ถึงแม้จะกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่ใบหน้าของญาดานั้นแสดงอาการประหม่าออกมาได้อย่างชัดเจน เธอมองไปที่ประตูห้องนอนที่กำลังแง้มเปิดออกมาอย่างช้าๆ
เขาส่งยิ้มให้เธอแบบที่ดูเหมือนกับว่ามันน่าจะเป็นมิตรมากกว่าที่คิดเอาไว้ ญาดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อสองตาของเธอกำลังมองเห็น..วิญญาณที่รูปร่างของเขามันเหมือนกับมนุษย์มากทีเดียวเพราะว่าเขาไม่ได้โปร่งแสงหรือว่ามาในสภาพที่ทำใจมองหน้าเขาได้ยาก
“รู้ไหมว่าเธอเป็นคนแรกเลยนะ ที่บอกให้เรามาคุยด้วยกันดีๆ ที่ผ่านมามีแต่คนไล่ผมไป หรือไม่ก็วิ่งหนีออกไปเลย ซึ่งผมออกจากบ้านหลังนี้ไม่ได้เพราะอย่างนั้นเมื่อคนพวกนั้นไล่ผม ผมก็เลยแสดงท่าทางที่มันน่ากลัวเพื่อขับไล่พวกเขาออกไปแทน”
โอ้..เธอควรจะดีใจกับคำกล่าวนั้นใช่ไหมนะ
ญาดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เธอค่อยๆ ช้อนสายตามองหน้าเขา
“คือ..ฉันพึ่งจะย้ายเข้ามาใหม่ค่ะ”
“เรื่องนั้นผมรู้แล้ว ผมเห็นคุณกับเพื่อนขนของมากมายเข้ามาที่นี่”
แล้ว..มันควรจะพูดเรื่องไหนต่อไปดีวะ เกิดมาไม่เคยคุยกับผีมาก่อนด้วย
“ฉัน..อ่า..หากว่าฉันบอกว่าไม่กลัวมันคงจะแปลกๆ สินะคะ คือว่าในตอนแรกฉันก็แอบกลัวเหมือนกันแต่พอคุณปรากฏออกมาใน..รูปร่างที่ปกติ ฉันคิดว่าฉันพอจะรับได้นิดหน่อย อย่างที่คุณรู้ฉันพึ่งย้ายเข้ามาใหม่และฉันไม่มีเงินพอที่จะย้ายบ้านใหม่หรอกค่ะ ฉันไม่รู้ว่าควรจะพูดแบบนี้ดีไหม แต่ฉันย้ายออกไปจากที่นี่ไม่ได้เพราะอย่างนั้นเรามาหาวิธีอยู่ร่วมกันอย่างสันติดีไหมคะ?”
แม้แต่ญาดาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะพูดอะไรแบบนั้นออกไป หาวิธีอยู่กับผีเนี่ยนะ..?
อันที่จริงหากตัดเรื่องที่ว่าเขาคือวิญญาณออกไป ชายเบื้องหน้าถือเป็นชายหนุ่มที่อายุราวยี่สิบกลางๆ และเขามีใบหน้าที่น่ามองพอสมควรเลย
“ผมไม่ได้คิดจะไล่คุณไปนะครับ ตรงกันข้ามเลย..ผมอยู่ที่นี่มานานและมีแค่คุณคนเดียวที่มองเห็นผมและพูดคุยกันแบบดีๆ แบบนี้ ผมแค่อยากจะ..พูดคุยกับคุณ”
แววตาของเขามันเก็บซ่อนความอ้างว้างและโดดเดี่ยวเอาไว้มากมายพอสมควรเลย เธอไม่ได้ศึกษาหรือมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มากมายเท่าไหร่นัก แต่การที่เขาบอกว่าเขาอยู่คนเดียวมันทำให้ญาดารู้สึกได้เลยว่าเราทั้งสองคนไม่ต่างกัน เธอเองก็อยู่คนเดียวซะส่วนใหญ่ ครอบครัวของเธอมีแม่เพียงคนเดียวและแม่ก็อยู่ต่างจังหวัด เราติดต่อกันผ่านทางข้อความเพราะว่าแม่คงยุ่งจนไม่มีเวลาโทรมาหาเธอ
ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินเสียงของแม่ก็หลายเดือนมาแล้ว..
ญาดามองหน้าของเขาก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะยกสูงขึ้นมา
“ฉันเองก็ดูเหมือนจะอยู่คนเดียวมานานเหมือนกัน คือฉันพูดไม่ค่อยเก่ง..”
เขามองหน้าเธอด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
“เรื่องนั้นไม่เป็นไรเลยครับ”
“อ่า..เอ่อ คุณต้องการให้ฉันทำบุญให้ไหมคะ?”
เพราะส่วนใหญ่วิญญาณต้องการอะไรแบบนั้นนี่
“เรียกผมว่าตะวันเถอะครับ ส่วนเรื่องการทำบุญ ผมได้รับเยอะมากๆ จากคนที่ไม่ต้องการ..เพราะอย่างนั้นคุณไม่ต้องทำบุญให้ผมหรอกครับ แค่ให้ผมอยู่กับคุณก็พอ..”
คำขอของเขานั้นแสนเรียบง่าย แต่สำหรับญาดาเธอต้องปรับตัวเยอะมากทีเดียว
“ญาดา ตื่นได้แล้วครับ..”
หลังจากนั้นเราก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว ตะวันทำหน้าที่เป็นนาฬิกาปลุกเพื่อปลุกเธอให้ลุกจากที่นอนในช่วงเช้า ส่วนญาดาเธอทำมื้อเช้าในส่วนของเธอ
“วันนี้เลิกช้างั้นเหรอ?”
ญาดาพยักหน้า
“ช่วงนี้ต้องทำโอทีเพิ่มน่ะ พอดีมีของที่อยากได้เยอะแยะเต็มไปหมดเลย”
ตะวันขบเม้มริมฝีปากเบาๆ การที่มีญาดาเข้ามาอยู่ในบ้านที่แสนเงียบเหงาของเขานั้น มันเหมือนกับว่าจิตที่เหลืออยู่ของตะวันผูกติดกับญาดาไปแล้ว ช่วงเวลาที่ญาดาไปทำงานเขาก็จะอยู่ในบ้านเงียบๆ อ่านหนังสือที่เธอซื้อมาให้เพราะญาดาไม่อนุญาตให้เขาเปิดโทรทัศน์เพราะมันจะแปลกเกินไป เวลาที่โทรทัศน์เปลี่ยนช่องได้ในช่วงที่ไม่มีคนอยู่ในบ้าน
พอถึงช่วงเที่ยงตะวันจะภาวนาให้เวลาเดินผ่านไปเร็วเพราะว่าเขาอยากให้ถึงตอนเย็นเร็วๆ เขาอยากพบเจอใบหน้าของญาดา..
ส่วนวันหยุด ญาดาจะทำความสะอาดบ้านและนอน เขาชอบมากๆ ที่เธอแทบไม่เคยออกจากบ้านหรือว่ามีคนมาหาเธอที่บ้านเลย เพราะมันทำให้เขามีช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเธอมากขึ้นอีกหน่อย
เมื่อญาดาเห็นท่าทางที่หงอยเหงาของตะวันเธอก็ยกมือขึ้นมาและสัมผัสที่แก้มของเขาเบาๆ
ถึงแม้จะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงไออุ่นแต่เธอรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นนะ ตะวันทำให้เธอมองวิญญาณทุกตัวแตกต่างไปจากเดิม เพราะพวกเขาไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด
ตะวันบอกกับเธอว่าที่เขาไปไหนไม่ได้เพราะว่าเขาจะต้องอยู่ในบ้านนี้เนื่องจากตายที่นี่ เพราะความเศร้าหมองจากใบหน้านั้นทำให้เธอไม่คิดกล่าวถามเรื่องสาเหตุการตายของเขาอีกเลย เธอไม่อยากให้เขารู้สึกสะเทือนใจ
และสิ่งของที่เธออยากได้มันคือเสื้อผ้าชุดใหม่ เธอเห็นตะวันสวมชุดเดิมของเขามานานมากๆแล้ว เธออยากจะซื้อชุดใหม่ให้เขา
ญาดาเคยคิดว่าเธอไม่ค่อยชอบการพูดคุยกับคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่เธอชอบพูดกับตะวันนะ เธอโบกมือลาเขาก่อนจะออกจากบ้าน เพราะเดินมาที่ทำงานได้ก็เลยประหยัดค่าเดินทางไปได้เยอะเลย
“ขอหนูไปด้วยค่ะ..”
เธอร้องห้ามเอาไว้เพราะคุณลุงคนหนึ่งกำลังจะปิดประตูลิฟต์ โชคดีที่คุณลุงท่านนั้นเปิดประตูลิฟต์เพื่อให้ญาดาขึ้นไปพร้อมกันกับเขา
“พึ่งเข้ามาทำงานงั้นหรือแม่หนู”
ญาดาส่งยิ้มให้กับคุณลุง
“หนูเข้ามาทำงานได้หลายเดือนแล้วค่ะ”
ญาดาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากคุณลุงและเมื่อเธอมองสบตากับคุณลุงท่านนั้นอยู่ดีๆ เขาก็ค่อยๆ หายตัวไปจากลิฟต์อย่างช้าๆ ทำให้ในตอนนี้มีเธอคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ด้านในลิฟต์นี้คนเดียว
ญาดาไม่ได้รู้สึกกลัว..อาจจะเป็นเพราะว่าเธออยู่กับตะวันทุกวันก็เลยเข้าใจว่าที่วิญญาณพวกนั้นมาแกล้งหลอกคน เป็นเพราะว่าพวกเขาเหงานั่นเอง คุณลุงท่านนี้ก็คงจะเหงาเหมือนกัน
“...ไม่กลัวหน่อยเหรอนังหนู”
ญาดายกยิ้มจางๆ
“กลัวสิคะ แต่หนูเข้าใจว่าคุณลุงคงจะเหงา มาหลอกหนูอีกก็ได้นะคะ อย่าไปหลอกคนอื่นที่เขากลัวลุงเลย”
เบื้องหน้าของญาดาปรากฏร่างของคุณลุงท่านนั้นอีกครั้ง
“เหอะ ลุงจะไม่มาหลอกแกเอ็งอีกแล้ว เสียเวลา..จะกรี๊ดกร๊าดให้สักหน่อยก็ไม่ได้”
ญาดาหัวเราะเบาๆ
“บอกชื่อมาได้ไหมคะ เดี๋ยวหนูจะไปทำบุญให้วันหยุดนี้..”
“อย่ามาทำดีหลอกลุงซะให้ยากเลย หากจะให้แลกกับการบอกหวยอะไรแบบนั้นลุงไม่เอาด้วยหรอก”