ตอนที่ 1: ลืมตาในความมืด
ความเย็นเยียบคือสัมผัสแรกที่ปลุกสติสัมปชัญญะให้ตื่นขึ้น มันมิใช่เพียงความเย็นของเครื่องปรับอากาศในห้องผ่าตัดที่คุ้นเคย ทว่าเป็นความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านผิวหนัง หนาวลึกไปถึงกระดูกดำ ราวกับร่างกายถูกทิ้งให้นอนแช่อยู่ในสระน้ำแข็งเนิ่นนานนับเดือน กลิ่นอับชื้นของเชื้อราบนเนื้อไม้ผุพัง ลอยปะปนมากับกลิ่นคาวเลือดแห้งกรังและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของของเสีย มันตีตื้นขึ้นมาจนสัญชาตญาณต้องสั่งให้กลั้นหายใจ
หญิงสาวพยายามขยับเปลือกตา ทว่ามันกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง อาการปวดร้าวแล่นริ้วจากท้ายทอยลงมาตามแนวไขสันหลัง ปวดแปลบดั่งมีเข็มเงินนับหมื่นเล่มทิ่มแทงอยู่ตามข้อต่อทุกส่วนของร่างกาย
ในหัวของนาง ผู้ซึ่งเคยเป็นถึงหัวหน้าศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งยุค เริ่มประเมินสถานการณ์ด้วยความเยือกเย็นอันเป็นนิสัยส่วนตัว นางจำได้เพียงว่าตนเองล้มพับลงหน้าเตียงผ่าตัดหลังจากยืนผ่าตัดเคสฉุกเฉินติดต่อกันยาวนานถึงสามสิบหกชั่วโมง หัวใจที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัดหยุดเต้นไปแล้ว นางมั่นใจในข้อเท็จจริงทางการแพทย์ข้อนี้ดี ทว่า... เหตุใดตอนนี้นางจึงยังมีความรู้สึกนึกคิดอยู่อีก
เมื่อรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี หญิงสาวฝืนลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตาคือความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องลอดผ่านรอยขาดของกระดาษกรุหน้าต่างเข้ามาเป็นสาย เผยให้เห็นสภาพห้องที่ซอมซ่อ ขื่อคานเบื้องบนเต็มไปด้วยหยากไย่ ผนังปูนกะเทาะหลุดร่อนจนเห็นอิฐสีหม่นด้านใน ไม่มีแสงไฟเรืองรองของเครื่องวัดชีพจร ไม่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าของพยาบาลเวรดึก
นางพยายามจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ทว่าร่างกายกลับไม่ตอบสนองตามคำสั่ง มันหนัก... หนักเกินไป
แขนที่พยายามยันกายขึ้นสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงก่อนจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นไม้กระดานเย็นเฉียบอีกครั้ง นางหอบหายใจหนักหน่วง สัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อที่กระเพื่อมไหวอยู่บนหน้าอกและหน้าท้อง มันหนาเตอะและเชื่องช้า นิ้วมือที่เคยเรียวยาว มั่นคง และปราดเปรียวพอจะจับมีดใบหลิวกรีดลงบนเส้นเลือดฝอยได้อย่างแม่นยำ บัดนี้กลับบวมเป่งจนแทบจะมองไม่เห็นข้อนิ้ว ผิวหนังที่สัมผัสได้นั้นหยาบกร้าน สากระคายราวกับเปลือกไม้แห้ง
หญิงสาวขมวดคิ้ว มือที่บวมฉุค่อยๆ ยกขึ้นแตะใบหน้าตนเอง แก้มที่เคยตอบรับกับโครงหน้า บัดนี้เต็มไปด้วยเนื้อก้อนใหญ่ที่ย้วยยานยามขยับตัว ผิวหน้าสากและมีตุ่มขรุขระเต็มไปหมด นางลองใช้นิ้วชี้กดลงบนท่อนแขนของตนเองแรงๆ
เนื้อที่ถูกกดบุ๋มลงไป... และไม่ยอมคืนสภาพกลับมาในทันที
ร่องรอยบุ๋มนั้นค้างอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ ฟูขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
นี่ไม่ใช่อาการอ้วนท้วนจากการสะสมไขมันธรรมดา ในฐานะแพทย์ นางอ่านสัญญาณของร่างกายออกในเสี้ยววินาที อาการบวมน้ำขั้นรุนแรง ระบบการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองล้มเหลว ตับและไตกำลังทำงานผิดปกติอย่างหนัก ร่างกายนี้กำลังถูกพิษร้ายบางอย่างกัดกินจากภายในอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง อาการปวดศีรษะที่รุนแรงราวกับกะโหลกถูกผ่าซีกก็จู่โจมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ภาพความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของนาง ไหลทะลักเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก เสียงกรีดร้อง เสียงหัวเราะเยาะเย้ย และภาพใบหน้าของผู้คนในอาภรณ์โบราณสลับซับซ้อนทับซ้อนกันจนน่าเวียนหัว
‘เสิ่นชิงหลี’ คือชื่อของเจ้าของร่างนี้
สตรีผู้เคยงดงามที่สุดในเมืองหลวง บุตรีสายตรงแห่งจวนเสนาบดีฝั่งบุ๋น ผู้ก้าวเข้าสู่วังหลังด้วยความสง่างามและได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮาเคียงข้างบัลลังก์มังกรของฮ่องเต้จ้าวเหยียนเฉิน ในช่วงปีแรก นางคือหงส์ที่สยายปีกเหนือผู้คน ความโปรดปรานที่ได้รับทำให้ตระกูลเสิ่นเรืองอำนาจถึงขีดสุด ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อนางตั้งครรภ์มังกร
ภาพความทรงจำฉายชัดถึงถ้วยน้ำแกงสีเข้มและขนมหวานเลิศรสที่ถูกส่งมาจากตำหนักของ ‘ชุยหว่าน’ หรือ ชุยกุ้ยเฟย สตรีผู้มีใบหน้าอ่อนหวานราวกับดอกเหลียนฮวา รอยยิ้มอารีและคำพูดห่วงใยที่พร่ำบอกให้ฮองเฮาบำรุงครรภ์ให้มาก เพื่อให้โอรสสวรรค์ในครรภ์แข็งแรง
เสิ่นชิงหลีคนเดิมเสวยทุกสิ่งด้วยความไว้วางใจ จากร่างกายที่เคยอรชรดั่งกิ่งหลิว เริ่มบวมอืดขึ้นทีละน้อย ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี เริ่มมีจุดด่างดำและหยาบกร้าน เหล่าหมอหลวงที่ถูกซื้อตัวไปแล้วต่างกราบทูลฮ่องเต้ว่า เป็นเพียงอาการปกติของสตรีมีครรภ์ที่บำรุงมากเกินไป
จนกระทั่งวันแห่งการให้กำเนิดมาถึง
เสียงกรีดร้องทรมานของเสิ่นชิงหลีดังก้องไปทั้งตำหนัก เลือดสีแดงฉานไหลทะลัก ทว่าเมื่อทารกน้อยส่งเสียงร้องอุแว้แรกออกมา สิ่งที่นางได้รับกลับไม่ใช่รอยยิ้มยินดีจากสวามี
ฮ่องเต้จ้าวเหยียนเฉินก้าวเข้ามาในห้องประสูติ ทว่าเมื่อสายตาของพระองค์ปะทะเข้ากับร่างที่นอนอยู่บนเตียง ฝีเท้าของโอรสสวรรค์กลับหยุดชะงัก สายตาที่เคยมองนางด้วยความหลงใหล บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง หวาดระแวง และรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
ร่างบนเตียงมิใช่นางพญาหงส์ที่เขารู้จัก แต่เป็นสตรีอ้วนท้วนฉุบวมจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฝ้าและเหงื่อไคล ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปียกชื้น ดูน่าเกลียดน่ากลัวจนแทบไม่อยากทอดพระเนตรซ้ำ
"นี่หรือคือฮองเฮาของข้า? เหตุใดจึงอัปลักษณ์ปานนี้!"
น้ำเสียงเยียบเย็นที่หลุดออกจากโอษฐ์ของบุรุษที่เป็นดั่งแผ่นฟ้า กรีดแทงหัวใจของเสิ่นชิงหลีจนแหลกสลาย พระองค์สะบัดชายแขนเสื้อปักลายมังกรแล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้อุ้มชูองค์ชายใหญ่ที่เพิ่งประสูติ ทิ้งให้นางนอนร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ท่ามกลางกองเลือด
หลังจากวันนั้น นรกบนดินของเสิ่นชิงหลีก็เริ่มต้นขึ้น
ความโปรดปรานถูกริบคืน ชุยกุ้ยเฟยฉวยโอกาสอ้างว่าฮองเฮาร่างกายอ่อนแอ ไม่พร้อมดูแลองค์ชายใหญ่ จึงทูลขอรับเด็กไปเลี้ยงดูเองที่ตำหนัก เสิ่นชิงหลีพยายามดิ้นรน ร้องขอ และโวยวาย ทว่ารูปลักษณ์ที่น่าเกลียดประกอบกับอารมณ์ที่เกรี้ยวกราดจากการสูญเสียลูก ทำให้นางถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีวิปลาส
สุดท้าย ราชโองการสั่งปลดจากอำนาจการปกครองวังหลังก็ร่วงหล่นลงมา นางถูกขับไล่ให้มาอยู่ในตำหนักเย็นอันรกร้างท้ายวัง ไร้บ่าวไพร่เหลียวแล ไร้อาหารชั้นดี มีเพียงเศษข้าวเย็นชืดและเสื้อผ้าหยาบๆ ให้ประทังชีวิต
ตลอดห้าปีในตำหนักเย็น เสิ่นชิงหลีเฝ้ามองดูโอรสของตนเติบโตผ่านซี่หน้าต่างกระดาษในบางโอกาสที่ขบวนเสด็จผ่าน ทว่าสายตาของเด็กชายวัยห้าหนาวที่มองมายังนาง กลับมีแต่ความหวาดกลัวและรังเกียจ ชุยกุ้ยเฟยพร่ำสอนองค์ชายใหญ่ทุกวันว่ามารดาแท้ๆ เป็นเพียงสตรีวิกลจริตที่น่าขยะแขยง เป็นปีศาจร้ายที่หมายจะกินเนื้อเด็ก
ความเจ็บปวดจากการถูกลูกชายสายเลือดในอกมองด้วยสายตารังเกียจ คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทับถมลงบนหลังลา เสิ่นชิงหลีตรอมใจ ร่างกายที่บวมน้ำจากพิษร้ายสะสมประกอบกับความหนาวเย็นของพายุหิมะในคืนนี้ ทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว วิญญาณของนางแตกสลายและดับสูญไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงร่างเนื้อที่พังทลาย เพื่อรองรับวิญญาณดวงใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา
อาการปวดหัวค่อยๆ ทุเลาลง ศัลยแพทย์สาวในร่างเสิ่นชิงหลีหอบหายใจลึก นางใช้มือที่บวมเป่งลูบคลำไปตามหน้าอกของตนเอง สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่แผ่วเบาแต่ยังคงดื้อรั้นที่จะมีชีวิต
นางมิใช่คนที่จะมานั่งฟูมฟายให้กับโชคชะตาที่บัดซบ ในโลกก่อน นางเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ต้องปากกัดตีนถีบ แข่งขัน สอบชิงทุน จนก้าวขึ้นมาเป็นศัลยแพทย์แนวหน้าได้ด้วยสองมือและมันสมองของตนเอง นางเผชิญหน้ากับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ความตายเป็นเพียงกลไกทางชีววิทยาที่หยุดทำงาน ไม่ใช่สิ่งลี้ลับที่ต้องหวาดกลัว
และในเมื่อตอนนี้ สวรรค์เล่นตลกส่งนางมาอยู่ในระบบนิเวศอันเน่าเฟะของวังหลังต้าจิ่ง ให้นางมารับช่วงต่อกระดานหมากที่พ่ายแพ้ยับเยินนี้ นางก็ยินดีจะเล่นมันให้จบ
"เสิ่นชิงหลี..." นางเค้นเสียงแหบพร่าแห้งผากของตนเองเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบงัน เสียงนั้นแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวอยู่ด้านนอก "เจ้าพักผ่อนให้สบายเถิด หนี้เลือดทั้งหมดที่พวกมันทำไว้กับเจ้าและลูก... ข้าจะทวงคืนให้เองทุกหยาดหยด"
แววตาที่เคยหม่นหมองสิ้นหวังของฮองเฮาตำหนักเย็น บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและคมกริบดุจใบมีดศัลยกรรม นางกวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง แม้จะมีเพียงแสงจันทร์ แต่สายตาที่คุ้นชินกับความมืดเริ่มปรับโฟกัสได้
เตียงไม้ที่นางนอนอยู่มีสภาพผุกร่อน ผ้าห่มที่คลุมกายบางเฉียบราวกับกระดาษ ไม่สามารถต้านทานความหนาวเย็นของต้นยามจื่อได้เลย หากปล่อยไว้เช่นนี้ ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจะเข้าสู่ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำเกินไป และหัวใจอาจหยุดเต้นอีกครั้ง
นางต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นโดยด่วน
เสิ่นชิงหลีกัดฟันแน่น รวบรวมกำลังแขนทั้งสองข้างยันขอบเตียง ค่อยๆ พยุงร่างที่หนักอึ้งและอุ้ยอายให้ลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปตามข้อเข่าและข้อเท้าทันทีที่ต้องรับน้ำหนักตัว นางสูดปากด้วยความเจ็บ ทว่าไม่มีเสียงร้องครวญครางเล็ดลอดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ขาทั้งสองข้างหย่อนลงสัมผัสพื้นไม้กระดานที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทุกลมหายใจเข้าออกต้องใช้สมาธิควบคุมไม่ให้ล้มลงไป นางเดินไปที่มุมห้องตรงตำแหน่งที่มีเงาดำทะมึนของตู้ไม้เก่าๆ ตั้งอยู่ สัญชาตญาณและเศษเสี้ยวความทรงจำบอกนางว่า ในนั้นน่าจะมีเสื้อผ้าเก่าๆ ซุกซ่อนอยู่บ้าง
เมื่อเปิดตู้เนื้อไม้สากๆ ออกมา มีเพียงเสื้อคลุมสีเทาหม่นเนื้อหยาบสองสามตัว นางไม่สนใจความอับชื้น หยิบมันมาสวมทับลงบนร่างกายและพันรอบคอเพื่อรักษาอุณหภูมิ จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นไหกระเบื้องใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยเตี้ยข้างหน้าต่าง
นางเดินลากเท้าไปที่โต๊ะนั้น ภายในไหมีน้ำเย็นเฉียบเหลืออยู่เพียงก้นไห ข้างกันมีชามกระเบื้องบิ่นๆ ใบหนึ่งที่ภายในมีคราบข้าวต้มแห้งกรังติดอยู่ นี่คงเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่ทำให้อดีตเสิ่นชิงหลีสิ้นใจ
นางหยิบชามบิ่นนั้นขึ้นมาดมใกล้ๆ กลิ่นข้าวบูดผสมกับกลิ่นเหม็นเขียวจางๆ ที่ซ่อนอยู่ ทำให้มุมปากของนางกระตุกยิ้มหยัน
"ดอกอูหยา... สมุนไพรฤทธิ์เย็นจัด หากคนปกติกินเข้าไปก็แค่อาการท้องร่วง ทว่าหากให้สตรีที่มีภาวะบวมน้ำจากพิษกู่เหมันต์กินต่อเนื่องกัน มันคือยาเร่งให้หัวใจวายเฉียบพลัน"
นางวางชามลงที่เดิม แววตาฉายรังสีอำมหิตวูบหนึ่ง ชุยกุ้ยเฟยช่างรอบคอบนัก แม้ฮองเฮาจะตกต่ำอยู่ในตำหนักเย็นมาห้าปี ก็ยังไม่วายส่งคนมาลอบวางยาเร่งปฏิกิริยาพิษอย่างเงียบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเสิ่นชิงหลีจะไม่มีวันลุกขึ้นมาแย่งชิงตำแหน่งพระมารดาขององค์ชายใหญ่ได้อีก
แต่ชุยกุ้ยเฟยคำนวณพลาดไปอย่างหนึ่ง นางสามารถฆ่าเสิ่นชิงหลีคนเดิมได้สำเร็จ ทว่ากลับไปปลุกปีศาจที่เชี่ยวชาญเรื่องการชำแหละความตายให้ตื่นขึ้นมาแทน
เสิ่นชิงหลียกมือขึ้นนวดขมับตนเองเบาๆ นางต้องรีบจัดการกับพิษในร่างกายก่อนเป็นอันดับแรก พิษกู่เหมันต์เป็นพิษโบราณที่สะสมในกระแสเลือดและน้ำเหลือง การจะขับพิษนี้ได้ต้องใช้การฝังเข็มทะลวงจุดลมปราณ เพื่อกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายของเสียในร่างกายกลับมาทำงาน พร้อมกับการใช้ยาสมุนไพรฤทธิ์ร้อนต้มดื่มเพื่อล้างคราบพิษที่เกาะอยู่ตามผนังอวัยวะภายใน
ปัญหามีเพียงข้อเดียว... ในตำหนักเย็นที่ถูกปิดตายแห่งนี้ นางจะหาเข็มเงินและยาสมุนไพรมาจากที่ใด
นางกวาดสายตาไปรอบตัวอีกครั้ง มองหาเศษโลหะหรือสิ่งใดก็ตามที่พอจะดัดแปลงได้ ทันใดนั้น สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเงาสะท้อนของตนเองบนเศษกระจกทองเหลืองบิ่นๆ ที่วางแหมะอยู่บนพื้นใกล้โต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ
หญิงสาวค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ หยิบเศษกระจกนั้นขึ้นมาส่องดูใบหน้าตนเองชัดๆ
แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วจากความทรงจำที่ได้รับมา ทว่าเมื่อเห็นภาพสะท้อนด้วยตาตนเอง นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว ใบหน้าที่สะท้อนอยู่บนกระจกทองเหลืองนั้นบวมอืดจนแทบมองไม่เห็นสันจมูก เปลือกตาบวมตุ่ยจนดวงตาดูเล็กลงไปถนัดตา ผิวแก้มเต็มไปด้วยรอยฝ้าสีเข้มและตุ่มน้ำใสเล็กๆ ที่เกิดจากพิษตกค้าง ใต้คางมีชั้นเนื้อหนาพับซ้อนกันจนคอแทบหายไป
นางวางกระจกลงอย่างไม่ใส่ใจ รูปลักษณ์ภายนอกเป็นเพียงเปลือก สิ่งที่นางสนใจคือปิ่นปักผมไม้เรียบๆ ที่เสียบมวยผมอันยุ่งเหยิงของตนเองต่างหาก นางดึงปิ่นไม้นั้นออก ปล่อยให้เส้นผมที่แห้งกรอบร่วงหล่นสยายเต็มแผ่นหลัง
ที่ปลายปิ่นไม้นั้น มีเศษลวดเงินเส้นเล็กๆ พันรอบอยู่เพื่อกันเนื้อไม้แตก นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่หลงเหลือติดตัวฮองเฮาผู้ตกอับ
เสิ่นชิงหลีใช้ฟันกัดและค่อยๆ ดึงเส้นลวดเงินนั้นออกมา มันยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือและมีความแข็งพอสมควร แม้จะไม่ได้มาตรฐานเทียบเท่าเข็มฝังของหมอหลวง และปราศจากการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ ทว่าในสถานการณ์ที่ความตายมาจ่อคอหอยเช่นนี้ นางไม่มีสิทธิ์เลือก
นางลุกขึ้นเดินกลับไปที่เตียง นั่งขัดสมาธิอย่างยากลำบาก มือที่บวมเป่งจับลวดเงินเส้นนั้นไว้มั่น นางหลับตาลง ดึงสมาธิทั้งหมดกลับมาจดจ่อที่โครงสร้างร่างกายมนุษย์ในหัว ภาพกายวิภาคศาสตร์ เส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง เส้นประสาท และจุดลมปราณต่างๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดอย่างชัดเจนราวกับมีตำรามากางวางอยู่ตรงหน้า
นางสูดลมหายใจเข้าลึก... ก่อนจะแทงปลายลวดเงินลงบนจุด 'จูซานหลี่' ใต้หัวเข่าอย่างแรงและแม่นยำ!
ความเจ็บปวดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนสมองชาหนึบ ทว่ามือของเสิ่นชิงหลีกลับนิ่งสนิท นางขยับหมุนลวดเงินเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นจุดลมปราณ บังคับให้เลือดที่คั่งค้างเริ่มไหลเวียน เหงื่อเย็นๆ เม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผากแม้ในห้องจะหนาวเหน็บ
นี่เป็นเพียงการทะลวงจุดชั่วคราวเพื่อยืดเวลาให้หัวใจทำงานต่อไปได้ อีกไม่นานฟ้าก็จะสาง เมื่อรุ่งสางมาถึง นางจะต้องหาทางออกไปจากห้องนี้ เพื่อหาพืชสมุนไพรและเครื่องมือที่เหมาะสมกว่านี้ให้จงได้
เสิ่นชิงหลีนั่งนิ่งอยู่ในความมืด ปล่อยให้ลวดเงินปักคาอยู่ที่ขา ปล่อยให้ความเจ็บปวดเป็นเครื่องเตือนสติว่านางยังมีชีวิตอยู่ แววตาของนางจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง มองฝ่าความมืดมิดไปยังทิศทางของตำหนักกลางอันวิจิตรตระการตา สถานที่ที่สวามีผู้เย็นชาและศัตรูตัวฉกาจของนางกำลังหลับใหลอย่างมีความสุข
"เสวยสุขกันให้พอเถิด..." น้ำเสียงเย็นเยียบกระซิบแผ่วเบากับสายลมหนาว "เพราะเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น... ตำราแพทย์บทใหม่ของตำหนักเย็นกำลังจะเริ่มถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดของพวกเจ้า"