รถกระบะยกสูงขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำสนิทแล่นตะบึงไปตามถนนลูกรังสายเล็กๆ ฝุ่นสีแดงฟุ้งกระจายตลบอบอวลอยู่ด้านหลังเป็นทางยาว สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าโปร่งและไร่ข้าวโพดที่ชาวบ้านปลูกทิ้งไว้ แดดช่วงสายเริ่มแผลงฤทธิ์สาดแสงแรงกล้าจนไอร้อนเต้นระยิบระยับอยู่เหนือพื้นถนน
ปุณณ์นั่งเกาะขอบหน้าต่างรถ ทอดสายตามองวิวทิวทัศน์ด้านนอกด้วยสมองที่แล่นจี๋
หลังจากประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหารว่าจะพลิกฟื้นที่ดินตาบอดท้ายหมู่บ้านให้กลายเป็นฟาร์มออร์แกนิกทำเงิน พ่อเลี้ยงสิงห์ก็โยนหน้าที่สารถีให้กับ 'เข้ม' ลูกน้องคนสนิทหน้าเหี้ยมแต่ซื่อสัตย์เป็นหมาเฝ้าบ้าน ให้ขับรถพาเขามาดูสถานที่จริงทันที
บรรยากาศภายในห้องโดยสารเงียบกริบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามกระหึ่ม เข้มลอบมองคนข้างกายผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะ คิ้วหนาเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ
เข้มยอมรับว่าแอบทึ่งกับฝีปากของเด็กคนนี้เมื่อเช้า แต่พอมาคิดดูดีๆ คุณหนูหน้าขาวที่วันๆ เอาแต่เดินห้างรูดบัตรเครดิต จะเอาปัญญาที่ไหนมาทำไร่ทำนา ยิ่งเป็นที่ดินผืนนั้นด้วยแล้ว ต่อให้เป็นชาวบ้านตาดำๆ ที่จับจอบจับเสียมมาตั้งแต่เกิดยังส่ายหน้าหนี
"คุณปุณณ์ครับ" เข้มตัดสินใจทำลายความเงียบ "ผมว่าคุณล้มเลิกความคิดเรื่องทำฟาร์มอะไรนั่นเถอะครับ"
ปุณณ์ละสายตาจากวิวข้างนอก หันมาเลิกคิ้วใส่คนขับ "ทำไม ที่ดินนั่นมันมีผีสางนางไม้หรือไง"
"ไม่มีผีหรอกครับ แต่สภาพมันแย่กว่าผีหลอกอีก" เข้มถอนหายใจมือบังคับพวงมาลัยหลบหลุมบ่อบนถนน "ที่ตรงนั้นมันเป็นดินเปรี้ยวจัด ปลูกอะไรก็ใบเหลืองตายหมด แถมยังเป็นที่ตาบอด ไม่มีทางน้ำผ่าน หน้าแล้งก็แล้งจนดินแตกระแหง หน้าฝนน้ำก็ท่วมขังเพราะระบายไม่ทัน นายหัวถึงได้เตรียมเอารถแบ็กโฮไปไถกลบทำลานจอดรถไงครับ คุณปุณณ์ไปทำก็เหนื่อยเปล่า สู้เอาเวลาไป... เอ่อ ไปเอาใจนายหัวบนเรือนดีกว่า"
ประโยคหลังเข้มพูดเสียงอ้อมแอ้ม แต่คนฟังกลับแค่นเสียงเหอะออกมาทันที
"ให้ฉันไปประจบเอาใจอีตาพ่อเลี้ยงหน้าตายนั่นน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ" ปุณณ์กอดอกพิงเบาะ เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี "ดินเปรี้ยวแล้วไง ไม่มีน้ำแล้วไง ของแบบนี้มันแก้กันได้ นายคอยดูเถอะ ฉันจะทำให้ที่ดินนั่นออกดอกออกผลจนพ่อเลี้ยงของนายต้องกราบกรานขอซื้อคืนแทบไม่ทัน"
เข้มส่ายหัวเบาๆ อาการหนักแล้วเด็กคนนี้ ไม่รู้ไปกินความมั่นใจผิดสำแดงมาจากไหน
รถกระบะคันใหญ่เลี้ยวโค้งผ่านดงต้นกระถินณรงค์ ก่อนจะค่อยๆ ชะลอความเร็วและจอดสนิทลงที่ลานดินกว้างแห่งหนึ่ง เข้มดับเครื่องยนต์แล้วหันมาพยักพเยิดหน้า
"ถึงแล้วครับคุณปุณณ์ ที่ดินแปลงที่ว่า"
ปุณณ์เปิดประตูก้าวลงจากรถ ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้น ความร้อนระอุจากผิวดินก็แผ่ซ่านขึ้นมาประท้วงรองเท้าสลิปเปอร์ราคาแพงที่เขาใส่อยู่ เขาเดินอ้อมมาหน้ารถแล้วกวาดสายตามองไปเบื้องหน้า
ภาพที่เห็นทำเอาความมั่นใจที่พกมาเต็มกระเป๋าเมื่อครู่แทบจะหดหายไปครึ่งหนึ่ง
พื้นที่กว้างขวางหลายสิบไร่เบื้องหน้าถูกล้อมรอบด้วยตีนเขาสูงชันสามด้าน สภาพดินเป็นสีส้มอมเหลืองและแตกระแหงเป็นร่องลึก วัชพืชต้นสูงท่วมหัวขึ้นรกชัฏสลับกับตอไม้แห้งตาย ไม่มีวี่แววของความอุดมสมบูรณ์เลยสักนิดเดียว
"บอกแล้วไงครับว่าปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น" เข้มที่เดินตามลงมายืนกางร่มคันใหญ่บังแดดให้ พูดตอกย้ำความจริง "กลับกันเถอะครับ แดดร้อนแบบนี้เดี๋ยวคุณปุณณ์จะพาลเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน"
ปุณณ์กัดริมฝีปากล่างแน่น ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน สมองพยายามขุดเอาความรู้เรื่องการเกษตรอันน้อยนิดที่เคยดูผ่านสารคดีมาประมวลผล ดินเปรี้ยวต้องแก้ด้วยปูนขาว... น้ำไม่มีต้องขุดบ่อบาดาล... แต่ทั้งหมดนั่นต้องใช้เงิน! ซึ่งตอนนี้เขามีเงินติดตัวอยู่ศูนย์บาทถ้วน!
ติ๊ง!
เสียงกระดิ่งใสคุ้นหูดังขึ้นในหัว พร้อมกับป๊อปอัปหน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงที่เด้งพรวดขึ้นมาซ้อนทับภาพที่ดินรกร้างเบื้องหน้า
[ระบบฟาร์มเมอร์มือทอง แจ้งเตือนภารกิจเริ่มต้น]
[รายละเอียด: การจะสร้างฟาร์มระดับพันล้าน ต้องเริ่มจากการลงมือทำด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง!]
[ภารกิจ: ใช้เครื่องมือการเกษตรพื้นฐาน ถางวัชพืชและถากหน้าดินในพื้นที่ขนาด 5x5 เมตร ให้โล่งเตียน ภายในเวลา 2 ชั่วโมง]
[เงื่อนไขพิเศษ: โฮสต์ต้องลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น ห้ามขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น]
[รางวัลเมื่อสำเร็จ: 'บัวรดน้ำมิติเวลา (เลเวล 1)' - สามารถรดน้ำเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ 50% ใช้งานได้ 1 ครั้งต่อวัน]
[บทลงโทษเมื่อล้มเหลวหรือยอมแพ้: อาการท้องร่วงเฉียบพลันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน]
"เชี่ยเอ๊ย!"
ปุณณ์สบถลั่นลานดิน ทำเอาเข้มที่ยืนถือร่มอยู่ข้างๆ สะดุ้งโหยง
"ขะ... คุณปุณณ์เป็นอะไรครับ!"
"เปล่า ไม่มีอะไร" ปุณณ์โบกมือปัดรำคาญ สายตายังคงจ้องเขม็งไปที่หน้าจอโฮโลแกรมที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไอ้ระบบบ้า! บทลงโทษบ้าบออะไรวะเนี่ย ท้องร่วงสามวันสามคืน ร่างกายผอมแห้งกรอบแบบเขามีหวังขี้แตกจนตายก่อนจะได้แก้แค้นพอดี
แต่รางวัลที่ตั้งล่อก็น่าสนใจ 'บัวรดน้ำมิติเวลา' ไอเทมสุดโกงแบบนี้แหละที่เขาต้องการสำหรับการเพาะปลูกในที่ดินนรกนี่
ปุณณ์หันขวับไปหาลูกน้องหน้าเหี้ยม "นายเข้ม ท้ายรถมีจอบกับมีดพร้าบ้างไหม"
"มีครับ พวกเครื่องมือช่างกับอุปกรณ์ทำสวนท้ายกระบะมีติดรถไว้ตลอด" เข้มตอบหน้างงๆ "คุณปุณณ์ถามทำไมครับ"
"ไปเอามาให้ฉัน" ปุณณ์ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด ยื่นมือไปรับร่มจากอีกฝ่ายมาถือไว้เอง "ฉันจะถางหญ้าตรงนี้แหละ"
"หา!" เข้มเบิกตากว้าง อ้าปากค้างเหมือนเห็นผี "ทะ... ถางหญ้า? คุณปุณณ์เนี่ยนะครับจะถางหญ้า! แดดร้อนเปรี้ยงขนาดนี้ ผิวขาวๆ ของคุณได้ไหม้เกรียมหมดพอดี ไม่เอาครับ ถ้านายหัวรู้ว่าผมปล่อยให้คุณมาทนแดดทนลำบาก มีหวังผมโดนเตะก้านคอหักแน่"
"ฉันสั่งให้ไปเอามาก็ไปเอามาสิ!" ปุณณ์ขึ้นเสียง ดื้อแพ่งไม่ยอมฟังคำค้าน "ใครเป็นเจ้านาย นายหัวของนายสั่งให้ฟังคำสั่งฉันไม่ใช่หรือไง ไปหยิบจอบมา เดี๋ยวนี้!"
เจอสายตาแข็งกร้าวกึ่งบังคับเข้าไป เข้มก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่เดินคอตกไปท้ายรถกระบะ คุ้ยหาเครื่องมือทำมาหากินอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับจอบด้ามยาวที่ส่วนเหล็กขึ้นสนิมเขรอะขระ และมีดดายหญ้าเล่มโต
"นี่ครับ" เข้มยื่นอุปกรณ์ให้ด้วยความไม่เต็มใจ "แต่ผมเตือนไว้ก่อนนะ หญ้าพวกนี้รากมันลึก ดินก็แข็งกระด้าง ถางไม่กี่ทีมือก็พองแล้ว ให้ผมเรียกคนงานปางไม้มาช่วยจัดการให้ดีกว่าไหมครับ"
"ไม่ต้อง!" ปุณณ์กระชากจอบกับมีดมาจากมืออีกฝ่าย โยนร่มทิ้งลงบนพื้นดินอย่างไม่ไยดี "ฉันจะทำเอง นายถอยไปยืนดูห่างๆ เลย ห้ามเข้ามาช่วยเด็ดขาด เข้าใจไหม"
พูดจบ ปุณณ์ก็ถกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นจนถึงข้อศอก ปลดกระดุมคอเสื้อออกสองเม็ดเพื่อระบายความร้อน กะระยะพื้นที่ 5x5 เมตรด้วยสายตา แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปดงวัชพืชที่สูงระดับเอวทันที
เข้มยืนเกาหัวแกรกๆ มองภาพคุณหนูร่างบางกำลังเงื้อจอบขึ้นสุดแขนแล้วฟาดลงไปบนผืนดินแข็งๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงเหล็กกระทบหินก้อนเล็กก้อนน้อยดังสลับกับเสียงหอบหายใจ
ตึง! ตึง! แควก!
ปุณณ์กัดฟันแน่น สองมือจับด้ามจอบออกแรงสับลงไปที่โคนต้นหญ้าคา ความแข็งของดินเล่นเอาแรงสะเทือนวิ่งปราดจากฝ่ามือขึ้นมาถึงหัวไหล่จนชาหนึบ แค่สับจอบลงไปได้ไม่ถึงสิบครั้ง เหงื่อเม็ดโตก็ผุดพรายเต็มหน้าผาก ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มแนบลู่ไปกับผิวเนื้อ
"โอย..." ปุณณ์ครางเบาๆ ปล่อยมือข้างหนึ่งมาปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตาจนแสบไปหมด แสงแดดตอนสิบโมงเช้าแผดเผาลงมาตรงๆ ท้องฟ้าไร้เมฆบังบดทำให้อากาศอบอ้าวขีดสุด
เขาเปลี่ยนมาจับมีดดายหญ้า ฟาดฟันกิ่งไม้และวัชพืชต้นสูงๆ ให้ล้มลง กิ่งก้านที่มีหนามแหลมขูดขีดท่อนแขนขาวๆ จนเป็นรอยแดงเถือกบางจุดก็มีเลือดซิบๆ ออกมา แต่เขาไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาฟันและถางต่อไปอย่างบ้าคลั่ง
ภาพแฟนเก่ากับน้องชายบุญธรรมที่กำลังนั่งเสวยสุขบนกองเงินกองทองของเขา ลอยซ้อนทับขึ้นมาบนกอหญ้าตรงหน้า
ฉับ!
"พวกสวะเอ๊ย!" ปุณณ์สับจอบลงไปเต็มแรง หอบหายใจฮักๆ "รอกูก่อนเถอะ กูจะรวยให้ดู กูจะเหยียบพวกมึงให้จมดิน!"
ความโกรธแค้นกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่คอยขับเคลื่อนร่างกายบอบบางให้เดินหน้าต่อ แม้ว่าตอนนี้ฝ่ามือทั้งสองข้างจะเริ่มบวมแดงจากการเสียดสีกับด้ามไม้หยาบๆ และมีตุ่มพองใสๆ ผุดขึ้นมาให้เห็นแล้วก็ตาม
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง
พื้นที่รกชัฏเริ่มกลายเป็นลานดินโล่งเตียนขนาดเล็ก ปุณณ์โยนจอบทิ้งลงพื้น ทรุดตัวลงนั่งยองๆ หอบหายใจตัวโยนเหมือนปลาขาดน้ำ หน้ามืดตาลายไปหมด ความรู้สึกปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลังและท่อนแขน ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ แทบจะทรงตัวไม่อยู่
ผิวขาวจัดที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีบัดนี้แดงเถือกจากการถูกแดดเผา ลำตัวเต็มไปด้วยคราบดินฝุ่นและเศษหญ้า สภาพดูไม่จืดจนเข้มที่ยืนดูอยู่ไกลๆ ทนไม่ไหว ต้องวิ่งหอบขวดน้ำเย็นเฉียบเข้ามาหา
"พอเถอะครับคุณปุณณ์!" เข้มเปิดฝาขวดน้ำยื่นให้หน้าตาตื่น "นั่งพักก่อนครับ หน้าคุณซีดเป็นไก่ต้มแล้ว ขืนทำต่อได้ช็อกตายคาร่องดินแน่"
ปุณณ์รับขวดน้ำมากระดกดื่มรวดเดียวครึ่งขวด ความเย็นชื่นใจไหลผ่านลำคอช่วยดับกระหายไปได้บ้าง เขาเทน้ำที่เหลือราดรดศีรษะและใบหน้าตัวเองเพื่อระบายความร้อน ลูบหน้าลูบตาเรียกสติ ก่อนจะมองไปที่หน้าต่างระบบที่ยังลอยค้างอยู่
[เวลาที่เหลือ: 45 นาที 12 วินาที / ความคืบหน้า 80%]
เหลืออีกแค่นิดเดียว จะมายอมแพ้ตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าขี้แตกสามวันสามคืนเขาต้องหมดสภาพจนไม่มีแรงไปสู้รบกับอีตามาเฟียนั่นแน่ๆ
"นายเข้ม ถอยไป" ปุณณ์ยันตัวลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่นแต่ก็พยายามเกร็งไว้ "ฉันยังทำไม่เสร็จ บอกแล้วไงว่าห้ามยุ่ง"
เข้มถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองตุ่มพองที่ฝ่ามือของปุณณ์ที่ตอนนี้บางเม็ดแตกออกจนมีเลือดซึมผสมกับน้ำเหลือง "คุณปุณณ์ดื้อแบบนี้ ผมคงต้องรายงานนายหัวแล้วล่ะครับ"
พูดจบเข้มก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา กดถ่ายคลิปวิดีโอสภาพอันน่าเวทนาของเมียเจ้านาย ส่งตรงเข้าแอปพลิเคชันแชตของพ่อเลี้ยงสิงห์ทันที
ณ ปางไม้ศิริมงคล
เสียงเครื่องจักรเลื่อยไม้ทำงานดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ รถบรรทุกขนาดใหญ่แล่นเข้าออกขวักไขว่ขนถ่ายท่อนซุงขนาดมหึมา สิงห์นั่งอยู่ในห้องทำงานกระจกติดแอร์เย็นฉ่ำที่ปลูกสร้างยกสูงขึ้นมาให้สามารถมองเห็นการทำงานได้รอบทิศทาง
เจ้าพ่อมาเฟียในชุดลุยงานกำลังคีบบุหรี่สูบอัดเข้าปอด สายตาจดจ่ออยู่กับกองเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายบนโต๊ะ จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
เขาปรายตามองหน้าจอ เห็นว่าเป็นข้อความจากไอ้เข้ม จึงกดเปิดดูด้วยความรำคาญใจนิดๆ นึกว่าไอ้เด็กตัวแสบนั่นจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีก
คลิปวิดีโอสั้นๆ ความยาวหนึ่งนาทีปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ภาพของปุณณ์ในสภาพเสื้อเชิ้ตสีขาวเลอะเทอะเปรอะเปื้อนโคลน แขนเสื้อถูกถกขึ้นเผยให้เห็นรอยขีดข่วนสีแดงเป็นทางยาว ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าขาวๆ แดงก่ำเพราะพิษแดด มือเรียวเล็กที่ควรจะจับปากกาหรือแก้วกาแฟหรูๆ กำลังจับด้ามจอบออกแรงสับลงไปบนผืนดินแข็งกระด้างอย่างทุลักทุเล
ทุกครั้งที่จอบกระแทกพื้น ร่างบางนั้นก็สะดุ้งตามแรงสะเทือน แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมหยุด กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด สับจอบลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับคนบ้าคลั่ง
สิงห์ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วหนากดหยุดวิดีโอชั่วคราว ซูมขยายภาพดูที่ฝ่ามือของเด็กนั่น เห็นรอยถลอกปอกเปิกและเลือดซิบๆ อย่างชัดเจน
"บ้าไปแล้ว..." สิงห์พึมพำกับตัวเอง ขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยจนดับสนิท
เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นไอ้เด็กคุณหนูเดินไปโวยวายชี้โบ๊ชี้เบ๊สั่งคนงานให้มาถางหญ้า หรือไม่ก็ทนแดดไม่ไหวจนหนีกลับบ้านไปตั้งแต่นาทีแรก ไม่คิดเลยว่าเจ้าตัวจะลงมือทำเองจริงๆ แถมยังทุ่มเทเอาเป็นเอาตายขนาดนี้
จะเอาชนะใจเขา หรือว่าอยากจะได้เงินร้อยล้านนั่นจนตัวสั่นกันแน่?
ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ สิงห์คว้าโทรศัพท์กดโทรออกหาลูกน้องคนสนิท รอเพียงอึดใจปลายสายก็รับ
"คุณปุณณ์กำลังเป็นบ้าครับนายหัว!" เสียงเข้มละล่ำละลักรายงานมาตามสาย "ผมห้ามแล้วก็ไม่ฟัง ไล่ผมออกมายืนไกลๆ มือพองเลือดออกหมดแล้วครับนายหัว แดดก็ร้อนอย่างกับซ้อมตกนรก จะให้ผมลากตัวคุณเขากลับบ้านเลยไหมครับ"
สิงห์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้ามุ่งมั่นของปุณณ์ในคลิปวิดีโอ
"ไม่ต้อง" สิงห์ตอบกลับเสียงเรียบ "ปล่อยให้ทำไป อยากอวดเก่งนักก็ปล่อยให้ทำจนกว่าจะสลบคาจอบนั่นแหละ ถ้ายกเลิกกลางคันเดี๋ยวจะหาว่าฉันดูถูก"
"แต่นายหัวครับ ผิวคุณเขาแดงไปหมดแล้ว..."
"นี่คำสั่งไอ้เข้ม ยืนเฝ้าไว้ อย่าให้ใครเข้าไปช่วยเด็ดขาด แค่นี้แหละ"
สิงห์กดวางสาย โยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ พยายามจดจ่อกับเอกสารตรงหน้าต่อ แต่วิสัยทัศน์กลับมีแต่ภาพเด็กหน้าดื้อเหงื่อท่วมตัวลอยวนเวียนอยู่ตลอดเวลา
บ้าฉิบ!
เจ้าพ่อปางไม้สบถในใจ กระชากลิ้นชักโต๊ะเปิดออก หยิบกุญแจรถจี๊ปคันเก่ง คว้าหมวกปีกกว้างเดินดุ่มๆ ออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ลูกน้องหน้าห้องยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
กลับมาที่ลานดินตาบอด
เวลาผ่านไปจนครบสองชั่วโมงพอดีเป๊ะ
ตึง!
ปุณณ์โยนมีดดายหญ้าเล่มสุดท้ายลงบนกองวัชพืช ทรุดตัวลงนอนแผ่หลากาซากไปกับพื้นดินแข็งๆ อย่างหมดสภาพ อกบางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงกอบโกยอากาศเข้าปอด หูอื้อตาลายไปหมดจนแทบไม่ได้ยินเสียงนกร้องรอบข้าง
ติ๊ง!
หน้าต่างระบบเด้งขึ้นมาพร้อมกับพลุระเบิดกระดาษสีรุ้งในจินตนาการ
[ภารกิจเสร็จสิ้น: โฮสต์รอดพ้นจากอาการท้องร่วงเฉียบพลัน!]
[มอบรางวัล: 'บัวรดน้ำมิติเวลา (เลเวล 1)' ถูกจัดเก็บในช่องเก็บของวิเศษ โฮสต์สามารถเรียกใช้งานได้ผ่านจิตใต้สำนึก]
ปุณณ์ยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี เป็นยิ้มที่มาจากความภาคภูมิใจล้วนๆ แม้ร่างกายจะเจ็บระบมไปทุกสัดส่วน แต่เขาทำสำเร็จ เขาก้าวข้ามขีดจำกัดความอ่อนแอของตัวเองไปได้อีกขั้นแล้ว
เขาหลับตาลง ปล่อยให้สายลมร้อนๆ พัดผ่านใบหน้าที่ชื้นเหงื่อ พักฟื้นฟูร่างกายอยู่บนพื้นดินนั้นเงียบๆ
"ไปอดอยากความลำบากมาจากไหน ถึงได้มาระทมทุกข์อยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ แบบนี้"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับเงาดำทะมึนที่ทาบทับลงมาบังแสงแดดให้จนมิด
ปุณณ์ลืมตาขึ้นช้าๆ กะพริบตาไล่หยาดเหงื่อ ภาพที่เห็นคือชายร่างสูงใหญ่ในชุดทำงานทะมัดทะแมง ยืนค้ำหัวเขาอยู่ ใบหน้าคมเข้มภายใต้ปีกหมวกคาวบอยเรียบตึงไร้อารมณ์ แต่นัยน์ตาสีดำสนิทกลับหลุบมองลงมาสำรวจสภาพอันน่าเวทนาของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
พ่อเลี้ยงสิงห์... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
ปุณณ์ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก นิ้วมือที่พองจนแตกแสบแปลบขึ้นมาทันทีที่สัมผัสกับพื้นดิน เขาพยายามเก็บอาการ ซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังหลัง เชิดหน้าขึ้นสู้สายตาดุๆ นั้น
"ผมก็แค่ลงมือทำตามโปรเจกต์ที่ตกลงกันไว้" ปุณณ์ตอบเสียงหอบนิดๆ "คุณมาทำไม ไม่ได้บอกให้มาตรวจงานสักหน่อย"
สิงห์ไม่ตอบ แต่ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าปุณณ์ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาเตะจมูก มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อมือเล็กของปุณณ์ ดึงรั้งให้ดึงมือที่ซ่อนไว้ออกมาดู
"โอ๊ย! เจ็บนะ ปล่อย!" ปุณณ์ร้องเสียงหลง พยายามสะบัดมือออก แต่แรงบีบที่ข้อมือกลับแน่นราวกับคีมเหล็ก
สิงห์ก้มมองฝ่ามือขาวที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยถลอก ดินโคลน และตุ่มน้ำพองใสที่บางจุดแตกออกจนเลือดซึม หัวคิ้วหนากระตุกเข้าหากันแน่น ความรู้สึกไม่สบอารมณ์ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
"อวดเก่ง" สิงห์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน นัยน์ตาวาวโรจน์มองหน้าปุณณ์ดุๆ "อยากได้เงินร้อยล้านจนไม่เจียมสังขารตัวเอง ทำเป็นอวดดีถือจอบถือเสียม สภาพมือพังแบบนี้ คืนนี้จะหยิบช้อนกินข้าวยังไง"
"นั่นมันเรื่องของผม ผมจัดการตัวเองได้!" ปุณณ์เถียงคอเป็นเอ็น ไม่ยอมอ่อนข้อให้ "ปล่อยมือผมเดี๋ยวนี้ คุณมันพวกฉวยโอกาส!"
"ฉวยโอกาส?" สิงห์แค่นเสียงหัวเราะ บีบข้อมือเล็กนั้นแน่นขึ้นอีกนิดจนปุณณ์เบ้หน้า "กับสภาพมอมแมมคลุกฝุ่นเหมือนลูกหมาตกโคลนแบบเธอเนี่ยนะ ฉันเอาเวลาไปลูบหัวไอ้ด่างหน้าปางไม้ยังเจริญหูเจริญตากว่าเยอะ"
"ไอ้...!" ปุณณ์อ้าปากจะด่ากลับ แต่ถูกขัดขึ้นซะก่อน
"ลุกขึ้น" สิงห์ออกคำสั่งเสียงเด็ดขาด ปล่อยมือปุณณ์ออกแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "กลับบ้าน ไปทำแผล สภาพแบบนี้ขืนอยู่ต่อได้เป็นภาระคนอื่นต้องแบกส่งโรงพยาบาล"
"ผมยังดูพื้นที่ไม่เสร็จเลย!"
"ฉันบอกให้กลับก็กลับ!" สิงห์ตวาดเสียงดังลั่น จนไอ้เข้มที่ยืนแอบอยู่ไกลๆ สะดุ้งโหยง "ถ้าเธอดื้อแพ่งไม่ยอมกลับ ฉันจะจับเธอยัดใส่รถ แล้วโยนโปรเจกต์ฟาร์มบ้าบอนี่ทิ้งลงถังขยะซะ!"
คำขู่เรื่องโปรเจกต์ทำเอาปุณณ์ชะงัก ไฟแค้นและเงินพันล้านลอยมาค้ำคอ เขาจำใจต้องสงบปากสงบคำ กัดฟันพยุงร่างอันบอบช้ำของตัวเองลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าลวกๆ
"กลับก็กลับสิ ไม่เห็นต้องตะคอกเลย" ปุณณ์บ่นอุบอิบ เดินกะเผลกๆ นำหน้าไปที่รถกระบะของเข้ม ทิ้งให้สิงห์ยืนมองตามแผ่นหลังบางที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
สิงห์ล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง ถอนหายใจออกมายาวเหยียด รังเกียจความใจอ่อนที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในซอกหลืบความรู้สึก
เขาแพ้ทางเด็กดื้อตาใสตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ...