ตอนที่ 1: คืนเข้าหอและข้อเสนอหย่าร้อยล้าน
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอัดแน่นอยู่ในลำคอ ความรู้สึกเจ็บปวดทะลุทรวงอกราวกับถูกเหล็กแหลมกระซวกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพสุดท้ายที่สลักลึกในสติสัมปชัญญะที่กำลังดับวูบ คือใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเย้ยหยันของผู้ชายที่เขาเรียกว่าคนรักมาตลอดเจ็ดปี และแววตาเสแสร้งบีบน้ำตาของน้องชายบุญธรรมที่เขารักและไว้ใจประดุจสายเลือดแท้ๆ
สองคนนั้นยืนมองเขานอนจมกองเลือด หอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นห้องทำงานของตัวเอง พวกมันร่วมมือกันฮุบบริษัท โกงทุกอย่างไปจากเขา แล้วปิดฉากด้วยการจ้างคนมาปลิดชีพเขาอย่างเลือดเย็น ความแค้นสุมอกจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว โลกทั้งใบมืดดับลงพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัส
เฮือก!
ปุณณ์ผุดลุกขึ้นนั่งพรวด หอบหายใจกอบโกยอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่จนหน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรง สองมือสั่นเทายกขึ้นลูบคลำสะเปะสะปะไปตามลำคอและแผ่นอกซ้าย ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือดเหนียวเหนอะหนะ ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มีเพียงเหงื่อกาฬที่แตกพลั่กเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่ม
เขาตวัดสายตามองไปรอบตัวอย่างตื่นตระหนก แสงไฟสลัวสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นสภาพห้อง ผนังไม้สักทองขัดเงาวับ เตียงไม้สี่เสาหลังใหญ่สลักลายวิจิตรบรรจง ผ้าม่านสีเลือดหมูทิ้งตัวยาวจรดพื้น กลิ่นหอมเย็นของดอกแก้วผสมกับกลิ่นไม้เก่าลอยแตะจมูก
คุ้น คุ้นจนน่าขนลุก
มันไม่ใช่ห้องทำงานของเขา ไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นห้องนอนในเรือนไม้สักหลังใหญ่ของ 'พ่อเลี้ยงสิงห์'
ปุณณ์จิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองจนเจ็บจี๊ด ความเจ็บปวดเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเขายังมีชีวิตอยู่ สมองที่เคยชาหนึบเริ่มประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง เขาจำได้แม่นยำว่าตัวเองตายไปแล้ว ตายแบบหมาข้างถนนที่ไม่มีใครเหลียวแล แต่ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้ ที่ที่เขาเคยเกลียดและหวาดกลัวที่สุดในชีวิต
ปิง!
เสียงใสคล้ายกระดิ่งแก้วดังขึ้นในหัว พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าโปร่งแสงที่เด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้า ทำเอาปุณณ์ผงะถอยหลังจนแผ่นหลังชิดพนักเตียง
[ระบบโฮสต์เกิดใหม่ เริ่มต้นการทำงาน]
[ยืนยันตัวตน: ปุณณ์ อายุ 22 ปี สถานะปัจจุบัน: ภรรยาขัดดอก]
[ภารกิจหลัก: หย่าขาดจากสามีทางนิตินัย (พ่อเลี้ยงสิงห์) ภายใน 100 วัน]
[รางวัลความสำเร็จ: มรดกเงินสดและหุ้นกงสีมูลค่า 1,000 ล้านบาท พร้อมอิสระในการใช้ชีวิต]
[บทลงโทษหากล้มเหลว: ถูกลบตัวตนออกจากทุกเส้นมิติเวลาโดยสมบูรณ์]
ปุณณ์กะพริบตาถี่ๆ มองตัวหนังสือสีขาวที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ สลับกับก้มมองสองมือที่ยังสั่นน้อยๆ ของตัวเอง เขาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าและเจือไปด้วยความสมเพชตัวเองปนความสะใจอย่างประหลาด
เขาได้ย้อนเวลากลับมา กลับมาในคืนวันแต่งงานเมื่อสองปีก่อน คืนที่เขาถูกครอบครัวเฮงซวยบังคับให้แต่งงานล้างหนี้พนันร้อยล้านให้กับมาเฟียภูธรแห่งชายแดนเหนือ
ในชีวิตที่แล้ว ปุณณ์ในวัยยี่สิบสองปีช่างอ่อนแอและโง่เขลา เขาร้องไห้ฟูมฟายตลอดงานแต่ง หวาดกลัวผู้ชายหน้าบากที่ชื่อสิงห์จนตัวสั่น เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน ท้ายที่สุดก็โง่ดักดานหาทางหนีกลับไปซบกอดแฟนเก่าหน้าตัวเมียคนนั้น จนนำไปสู่จุดจบที่ถูกหักหลังจนตัวตายอย่างน่าเวทนา
แต่ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนเดิม
พันล้าน... ถ้าทำสำเร็จ เขาจะได้เงินก้อนนั้น เขาจะเอาเงินนั่นไปฟาดหน้าพวกสวะสองคนนั้น ซื้อทุกอย่างที่พวกมันรัก แล้วเหยียบพวกมันให้จมดิน!
แกร๊ก...
เสียงปลดล็อกลูกบิดประตูทองเหลืองดังขึ้น ทำเอาปุณณ์สะดุ้งสุดตัว หน้าจอสีฟ้าตรงหน้าสลายหายไปราวกับหมอกควัน ประตูไม้บานหนักถูกผลักเข้ามาช้าๆ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้อง
แสงสลัวทาบทับโครงหน้าคร้ามแดดที่หล่อเหลาแต่อุดมไปด้วยความดุดัน สันกรามคมกริบขบเข้าหากันจนนูนเป็นสัน นัยน์ตาสีดำสนิทดุดันราวกับสัตว์ป่าจ้องตรงมาที่เขานิ่งๆ เสื้อเชิ้ตสีดำสนิทถูกปลดกระดุมออกสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยสักลายพยัคฆ์ซ่อนตัวอยู่รำไร
กลิ่นเหล้าเถื่อนผสมกลิ่นบุหรี่นอกลอยคลุ้งมากับตัวอีกฝ่าย มันเป็นกลิ่นที่บ่งบอกถึงอันตรายและอำนาจเบ็ดเสร็จ พ่อเลี้ยงสิงห์ เจ้าพ่อปางไม้และคาสิโน ผู้ชายที่มีข่าวลือว่าฆ่าคนเป็นผักปลา และเป็นคนที่ปุณณ์เคยกลัวจนจับขั้วหัวใจ
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่ปลายเตียง มือหนาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดนูนปูดค่อยๆ ปลดกระดุมปลายแขนเสื้อออกทีละข้าง สายตายังคงจับจ้องคนบนเตียงไม่วางตา
ปุณณ์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ บังคับตัวเองไม่ให้สั่น ไม่ให้หลบตา กฎเหล็กในชีวิตใหม่ข้อแรกคือ เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครอีกแล้ว
"มองอะไร" ปุณณ์โพล่งออกไป เสียงแข็งและห้วนจัด
คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นคล้ายจะเยาะหยัน "นึกว่าจะเอาแต่นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนตอนรดน้ำสังข์"
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นเรียบๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะโยนนาฬิกาปาเต็กเรือนหรูลงบนโต๊ะข้างเตียงเสียงดังกระทบไม้
"ผมไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณ" ปุณณ์เชิดหน้าขึ้น ตัดสินใจโยนหินถามทาง เปิดไพ่ในมือทันที "เรามาทำข้อตกลงกันเถอะ"
"ข้อตกลง?" สิงห์ทวนคำช้าๆ เดินอ้อมปลายเตียงมาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังตัวเดี่ยวฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายแต่แผ่รังสีคุกคามจนอากาศในห้องแทบจะหดหาย "เด็กเมื่อวานซืนที่ถูกพ่อแม่ขายขัดดอกเพื่อล้างหนี้ร้อยล้าน มีสิทธิ์อะไรมาทำข้อตกลงกับฉัน ปุณณ์"
คำพูดแทงใจดำทำเอาปุณณ์จุกอก แต่ไฟแค้นและเป้าหมายพันล้านมันสว่างจ้ากว่าความอับอาย
"หนี้ร้อยล้านนั่นผมจะหามาคืนให้ แลกกับการที่คุณห้ามล่วงเกินผมเด็ดขาด และเราจะหย่ากันในอีกหนึ่งร้อยวัน" ปุณณ์พูดรัวเร็ว จ้องลึกเข้าไปในตาคมดุอย่างท้าทาย
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องนอนกว้าง เสียงหริ่งหรีดไรด้านนอกดังลอดเข้ามาให้ได้ยิน สิงห์นั่งประสานมือไว้บนตัก นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
เด็กนี่เปลี่ยนไป เมื่อเช้ายังเอาแต่ก้มหน้างุด ร้องไห้จนตาบวมช้ำเหมือนลูกนกตกน้ำ แต่ตอนนี้กลับนั่งหลังตรง แววตาวาวโรจน์แข็งแกร่ง ดื้อรั้นจนน่าจับมาปราบพยศ
"ร้อยล้าน ในร้อยวัน?" สิงห์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก "ตัวเธอทั้งตัวตอนนี้ ชั่งกิโลขายยังได้ไม่ถึงแสน จะเอาปัญญาที่ไหนมาหาเงินร้อยล้านมาประเคนให้ฉัน"
"นั่นมันเรื่องของผม ผมมีวิธีของผมก็แล้วกัน!" ปุณณ์สวนกลับทันควัน มือขยำผ้าปูที่นอนจนยับติดมือ "คุณแค่ตกลงมา ครบหนึ่งร้อยวัน ผมคืนเงินให้คุณครบทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ย แล้วเราไปอำเภอเซ็นใบหย่ากัน คุณก็จะได้ไปหาผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนที่เต็มใจมานอนด้วย ส่วนผมก็จะได้เป็นอิสระ แฟร์ดีออก"
สิงห์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินช้าๆ เข้ามาประชิดขอบเตียง เงาดำทะมึนของร่างใหญ่โตทาบทับลงบนตัวปุณณ์จนมิด ปุณณ์พยายามบังคับตัวเองไม่ให้ถอยหนี แม้สัญชาตญาณจะตะโกนลั่นให้ออกห่างจากผู้ชายอันตรายคนนี้ก็ตาม
มือสากหนาที่เต็มไปด้วยร่องรอยการจับปืนและทำงานหนัก เอื้อมมาเชยคางปุณณ์ขึ้น บังคับให้สบตากันตรงๆ
"ถ้าฉันบอกว่าไม่สนเงินร้อยล้านนั่นล่ะ" เสียงทุ้มพร่ากระซิบชิดใบหน้า ลมหายใจอุ่นจัดที่มีกลิ่นบุหรี่จางๆ รดรินลงบนผิวแก้มใส "คืนนี้คือคืนเข้าหอ... เมียขัดดอกก็ควรจะทำหน้าที่บนเตียงให้คุ้มกับหนี้ที่ติดไว้ไม่ใช่หรือไง"
พูดจบนิ้วโป้งหยาบกร้านก็เกลี่ยเบาๆ ลงบนกลีบปากสีสดที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น
ปุณณ์ตัวแข็งทื่อ สัมผัสจาบจ้วงทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ถ้าต้องสู้แรงกับผู้ชายตัวเท่าหมีตรงๆ เขาสู้ไม่ได้แน่ สมองแล่นจี๋หาทางออก ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต
ปุณณ์อ้าปาก งับเข้าที่นิ้วโป้งของอีกฝ่ายเต็มแรง!
"โอ๊ย!" สิงห์ชักมือกลับทันที สบถคำหยาบออกมาเบาๆ นัยน์ตาวาววับมองรอยฟันลึกที่ฝังอยู่บนข้อนิ้วตัวเอง สลับกับมองหน้าเด็กตัวแสบที่กำลังนั่งจ้องเขาตาขวางเหมือนแมวป่าจนตรอก
"ถ้าคุณขืนใจผม ผมจะกัดลิ้นตัวเองตายให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ!" ปุณณ์ขู่ฟ่อ แม้ในใจจะแอบสั่น แต่ภายนอกต้องแข็งกร้าวไว้ก่อน "แล้วคุณก็จะไม่ได้ทั้งเงิน ไม่ได้ทั้งที่ดิน ไม่ได้อะไรเลยนอกจากศพเน่าๆ ไปทิ้งหลังเขา!"
สิงห์ยืนนิ่งงัน อารมณ์กรุ่นโกรธที่ถูกกัดหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ เหลือเพียงความแปลกใจประดังประเดเข้ามา เขาผ่านคนมาทุกรูปแบบ พวกยอมศิโรราบ พวกหวาดกลัวลนลาน พวกประจบสอพลอ แต่ไม่เคยเจอไอ้เด็กบ้าที่ไหนกล้ากัดนิ้วเขาจนเลือดซิบ แถมยังขู่ฆ่าตัวตายหน้าตาเฉย
บ้าไปแล้ว... หรือว่าช็อกกับงานแต่งจนสติหลุดไปแล้วจริงๆ
เจ้าพ่อปางไม้ถอนหายใจพรืด เสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นลวกๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าไม้หลังใหญ่ หยิบหมอนและผ้าห่มสำรองออกมาโยนแหมะลงบนโซฟาตัวยาวมุมห้อง
"ก็นอนไปสิ ใครจะไปหน้ามืดขืนใจเด็กกะโปโลอย่างเธอให้เสียอารมณ์" สิงห์บ่นพึมพำ ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาดังบวบ หันแผ่นหลังกว้างให้เตียงนอน "ร้อยวันใช่ไหม... เออ ถ้าเก่งนักหาเงินมาคืนได้ร้อยล้านภายในร้อยวัน ฉันจะยอมเซ็นใบหย่าให้"
เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำเอาปุณณ์สันหลังวาบ
"แต่ถ้าทำไม่ได้... เตรียมตัวมาเป็นเมียฉันบนเตียงนี้จริงๆ ได้เลย ปุณณ์"
ไฟในห้องถูกปิดลงด้วยสวิตช์รีโมต ความมืดเข้าปกคลุมทันที ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านช่องผ้าม่านเข้ามา ปุณณ์นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียงกว้าง หัวใจที่เต้นโครมครามค่อยๆ สงบลง ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่ริมฝีปาก รสชาติเฝื่อนๆ ของเลือดและกลิ่นบุหรี่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น
ติ๊ง!
[โฮสต์ทำภารกิจย่อยสำเร็จ: เจรจาข้อตกลงเบื้องต้น]
[ได้รับรางวัล: สกิล 'ตาชั่งสัจจะ' (สามารถมองเห็นค่าความซื่อสัตย์ของบุคคลเป้าหมายได้ 3 ครั้งต่อวัน)]
ปุณณ์เหยียดยิ้มในความมืด เอาล่ะไอ้ระบบ หน้าที่ของมึงคือชี้ทางรวยให้กู ส่วนหน้าที่ของกู... คือเอาชีวิตรอดจากอีตามาเฟียหน้าตายนี่ แล้วกลับไปเหยียบหัวพวกสวะนั่นให้จมดิน!
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าแยงตาจนปุณณ์ต้องหยีตาตื่น เสียงนกเขาชวาร้องดังก้องมาจากหลังคาบ้าน เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปที่โซฟามุมห้อง มันว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับเก็บเรียบร้อยเหลี่ยมมุมเป๊ะราวกับไม่เคยมีคนลงไปนอนทับ
หนีไปทำงานตั้งแต่ไก่โห่สมกับเป็นเจ้าพ่อบ้างาน
ปุณณ์ลุกไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เสื้อผ้าที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้มีแต่พวกเสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆ กับกางเกงสแล็กพอดีตัว เขาหยิบมาสวมลวกๆ พลางสำรวจตัวเองในกระจก ผิวขาวจัด รูปร่างผอมบางเกินไปหน่อย ต้องโด๊ปอาหารให้มากกว่านี้ถึงจะมีแรงสู้รบปรบมือกับคนในบ้านนี้
เขาเปิดประตูเดินลงบันไดไม้สักขัดมันวับลงมาที่โถงชั้นล่าง บ้านหลังนี้กว้างขวางใหญ่โตมาก เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำจากไม้เนื้อแข็งราคาแพง บ่งบอกถึงฐานะและความมั่งคั่งของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี
กลิ่นกาแฟคั่วบดหอมฉุยลอยมากระทบจมูก ดึงดูดให้สองเท้าก้าวเดินตรงไปยังห้องอาหาร ที่โต๊ะอาหารตัวยาวทำจากไม้แผ่นเดียว สิงห์นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายสกอตสีเข้มพับแขนขึ้นถึงข้อศอก มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟดำนิ่งๆ อีกข้างกำลังเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตดูรายงานบัญชี ท่าทางเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังจนลูกน้องชุดดำสามสี่คนที่ยืนคุมอยู่รอบๆ แทบไม่กล้าหายใจแรง
ปุณณ์เดินลากสลิปเปอร์เข้ามาใกล้ๆ ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวรังสีอำมหิตนั้นเหมือนชาติที่แล้ว เขาเลื่อนเก้าอี้ฝั่งขวามือนั่งลงเสียงดังครืด เรียกสายตาคมกริบให้ตวัดขึ้นมามองทันที
"ตื่นสาย" คำทักทายแรกจากปากสามีมาเฟียสั้นห้วนและไร้เยื่อใย
"เพิ่งจะแปดโมงครึ่ง ไม่ได้ไปไถนาสักหน่อยจะให้ตื่นมาทำไมตั้งแต่เช้ามืด" ปุณณ์เถียงกลับหน้าตาเฉย เอื้อมมือไปหยิบแผ่นขนมปังปิ้งมาปาดแยมสตรอว์เบอร์รีหนาเตอะ
ลูกน้องคนสนิทของสิงห์ที่ชื่อ 'เข้ม' ถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ไม่เคยมีใครในอาณาจักรนี้กล้าต่อปากต่อคำกับนายหัวแบบนี้มาก่อน ยิ่งเป็นแค่เด็กขัดดอกที่เพิ่งเข้าบ้านมาวันแรกด้วยแล้ว ไอ้เข้มเตรียมตัวเรียกแม่บ้านมาเช็ดคราบกาแฟที่นายหัวจะสาดใส่หน้าเด็กนี่ได้เลย
แต่ผิดคาด... สิงห์เพียงแค่วางแท็บเล็ตลงช้าๆ นัยน์ตาสีเข้มมองริมฝีปากบางสีสดที่กำลังอ้ากัดขนมปังเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมอง... รอยฟันจางๆ ที่ประทับอยู่บนข้อนิ้วโป้งของตัวเอง
"วันนี้ฉันจะเข้าปางไม้" สิงห์พูดลอยๆ หยิบหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจขึ้นมากางกั้นสายตา "ถ้าจะออกไปไหนให้ไอ้เข้มขับรถพาไป ห้ามไปคนเดียวเด็ดขาด ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ ระวังตัวไว้บ้างก็ดี"
"ผมอยากไปดูที่ดิน" ปุณณ์โพล่งขึ้นมา กลืนขนมปังลงคอ "ที่ดินแปลงท้ายหมู่บ้านที่ติดกับตีนเขา ที่คุณรับจำนองไว้จากพ่อผม"
สิงห์ชะงัก ลดหนังสือพิมพ์ลงมองหน้า "เธอจะไปดูทำไม ที่ตรงนั้นมันเป็นที่ตาบอด ดินเปรี้ยวจัดปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ฉันสั่งให้ลูกน้องเตรียมเครื่องจักรจะไถกลบทำลานจอดรถแบ็กโฮแล้ว"
"อย่าเพิ่งไถ!" ปุณณ์เผลอขึ้นเสียง ก่อนจะรีบปรับโทนให้เป็นปกติเมื่อเห็นสายตาดุๆ ของอีกฝ่าย "ผม... ผมมีโปรเจกต์ จะเช่าที่ตรงนั้นทำฟาร์มออร์แกนิก"
ใช่แล้ว นี่คือแผนการขั้นแรกในการหาเงินร้อยล้าน ในชีวิตที่แล้ว หลังจากเขาตายไปได้ไม่นาน มีข่าวใหญ่โตครึกโครมว่าที่ดินตาบอดแปลงนั้นดันขุดเจอตาน้ำแร่บริสุทธิ์มหาศาลซ่อนอยู่ใต้ดิน กลายเป็นแหล่งสัมปทานน้ำแร่ที่ทำเงินหลักพันล้านให้พ่อเลี้ยงสิงห์ แต่ชาตินี้ เขาจะชิงลงมือตัดหน้า เอาสัมปทานนี้มาเป็นของตัวเอง!
"ฟาร์มออร์แกนิก?" สิงห์เลิกคิ้วสูง มองหน้าเด็กตรงหน้าเหมือนเห็นตัวประหลาดหลุดโลก "คุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จับจอบจับเสียมไม่เป็นอย่างเธอ จะไปทำฟาร์มบนดินเปรี้ยวๆ เนี่ยนะ เพ้อเจ้ออะไรแต่เช้า"
"ถ้าผมทำได้ล่ะ?" ปุณณ์วางแผ่นขนมปังลง สบตาท้าทายไม่ลดละ "ถ้าผมทำให้ที่ดินตาบอดแปลงนั้นสร้างรายได้งอกเงยขึ้นมาได้ คุณต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนั้นกลับมาเป็นชื่อผม เพื่อหักลบกับหนี้ร้อยล้านนั่น"
สิงห์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เด็กนี่เอาความมั่นใจทะลุฟ้ามาจากไหนกัน เมื่อวานยังร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตายอยากกลับบ้านอยู่เลย แต่วันนี้กลับมานั่งเชิดหน้าต่อรองเรื่องธุรกิจกับเขาเป็นฉากๆ แถมแววตายังมุ่งมั่นจนน่าหมั่นไส้
อยากลองดีใช่ไหม... ได้
"เอาสิ" สิงห์ขยับยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้ใบหน้าดุดันดูมีเสน่ห์อันตรายขึ้นมาอย่างประหลาด "ฉันให้เวลาเธอสามเดือน ถ้าที่ดินนั่นทำเงินได้สักบาท ฉันจะยกให้เธอฟรีๆ ไปเลย แต่ถ้าทำไม่ได้..."
สิงห์โน้มตัวข้ามโต๊ะอาหารเข้ามาใกล้ ใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ที่ปลายจมูกรั้นของปุณณ์
"เธอต้องมาทำงานใช้หนี้ ในห้องนอนของฉัน ทุกคืน"
ปุณณ์หน้าเหวอ ถอยกรูดจนพนักพิงเก้าอี้กระแทกโต๊ะด้านหลัง ไอ้ตาแก่มาเฟียบ้า! หน้าตาก็ดูเย็นชาแข็งทื่อ แต่ทำไมถึงได้เจ้าเล่ห์หน้าด้านนักวะ!
"ดะ... ดีล!" ปุณณ์กัดฟันกรอดรับคำ ท่องไว้ในใจ พันล้าน ท่องไว้ไอ้ปุณณ์!
สิงห์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไอ้เข้มสาบานกับตัวเองได้เลยว่าไม่ได้ยินนายหัวหัวเราะแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าหมวกปีกกว้างทรงคาวบอยมาสวม
"ไอ้เข้ม วันนี้มึงพาคุณปุณณ์ไปดูที่ดินท้ายหมู่บ้าน ถ้าคุณเขาสั่งอะไรก็ทำตามนั้น ดูแลให้ดี อย่าให้แมลงวันมาตอม"
สั่งงานเสียงเด็ดขาดเสร็จ เจ้าพ่อมาเฟียก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงก้าวอาดๆ ออกไปจากบ้าน ทิ้งให้ปุณณ์นั่งหน้าแดงหูแดงด้วยความเจ็บใจที่โดนปั่นประสาทตั้งแต่เช้า
ภารกิจ 100 วันหย่าผัวรวยพันล้าน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว! และเขาจะต้องชนะเท่านั้น! ปุณณ์จัดการยัดขนมปังชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมุ่งมั่น วันนี้แหละ เขาจะไปสำรวจขุมทรัพย์ใต้ดินของเขาให้เห็นกับตา!