บทที่ 6
หญิงวิกลจริต
ขอเพียงคืนเดียวเท่านั้น
“อาจิ่ว! หยุด! อาจิ่วหยุดเดี๋ยวนี้”
จางอี้เตอรีบวิ่งไปอุ้มภรรยาสุดที่รักออกจากกองไฟร้อนผ่าว ปัดเศษซากกระดูกที่นางกอดเอาไว้อย่างรังเกียจ ทว่าจิ่วเม่ยกลับสะบัดหลุดออกจากอ้อมกอดสามีแล้วโผเข้าไปกอดจูบกระดูกเหล่านั้นราวกับแสนรัก
“ข้าฆ่าลูก! ข้าฆ่าลูก! ไม่นะ! ไม่จริง! ข้าไม่ได้ทำ! ข้าไม่ได้ทำ!”
จิ่วเม่ยฟูมฟายราวกับหญิงเสียสติ ดวงตาของนางเหม่อลอย นางพุ่งตัวเข้าไปในกองไฟครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับต้องการจะตายตกไปพร้อมๆ กับเลือดในอกที่นางได้ลงมือฆ่าด้วยมือของตนเอง
“ตั้งสติสิอาจิ่ว รู้หรือไม่ว่าตัวเจ้ามีแต่บาดแผลเต็มไปหมดแล้ว”
อี้เตอดึงภรรยาออกมาอีกครั้ง นางทั้งกรีดร้อง ทั้งดิ้นรนถีบถองวิ่งเข้าไปในกองไฟลุกโชน เปลวไฟเผาไหม้ผิวหนังของนางจนเห็นเนื้อแดงเถือก
ทุกคนต่างสลดสังเวชจนต้องเบือนหน้าหนี
“ข้าฆ่าลูก ข้าเป็นคนเลว ข้าเป็นแม่สารเลว!”
จิ่วเม่ยยังคงร้องโหยหวน เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นจากเปลวไฟเริ่มหลุดลุ่ย นางวิ่งไปทั่วด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเกือบเปล่าเปลือย
ไม่ว่านางวิ่งไปทางไหนชาวบ้านก็ต่างกระถดตัวถอยหนีด้วยความหวาดกลัว รังเกียจ สังเวช และสะเทือนใจ
“นางวิกลจริตเสียแล้ว”
ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้น ทำให้คนอื่นๆ รีบพยักหน้าเอออออย่างเห็นด้วย
“นางคงเป็นบ้าเพราะลงมือฆ่าลูกของตนเอง ถ้าข้าเป็นนางข้าก็คงเป็นบ้าไม่ต่างกัน ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”
หญิงชาวบ้านผู้มีบุตรถึงสามคนเอ่ยขึ้นพลางซับน้ำตาด้วยความสงสารจับใจ แต่นางก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เห็นด้วยกับการเผาทารกน้อยในกองเพลิง เพราะนางหวงแหนบุตรของนางทั้งสาม ไม่ต้องการให้ความกาลกิณีของเด็กนรกผู้นั้นมาแผ้วพานทำให้บุตรของนางต้องทุกข์ระทม
“จะปล่อยนางไว้แบบนี้ไม่ได้ บาดแผลของนางต้องรีบรับการรักษาโดยเร็วที่สุด”
หมอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเครียดขรึม ปราดไปจับตัวจางจิ่วเม่ยแล้วจี้จุดไปที่ลำคอจนนางสลบไป ก่อนจะสั่งให้จางอี้เตอนำตัวภรรยาเข้าไปในกระท่อม แล้วไหว้วานให้หญิงสาวคนอื่นๆ ช่วยเร่งบดยาสมานแผลไฟไหม้เพื่อมาพอกตามเรือนกายของจิ่วเม่ยให้เร็วที่สุด
“อนิจจา!”
ท่านผู้เฒ่าไพล่มือไปทางด้านหลังแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลงสังเวช ในขณะที่ผู้นำหมู่บ้านเดินไปเขี่ยเศษซากกองไฟที่กำลังมอดดับ เมื่อเห็นโครงกะโหลกศีรษะของเด็กทารกเขาก็กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ
“เป็นอันว่าเคราะห์ร้ายได้จากพวกเราไปแล้ว นับจากนี้หมู่บ้านซานเจี่ยวจะเต็มไปด้วยความสงบสุข”
ท่านผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น ยังผลให้ทุกคนถึงกับปรบมือโห่ร้องด้วยความดีใจ ก็แค่ชีวิตของเด็กทารกคนหนึ่ง เพิ่งคลอดมาไม่ถึงหนึ่งวันจะตายตกไปเสียก็ไม่เห็นน่าเสียดายตรงไหน
ขอเพียงคนหมู่มากผาสุก นี่สิคือสิ่งที่ควรกระทำ!
ทันทีที่ฟื้นคืนสติจางจิ่วเม่ยก็ผวาผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ด้วยตกใจที่ตนเองถูกสกัดจุดจนผล็อยหลับไป เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างจึงเห็นว่าพระอาทิตย์จวนจะลาลับขอบฟ้าเต็มทีแล้ว เวลานี้ดวงใจของนางจะเป็นอย่างไรเล่า คงแผดเสียงร้องไห้จ้าด้วยความหิวโหยอยู่แน่ๆ
ผู้เป็นมารดาเฝ้าคิดถึงแต่ลูกน้อย โดยไม่ได้สนใจความเจ็บปวดสุดแสนทรมานที่ราวกับจะโอบรัดร่างกายนางเอาไว้ให้เจ็บเจียนตาย แขน ขา และใบหน้าถูกพันด้วยผ้าขาวปกปิดรอยแผลเหวอะหวะเอาไว้
“อาจิ่วเจ้าฟื้นแล้วหรือ”
สามีปราดเข้ามาจับไหล่ของนางด้วยความห่วงใย ทว่าภายในดวงตากลับมีความรังเกียจฉายชัด เพราะจิ่วเม่ยที่เคยเป็นหญิงงามแทบลืมหายใจได้กลายเป็นหญิงรูปชั่วแสนอัปลักษณ์ไปเสียแล้ว
“หึ...ฮา ฮ่า ฮ่า”
จิ่วเม่ยเห็นสายตาเช่นนั้นของสามีก็ถึงกับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ยังผลให้จางอี้เตอถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจและหวาดกลัวระคนกัน
‘สามีชั่ว! ข้าผิดเองที่เลือกเจ้าเป็นสามี ข้าผิดเองที่ใฝ่ต่ำลงมาเกลือกกลั้วกับเจ้า!’
ดวงตาของจิ่วเม่ยเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ นางเป็นบุตรสาวของพ่อค้าข้าวในตัวเมืองพอมีอันจะกิน บุตรสาวคนเล็กที่มีความงามจนเป็นที่เลื่องลือ บิดาทั้งรักและหวงแหนนางราวกับไข่ในหินเพราะนางเป็นลูกหลง ถือกำเนิดในยามที่บิดามารดาอายุมากกว่าหกสิบปีแล้ว พี่น้องคนอื่นๆ ล้วนเติบโตออกเรือนกันหมดแล้ว
พี่สาวคนโตเป็นมารดานางได้ด้วยซ้ำไป อีกทั้งหลานสาวของนางยังมีอายุมากกว่านางอยู่หลายปี
ด้วยความงามของนางทำให้มีบุตรชายของขุนนางในเมืองเทียวมาเกี้ยวพาหมายจะยกนางเป็นภรรยาไม่ขาดสาย แต่นางกลับมีใจรักมั่นอยู่กับชายตัดฟืนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย นางมองข้ามฐานะ มองข้ามชาติตระกูล ด้วยคิดว่าเขาเป็นคนหนักเอาเบาสู้ เป็นคนมีความขยันขันแข็ง
และเชื่ออย่างหมดหัวใจว่าเขารักนางจากใจจริงๆ แต่เวลานี้นางได้รู้แล้ว ว่านางสมสู่อยู่กับสัตว์เดรัจฉานมาเนิ่นนาน
จางอี้เตอ...คือบิดาที่พร้อมจะฆ่าบุตรของตนเพียงเพื่อความอยู่รอด
จางอี้เตอ...คือสามีที่ฉายแววตารังเกียจเพียงเพราะความงามของนางจางหายเหลือเพียงความอัปลักษณ์น่าหวาดกลัว
ไม่ต้องส่องกระจก ไม่ต้องชะโงกมองเงาในน้ำ นางก็พอจะคาดเดาได้ว่าสภาพของนางคงไม่ต่างจากซากศพเดินได้ แต่แล้วอย่างไรเล่า... ต่อให้นางอัปลักษณ์กว่านี้นางก็ยอมขอเพียงรักษาชีวิตของบุตรสาวเอาไว้