งต่อไปที่พวกมันพรากไปจากชีวิตเธอ โทรศัพท์มือถือหน้าจอแตกร้าวที่ชาร์จทิ้งไว้ตรงมุมห้องส่งเสียงแผดร้องทำลายความเงียบ รินรดาสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณความหวาดระแวงสั่งให้เธอกลั้นหายใจ ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวจนเจ็บ เธอคลานเข่าเข้าไปหาเครื่องมือสื่อสารนั้นอย่างเชื่องช้า ภาวนาอย่าให้เป็นเบอร์แปลกจากลูกน้องของเฮียเม้ง หน้าจอที่ร้าวเป็นทางยาวปรากฏชื่อ ‘เจ๊แอนนี่ โมเดลลิ่ง’ รินรดาพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด ความกดดันคลายลงไปเปราะหนึ่ง เจ๊แอนนี่คือนายหน้าจัดหานักแสดงอิสระที่มักจะโยนงานตัวประกอบหรืองานเดินทัพจับต้นชนปลายมาให้เธอบ่อยๆ แม้ค่าตัวจะถูกหักเปอร์เซ็นต์ไปอย่างโหดร้าย แต่ในเวลาที่คนเราไม่มีสิทธิ์เลือก น้ำบ่อหน้าคือสิ่งเดียวที่ประทังชีวิตได้ นิ้วหัวแม่มือกดสไลด์รับสายแล้วยกขึ้นแนบหู "สวัสดีค่ะเจ๊แอนนี่" "ริน! แกอยู่ไหน ว่างอยู่ไหมตอนนี้" เสียงแหลมปรี๊ดของปลายสายดังแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ทักทายจบ ประโยคนั้นเต็มไปด้วยความเร่งรีบและตื่นเต้นอย่างประหลาด "อยู่ห้องค่ะ เพิ่งตื่น เจ๊มีงานด่วนเหรอคะ งานตัวประกอบละครเวทีหรือว่า..." "ไม่ใช่พวกงานไก่กาพวกนั้น" แอนนี่ตัดบท น้ำเสียงของเธอถูกกดต่ำลงคล้ายคนกำลังกระซิบกระซาบเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน "ฉันมีงานใหญ่ งานระดับที่แกแสดงละครเวทีไปอีกสิบปีก็ไม่มีวันได้จับเงินก้อนนี้ ฟังนะ ฉันต้องการคนที่มีไหวพริบ เอาตัวรอดเก่ง เก็บความลับได้ระดับปิดตาย และที่สำคัญคือต้องหน้าใหม่ถอดด้าม ไม่เคยโผล่หน้าตามสื่อเมนสตรีมที่ไหนมาก่อน แกตรงสเปกที่สุดแล้ว" ความเงียบโรยตัวลงระหว่างบทสนทนา รินรดาขมวดคิ้วเข้าหากัน สัญชาตญาณนักแสดงที่ผ่านโลกมาพอสมควรทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ งานที่จ่ายเงินหนักและต้องการคนหน้าใหม่มักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่อันตรายเสมอ "งานอะไรคะเจ๊ ถ้าเป็นงานรับแขกวีไอพี หรืองานปาร์ตี้ส่วนตัว เจ๊ก็รู้ว่าฉันไม่รับ..." "โอ๊ย นังบ้า! ฉันไม่ใช่แม่เล้า" แอนนี่แหวใส่เสียงขุ่น "งานคลีนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีการขายเรือนร่าง ไม่มีการขึ้นเตียง สิ่งที่นายจ้างต้องการมีแค่ ‘ทักษะการแสดง’ ของแกล้วนๆ แกแค่ต้องไปสวมบทบาทเป็นคนอื่นในงานกาล่าคืนพรุ่งนี้ ใช้เวลาไม่เกินสามชั่วโมง" "สามชั่วโมง?" รินรดาทวนคำ อากาศในห้องที่ร้อนอบอ้าวคล้ายจะเย็นลงชั่วขณะ "แล้วค่าเหนื่อยล่ะคะ" "เจ็ดแสนบาท จ่ายก่อนเริ่มงานครึ่งหนึ่ง และจ่ายส่วนที่เหลือทันทีที่เดินออกจากงาน" ลมหายใจของรินรดาขาดห้วงไปชั่ววินาที ตัวเลขเจ็ดแสนบาทดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันสะท้อนไปมาบดบังเสียงพัดลม บดบังเสียงแตรรถบนถนน บดบังแม้กระทั่งความเจ็บปวดที่หัวไหล่ เงินจำนวนนี้มากพอที่จะโยนใส่หน้าพวกทวงหนี้ ปิดค่ารักษาพยาบาลของแม่ และยังเหลือพอให้เธอตั้งหลักหางานใหม่ได้อีกหลายเดือน นี่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นเชือกเส้นเดียวที่หย่อนลงมาในบ่อโคลนที่เธอกำลังจะจมน้ำตาย "แกฟังฉันอยู่หรือเปล่าริน" "ฟังอยู่ค่ะ" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น "ฉันต้องทำอะไรบ้าง" "รีบอาบน้ำแต่งตัว ฉันส่งโลเคชันไปให้แล้ว มาเจอฉันที่คลับเลาจน์โรงแรมบนถนนสาทรภายในหนึ่งชั่วโมง เราต้องคุยรายละเอียดและเซ็นสัญญาปกปิดข้อมูลความลับก่อน ถ้านายจ้างฝั่งนั้นประเมินโปรไฟล์แกผ่าน แกรับเช็คเงินสดก้อนแรกไปได้เลย... ห้ามสายเด็ดขาดนะริน นี่มันโอกาสเปลี่ยนชีวิตแกเลยนะเว้ย" สายถูกตัดไป ทิ้งรินรดาให้จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลง เธอกำเครื่องมือสื่อสารในมือแน่นจนข้อต่อขาวซีด ไม่มีเวลาให้ลังเล ไม่มีเวลาให้ตั้งคำถามถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขเจ็ดแสนบาท ในโลกที่ความจนบีบคอจนแทบขาดใจ ศักดิ์ศรีและความระแวงคือสิ่งแรกที่คนเราพร้อมจะโยนทิ้งเพื่อแลกกับอากาศหายใจ รินรดาลุกขึ้นยืน กัดฟันข่มความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามแผ่นหลัง แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำแคบๆ ที่มีเพียงฝักบัวขึ้นสนิม สี่สิบห้านาทีต่อมา รินรดาพาร่างตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานเลื่อนกระจกอัตโนมัติของโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางย่านสาทร สภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไปราวกับคนละโลก ไม่มีกลิ่นควันท่อไอเสีย ไม่มีน้ำขังบนทางเท้า มีเพียงรถยุโรปป้ายแดงที่จอดเรียงราย และพนักงานเปิดประตูในชุดสูทเต็มยศที่โค้งคำนับอย่างนอบน้อม แอร์คอนดิชันเนอร์เย็นฉ่ำปะทะใบหน้าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศระดับพรีเมียมที่หอมละมุนชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย กลับทำให้รินรดารู้สึกหายใจไม่ออก เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้านและกางเกงสแล็กสีดำที่รีดจนเรียบกริบ มันเป็นชุดที่ดูดีที่สุดในตู้เสื้อผ้าของเธอ แต่เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่มีแต่แชนเดอเลียร์คริสตัลและพื้นหินอ่อนขัดเงา เสื้อผ้าเหล่านั้นกลับดูซอมซ่อลงถนัดตา รินรดาเดินตามพนักงานต้อนรับไปยังโซนคลับเลาจน์ส่วนตัวที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน มุมที่เงียบสงบที่สุดมีร่างของแอนนี่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว นายหน้าจัดหานักแสดงวัยสี่สิบต้นๆ วันนี้ไม่ได้สวมชุดสีสันฉูดฉาดเหมือนทุกที แต่สวมเบลเซอร์สีเข้มทับเสื้อคอเต่า ดูเป็นทางการและตึงเครียด บนโต๊ะกระจกตรงหน้ามีแฟ้มเอกสารปกแข็งสีดำวางอยู่ รินรดาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม พนักงานเสิร์ฟวางแก้วน้ำแร่ที่มีหยดน้ำเกาะพราวลงบนโต๊ะก่อนจะถอยฉากออกไปอย่างรู้หน้าที่ "มาตรงเวลาดี" แอนนี่พยักหน้า สีหน้าของเธอไม่มีแววหยอกล้อเหมือนตอนที่เจอกันตามกองถ่ายละคร "ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกัน ฉันต้องบอกกฎเหล็กข้อแรกก่อน... ทันทีที่แกเปิดแฟ้มนี้ แกจะถอยหลังกลับไม่ได้อีก การรับรู้ข้อมูลในนี้หมายความว่าแกเอาคอไปพาดบนเขียงแล้ว ถ้าความลับหลุดออกไปแม้แต่คำเดียว คนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่แค่แก แต่รวมถึงฉันด้วย" บรรยากาศรอบโต๊ะหนักอึ้งขึ้นมาทันที รินรดามองแฟ้มสีดำตรงหน้า มันดูลึกลับและอันตรายราวกับกล่องแพนโดรา "นายจ้างของเจ๊คือใครคะ" "เขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งตอบคำถามใคร" แอนนี่เลื่อนแฟ้มนั้นมาตรงหน้ารินรดา "แกเป็นนักแสดง หน้าที่ของแกคือรับบทบาทและทำให้มันสมจริงที่สุด อ่านสัญญาในนั้นซะ ถ้าตกลงก็เซ็นชื่อ แล้วฉันจะบรีฟงานให้ฟัง" รินรดากลืนน้ำลายลงคอ มือที่เย็นเฉียบเอื้อมไปเปิดปกแฟ้มออก ภายในมีเอกสารเพียงสามแผ่น เป็นสัญญาปกปิดข้อมูลความลับที่ร่างด้วยภาษาทางกฎหมายรัดกุมที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น ไม่มีชื่อของคู่สัญญาอีกฝั่ง มีเพียงช่องว่างให้เธอลงลายมือชื่อ ด้านล่างระบุค่าตอบแทนชัดเจน เจ็ดแสนบาทถ้วน แบ่งจ่ายสองงวด และมีเงื่อนไขค่าปรับหากผิดสัญญาเป็นจำนวนเงินที่ทำให้คนธรรมดาล้มละลายได้สิบชาติ "รายละเอียดงานคืออะไรคะ" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาแอนนี่ โดยที่มือยังไม่แตะปากกา แอนนี่ถอนหายใจ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้กํามะหยี่ "นายจ้างต้องการผู้หญิงที่ฉลาด มีไหวพริบ และควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยมไปร่วมงานกาล่าดินเนอร์ของสมาคมธุรกิจการค้าระหว่างประเทศในคืนพรุ่งนี้ แกจะต้องสวมบทบาทเป็น... ‘คนรัก’ ของเขา" "แค่เดินควงออกงานเหรอคะ ทำไมถึงต้องจ่ายแพงขนาดนี้" "เพราะมันไม่ใช่งานเดินพรมแดงถ่ายรูปแล้วกลับบ้านไงล่ะ" แอนนี่โน้มตัวไปข้างหน้า ลดเสียงลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "งานนี้รวมตัวนักธุรกิจระดับท็อป และกว่าครึ่งในงานนั้นคือศัตรูที่รอจังหวะขย้ำคอนายจ้างของฉัน แกจะต้องเข้าไปอยู่กลางดงฉลาม หน้าที่ของแกคือทำให้ทุกคนในงานเชื่ออย่างสนิทใจว่าแกคือผู้หญิงที่เขารักที่สุด เป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวที่เขาพร้อมจะปกป้อง แกต้องรับมือกับสายตาจับผิด คำถามต้อนให้จนมุม และแรงกดดันสารพัดจากพวกคนรวยที่มองคนระดับเราเป็นแค่ขยะ" รินรดานิ่งงันไป เธอเริ่มปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ได้ งานนี้ไม่ใช่การแสดงเพื่อความบันเทิง แต่มันคือสงครามประสาท "เขาต้องการใช้ฉันเป็นเป้าล่อเหรอคะ" เธอถามตรงๆ สัญชาตญาณเอาตัวรอดร้องเตือน "เขาต้องการใช้แกเป็น ‘เกราะกำบัง’ ต่างหาก" แอนนี่แก้คำพูด "การมีคนรักที่ดูอ่อนแอแต่ไร้ที่มาที่ไปควงคู่ไปในงาน จะทำให้พวกหมาลอบกัดหันเหความสนใจไปที่แก แทนที่จะพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจหลักของเขา แกเป็นนักแสดงละครเวที แกรู้วิธีสวมหน้ากาก รู้วิธีรับส่งอารมณ์ และที่สำคัญ... แกรู้ว่าเมื่อม่านปิดลง ทุกอย่างคือเรื่องโกหก" แอนนี่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของรินรดา แววตาของนายหน้าหญิงมีความจริงจังอย่างถึงที่สุด "ปัญหาของเด็กไซด์ไลน์หรือดาราหน้าใหม่ที่เคยรับงานพวกนี้คือ พวกหล่อนมักจะควบคุมความโลภของตัวเองไม่ได้ พอได้อยู่ใกล้ชิดกับคนระดับนั้นก็มักจะเผลอใจ หรือพยายามแบล็กเมล์เพื่อเรียกเงินเพิ่ม แต่นายจ้างของฉันเกลียดความวุ่นวาย เขาต้องการมืออาชีพที่แสดงจบแล้วรับเงิน จากนั้นก็หายตัวไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น" "ห้ามหลงรัก ห้ามเรียกร้อง ห้ามมีตัวตนหลังจากจบงาน" รินรดาสรุปเงื่อนไขสั้นๆ "ถูกต้อง" แอนนี่พยักหน้า "แล้วแกทำได้ไหมล่ะ รินรดา" ภาพของธนบัตรเปื้อนโคลนเก้าร้อยบาท ภาพใบหน้าของเฮียเม้งที่ขู่จะไปหาแม่ที่โรงพยาบาล และตัวเลขหนี้สินที่วิ่งวนอยู่ในหัวตีรวนขึ้นมาพร้อมกัน รินรดาก้มลงมองเอกสารตรงหน้าอีกครั้ง ข้อความในกระดาษไม่ได้บอกว่าเธอจะต้องเจอกับใคร ไม่ได้บอกว่าอันตรายที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร มันมีเพียงตัวเลขเจ็ดแสนบาทที่เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ เธอเอื้อมมือไปหยิบปากกาสีเงินที่วางอยู่ข้างแฟ้ม ความเย็นของโลหะสัมผัสกับปลายนิ้ว "ฉันมีกฎของตัวเอง" รินรดาพูดขึ้นขณะที่จรดปลายปากกาลงบนกระดาษ "หนึ่ง... ไม่มีการแตะเนื้อต้องตัวที่เกินเลยกว่าการแสดงบทคนรักในที่สาธารณะ สอง... ทันทีที่งานจบ ฉันต้องได้เงินส่วนที่เหลือทันที และสาม... ถ้ามีอันตรายถึงชีวิต ฉันมีสิทธิ์ยกเลิกงานนี้ได้ทุกเมื่อ" แอนนี่แค่นหัวเราะในลำคอ "นายจ้างฉันไม่พิศวาสอะไรในตัวแกหรอก ส่วนเรื่องเงิน ระดับนั้นเขาเศษเงินหลังตู้เย็นด้วยซ้ำ และเรื่องอันตราย... แกไม่ต้องห่วง คนระดับเขาไม่มีทางปล่อยให้เครื่องมือของตัวเองพังคามือหรอก" ได้ยินดังนั้น รินรดาก็กดปลายปากกาและตวัดลายเซ็นของตัวเองลงบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว ไม่มีอาการลังเลให้เห็นอีกต่อไป เมื่อเส้นสายสุดท้ายถูกขีดเขียนเสร็จสิ้น มันเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นได้คล้องเข้าที่คอของเธอเรียบร้อยแล้ว แอนนี่ดึงแฟ้มเอกสารกลับไปตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะหยิบซองสีน้ำตาลหนาปึกออกมาจากกระเป๋าสะพายของตัวเองแล้วเลื่อนมาตรงหน้ารินรดา "นี่คืองวดแรก สามแสนห้าหมื่นบาทเช็คเงินสด เบิกได้ทันที" แอนนี่กล่าว ก่อนจะหยิบซองอีกใบที่บางกว่าเลื่อนตามมา "ส่วนในนี้คือข้อมูลทั้งหมดที่แกต้องรู้ ประวัติสมมติของแก สถานที่เจอกันครั้งแรก งานอดิเรก ไปจนถึงสไตล์อาหารที่ชอบ แกมีเวลาท่องจำมันให้ขึ้นใจภายในคืนนี้ พรุ่งนี้บ่ายโมงตรง จะมีรถไปรับแกที่หน้าปากซอยหอพักเพื่อไปลองชุดและแต่งหน้า" รินรดารับซองทั้งสองใบมาถือไว้ น้ำหนักของมันเบาหวิว แต่มูลค่าของมันกลับหนักอึ้งพอที่จะซื้อชีวิตเธอได้ทั้งชีวิต "ฉันยังไม่ได้ถามเลย" รินรดามองหน้าแอนนี่ "นายจ้างของฉัน... ผู้ชายที่ฉันต้องแสดงเป็นคนรักของเขา เขาชื่ออะไรคะ" แอนนี่เก็บแฟ้มลงกระเป๋า ลุกขึ้นยืนและจัดเสื้อเบลเซอร์ให้เข้าที่ สายตาที่มองมายังรินรดามีทั้งความสงสารและความคาดหวังผสมปนเปกัน "กิตติกร" แอนนี่เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงคล้ายจะเกรงกลัวว่าใครจะได้ยิน "เขาคือทายาทคนเดียวของเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับประเทศ จำชื่อนี้ไว้ให้ดีรินรดา เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... เขาคืออากาศหายใจเดียวของแก" รินรดานั่งนิ่งอยู่กับที่หลังจากนายหน้าหญิงเดินจากไปแล้ว แก้วน้ำแร่ตรงหน้าละลายจนหยดน้ำไหลลงมารวมกันเป็นแอ่งเล็กๆ บนโต๊ะ เธอเปิดซองประวัติขึ้นมาดู รูปถ่ายใบแรกที่แนบมาคือภาพแอบถ่ายของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม เขากำลังเดินก้าวลงจากรถตู้หรู ใบหน้านั้นหล่อเหลาราวกับถูกแกะสลักอย่างตั้งใจ ทว่าดวงตาที่มองตรงมายังกล้องกลับเย็นเยียบ ไร้ความรู้สึก และดำมืดราวกับก้นเหว แค่เพียงสบตากับรูปถ่าย รินรดาก็รู้สึกได้ถึงความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมา การเผชิญหน้ากับแก๊งทวงหนี้เมื่อคืนว่าน่ากลัวแล้ว แต่การต้องเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างผู้ชายคนนี้ อาจเป็นการร่อนเร่เข้าไปในนรกที่ลึกยิ่งกว่า เธอเก็บรูปถ่ายและข้อมูลทั้งหมดลงกระเป๋า ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากคลับเลาจน์อันหรูหรานั้น เวทีละครฉากใหม่ของเธอถูกเซ็ตอัปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีบทพูดให้ซ้อมล่วงหน้า ไม่มีผู้กำกับคอยสั่งคัต มีเพียงสัญชาตญาณและการสวมหน้ากากเท่านั้นที่จะตัดสินว่าเธอจะรอดชีวิตไปใช้เงินก้อนนี้... หรือจะกลายเป็นเพียงเศษซากที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางในโลกของคนรวย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD