24 ธันวาคม 1945
ในขณะที่ยาคอปกำลังนอนอ่านหนังสือ ‘คดีปริศนากับฆาตกรไร้เงา’ เล่มสองที่เขาได้เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าอยู่ที่ห้องนอนนั้น คุณครูมาร์ทาก็มาตามเขาให้ไปคุยกับเธอที่ห้องทำงาน
“ยาคอปจ๊ะ ตามครูมานี่หน่อยได้ไหม?”
“ครับ?”
ยาคอปปิดหนังสือลง พร้อมกับความสงสัย เพราะร้อยวันพันปีเขาไม่เคยถูกเรียกตัวไปที่ห้องทำงานของคุณครูมาร์ทามาก่อน เพราะถ้าหากใครที่ถูกเรียกตัวไปนั้น มันหมายความว่าคนคนนั้นได้ทำผิดกฎบางอย่างของสถานรับเลี้ยง
เด็กหนุ่มจึงสงสัยและระแวงว่าตัวของเขาได้ทำอะไรผิดร้ายแรงไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหรือไม่รู้ตัวหรือเปล่า
“อย่าทำหน้าตาสงสัยแบบนั้นสิจ๊ะ! ครูก็แค่อยากให้เรามาเลือกผู้ที่จะเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ของเธอในอนาคตเท่านั้นเอง”
คุณครูมาร์ทาพูดยิ้มๆ
“โอเคครับ”
ยาคอปพยักหน้าหงึกๆ เมื่อรู้ถึงจุดประสงค์ที่เธอให้เขาไปพบที่ห้องทำงานแบบนี้
ยาคอปเดินตามคุณครูมาร์ทาไปตามทางเดิน แล้วก็ได้เข้าไปในพื้นที่ที่เขาไม่เคยเข้าไปมาก่อนนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่
ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่คุมธีมเป็นสีขาว ทั้งสิ่งของเครื่องใช้ตลอดจนผ้าม่านต่างๆ มีเพียงโต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้อีก 2 ตัวตั้งอยู่ติดกับหน้าต่างเท่านั้นที่เป็นสีน้ำตาล
บนโต๊ะมีแผ่นเอกสารจำนวนมากมายวางระเนระนาดอยู่ บ่งบอกว่าคุณครูมาร์ทานั้นงานยุ่งมากแค่ไหนในแต่ละวัน
“นั่งลงก่อนสิจ๊ะ เดี๋ยวครูจะให้เราดูเอกสารสำหรับการรับเลี้ยงเอง”
คุณครูมาร์ทาพูด พร้อมกับผายมือไปที่เก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับเก้าอี้ของเธอ
“เอ่อ…ครับ…”
ยาคอปรับคำอย่างลังเล
เด็กหนุ่มลังเลว่าเขาพร้อมแล้วจริงหรือที่จะถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวอุปถัมภ์ ถ้าหากว่าตัวของเขาเข้ากันได้ไม่ดีกับคนที่รับอุปการะล่ะ? หรือถ้าหากเขาไปเจอกับครอบครัวอุปการะที่นิสัยไม่ดีล่ะ? เขาจะทำยังไง
คุณครูมาร์ทาดูเหมือนจะอ่านความคิดของยาคอปออก เธอจึงยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะกล่าวกับเขาว่า
“ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ ครูยืนยันว่าตอนนี้เธอพร้อมแล้วสำหรับการถูกอุปถัมภ์ และเอกสารของครอบครัวอุปถัมภ์ทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะนี่ ครูคัดกรองให้แล้วว่าพวกเขาเป็นคนดีแน่นอนจ้ะ”
“ครับ…”
แม้คุณครูมาร์ทาจะยืนยันแบบนั้นแล้ว แต่ยาคอปก็ยังไม่ค่อยมั่นใจอยู่ดี
“นี่จ้ะ เอกสารรายละเอียดของผู้อุปการะทั้งหมดทุกคน”
คุณครูมาร์ทายื่นเอกสารปึกหนึ่งให้กับยาคอป
เด็กหนุ่มรับพวกมันมาอย่างเงอะๆ งะๆ ก่อนที่จะเลือกดูรายชื่อของผู้คนที่อยู่ภายในนั้น
ผู้ที่ประสงค์จะรับอุปการะเด็กกำพร้าในสถานรับเลี้ยงนี้นั้นมีอยู่หลายคน แต่ละคนก็มาจากหลายพื้นที่ แตกต่างทางด้านเชื้อชาติ และมาจากหลายสาขาอาชีพ
บางคนเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศหลังสงครามสงบ บางคนเป็นช่างไม้ บางคนเป็นแพทย์ บางคนเป็นนักดนตรี บางคนเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย อาจจะเรียกได้ว่ามีแทบทุกอาชีพเลยทีเดียว
ยาคอปพลิกดูประวัติคร่าวๆ ของพวกเขาทีละคนอย่างไม่ลดละสายตา และเพื่อให้ตัวเองแน่ใจว่าจะได้ครอบครัวอุปถัมภ์ที่อยากจะรับเลี้ยงเขาเป็นลูกบุญธรรมจริงๆ ไม่ใช่เอาเขาไปทิ้งๆ ขว้างๆ และปล่อยให้อดๆ อยากๆ ไร้การเหลียวแล
.
“เสร็จแล้วหรือจ๊ะ?”
คุณครูมาร์ทาถามยาคอป หลังจากที่เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะเมื่ออ่านประวัติของผู้ที่ประสงค์จะรับอุปถัมภ์ทุกคนจนจบแล้ว
“ครับ…ก็…เสร็จแล้วครับ…”
ยาคอปพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
“แล้วเลือกได้หรือยังว่าเธอจะเลือกใคร?”
คุณครูมาร์ทาถามยาคอปอีกครั้ง
“ผมยังเลือกไม่ได้ครับ…แต่ผมอยากให้คุณครูช่วยคัดกรองผู้อุปถัมภ์ให้ผมตามเงื่อนไขของผมได้ไหมครับ?”
ยาคอปพูดกับหญิงสาวตรงหน้า
“ได้สิจ๊ะ! ว่ามาเลย!”
คุณครูมาร์ทาพยักหน้าพร้อมกับยิ้มกว้างๆ
“ข้อแรก พวกเขาจะต้องไม่ใช่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรครับ ซึ่งข้อนี้จะมีเหตุผลสัมพันธ์กับเงื่อนไขข้อที่สองและข้อสุดท้ายของผมครับ”
ยาคอปพูดเงื่อนไขแรกของเขา
เหตุที่เด็กหนุ่มไม่อยากเลือกผู้รับอุปการะเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรก็เพราะ สมัยที่ยังอาศัยอยู่ในค่ายของทหารสหรัฐ เขาเคยถูกทหารพวกนั้นเรียกว่า ‘เด็กของพวกปีศาจ’
แม้ว่าภายหลังจะถูกคุณหมอยูจีนปลอบให้หายจากความเศร้าแล้ว แต่ความเจ็บปวดฝังใจนี้ก็ยังคงอยู่ และความเจ็บปวดที่ฝังใจนี้เองที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะเลือกผู้รับอุปการะเป็นทหารฝ่ายสัมพันธมิตร
“อืม…ได้สิจ๊ะ! งั้นครูจะให้พวกเขาได้มีโอกาสรับเด็กๆ คนอื่นในสถานรับเลี้ยงของเราก็แล้วกันนะ ว่าข้อที่สองมาได้เลยจ้ะ”
คุณครูมาร์ทาพยักหน้ายิ้มๆ พร้อมกับหยิบเอกสารของทหารฝ่ายสัมพันธมิตรออกไปจากกองเอกสารตรงหน้าจนหมด
“ข้อที่สอง ที่ผมไม่อยากเลือกทหารฝ่ายสัมพันธมิตรหรือเชื้อชาติอื่นๆ เพราะภาษาอังกฤษผมไม่แข็งแรงมากครับ และไม่ต้องพูดถึงภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาเยอรมัน ผมต้องมั่นใจได้ว่าพวกเขาพูดภาษาเยอรมัน เพราะถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผมจะได้คุยกับพวกเขาได้อย่างไม่มีอุปสรรคครับ ผมขอให้คุณครูช่วยคัดกรองคนที่คาดว่าน่าจะพูดภาษาอื่นนอกจากเยอรมันออกไปด้วยครับ”
ยาคอปพูดเงื่อนไขข้อที่สองของเขา
ยาคอปคิดว่ากำแพงทางภาษาเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงสำหรับเขาในการที่จะสื่อสารกับครอบครัวอุปถัมภ์ ดังนั้นต้องทำให้มั่นใจได้ว่า คนที่จะรับอุปการะเขาจะต้องพูดภาษาเดียวกัน
นี่ไม่ใช่ความเป็นชาตินิยมอันสุดโต่ง แต่เพื่อประกันความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัวอุปถัมภ์ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น มันจะได้ไม่มีอุปสรรคในการสื่อสาร
เพราะถ้าหากว่าตัวของยาคอปไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาหรือประเทศไหนก็ตามแต่ที่ไม่ได้พูดภาษาเยอรมันเป็นภาษาราชการ แล้วเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับตัวของเขา อาทิเช่น เจ็บไข้ได้ป่วย อุบัติเหตุที่ทำให้เลือดตกยางออก หรืออะไรก็ตามแต่ แล้วเขาพูดภาษาประจำชาตินั้นๆ ไม่ได้ มันจะมีปัญหาตามมาที่หลังหลายๆ อย่าง
“โอเคจ้ะ! ครูคัดออกให้แล้ว”
คุณครูมาร์ทาหยิบเอกสารของคนที่มีสัญชาติอื่นๆ และคาดว่าจะพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่เยอรมันออกไปจากกองเอกสารจนหมดสิ้น และตั้งใจว่าจะนำไปให้เด็กๆ คนอื่นๆ ที่กำลังรอคอยโอกาสดีๆ แบบนี้ในอนาคตอยู่
“ขอบคุณครับ…แล้วก็ข้อสุดท้าย…ผมยังอยากอาศัยอยู่บนแผ่นดินเยอรมนีครับ”
ยาคอปพูดเงื่อนไขและข้อแม้สุดท้ายในการเลือกผู้รับอุปการะของเขา
เหตุผลนั้นค่อนข้างเรียบง่าย เพราะยาคอปเกิดและเติบโตที่เยอรมนี เขาจึงมีความผูกพันกับแผ่นดินนี้ในฐานะที่เป็นแผ่นดินแม่ของตัวเอง แม้ว่าเขาจะเติบโตขึ้นมาในช่วงที่เยอรมนีอยู่ภายใต้อำนาจมืดของพวกนาซี และมีประวัติในชีวิตที่ดำมืดอยู่ที่นี่ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น เด็กหนุ่มก็ยังคงรักเยอรมนีอยู่ดี และไม่อยากจากไปไหน
และนั่นเป็นข้อแม้ทั้งหมดที่ยาคอปใช้กำหนดว่าใครจะเป็นผู้รับอุปการะของตัวเขา ทั้งหมดนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมาแบบไม่มีอ้อมค้อม และมีเหตุผลของตัวมันเอง
“…”
คุณครูมาร์ทายิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับยาคอป ราวกับว่าเธออ่านความคิดของเขาออก
ในมือของหญิงสาวมีกระดาษอยู่ 2 แผ่น ซึ่งเธอได้ยื่นมาให้กับยาคอปเพื่อให้เขาเลือกในขั้นตอนสุดท้าย ว่าจะเลือกใครเป็นผู้รับอุปการะของตัวเอง
ทั้ง 2 แผ่นเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ และเป็นคนที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว และอาศัยอยู่บนแผ่นดินเยอรมนี จึงมั่นใจได้ว่าพูดภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลักอย่างแน่นอน
ด้านซ้ายมือของยาคอปเป็นช่างไม้ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ที่ชื่อ ‘เยือร์เกิน เบาว์เทนชไตน์’ อายุ 40 ปี สถานะแต่งงานแล้ว เหตุผลการรับเลี้ยงคือ ภรรยาไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ จึงต้องการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม
ส่วนด้านขวามือของยาคอปเป็นศัลยแพทย์ในกรุงเบอร์ลินตะวันตก ซึ่งก็คือเมืองที่ยาคอปอยู่ในปัจจุบัน ที่ชื่อ ‘เฮนรี่ มาธิอุส’ อายุ 45 ปี ซึ่งอายุมากกว่าโทมัสเสียอีก สถานะคือแต่งงานแล้ว เหตุผลการรับเลี้ยงคือ ต้องการหาเพื่อนเล่นให้กับลูกของตัวเอง พร้อมกับหมายเหตุตัวใหญ่ๆ ว่า ‘รับเฉพาะเด็กผู้ชาย’
ยาคอปมองสองคนนี้อย่างถี่ถ้วน พิจารณาทุกรายละเอียดที่เขาอาจจะมองข้ามไป
เด็กหนุ่มกำลังคิดว่าในอดีตที่ผ่านมา ตัวเขาเองเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากเป็นลูกคนเดียว อีกทั้งประสบปัญหาการเข้าสังคมตอนที่มาอยู่ที่สถานรับเลี้ยง การจะออกไปเผชิญกับโลกภายนอกที่เรียกว่าการรับอุปถัมภ์นั้น มันค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ชวนให้รู้สึกช็อกพอสมควร
ดังนั้น การไปอยู่กับคุณเยือร์เกินอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะนั่นหมายความว่าเขาต้องไปอยู่คนเดียวอีกแล้ว และไม่มีอะไรที่จะมาการันตีได้ว่าคุณเยือร์เกินและภรรยาจะรักและเอ็นดูตัวเขาเหมือนกับโทมัสและเฟลิเซีย บางทีพวกเขาอาจจะทิ้งให้ยาคอปอยู่ตัวคนเดียวและทำให้เขาต้องรู้สึกเหงา หรือร้ายแรงที่สุดอาจจะทำร้ายร่างกายของเขาก็เป็นได้
แต่การไปอยู่กับคุณเฮนรี่ อย่างน้อยก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะมีเพื่อนคลายความเหงาในกรณีที่ถูกทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าลูกของพวกเขาเป็นเด็กน้อยหรือเด็กผู้ชายด้วยกันก็น่าจะเข้ากันได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อยาคอปดีเหมือนกับโทมัสและเฟลิเซีย บางทีอาจจะกลายเป็นว่าครอบครัวนี้อาจจะใช้เขาเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของครอบครัวก็เป็นได้
“ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะยาคอป ครูจะส่งคนไปประเมินครอบครัวอุปถัมภ์ในช่วงสามเดือนแรกที่เธอย้ายไปอยู่กับพวกเขา และเป็นการสุ่มวันตรวจเพื่อดูความเรียบร้อย และดูว่าพวกเขาปฏิบัติต่อเธออย่างเหมาะสมไหม ถ้าหากว่าไม่ผ่านเกณฑ์ หรือมีแววส่อไปในทางที่พวกเขาจะทำร้ายเธอทั้งร่างกายและความรู้สึก ครูจะพาเธอกลับมาที่นี่เองจ้ะ”
คุณครูมาร์ทาพูดกับยาคอปด้วยความอ่อนโยน เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ราวกับกำลังหนักใจที่สุดในชีวิต
“ครับ…งั้นผมขอเลือกคนนี้ครับ…”
คำพูดของคุณครูมาร์ทาช่วยทำให้ยาคอปตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้าหากทุกอย่างมันกำลังจะย่ำแย่ อย่างน้อยเขาก็มีที่นี่เป็นบ้านคอยให้กลับมาอยู่
“อืม…เธอเลือกคุณเฮนรี่อย่างนั้นสินะจ๊ะ…”
คุณครูมาร์ทาพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
“ครับ…ผมคิดว่ามันใกล้ที่นี่ดี ถ้าเกิดว่าพวกเขาทำร้ายผม…ผมก็จะกลับมาที่นี่ได้ทันทีเลยน่ะครับ”
ยาคอปก้มหน้าพร้อมกับพูดงึมงำไปด้วย
“โอเคจ้ะ ครูจะติดต่อคุณเฮนรี่ไปนะจ๊ะ แล้วจะไปบอกว่าพวกเขาจะมารับเธอเมื่อไหร่ ตอนนี้หมดธุระแล้วจ้ะ เธอไปพักเถอะนะจ๊ะ”
คุณครูมาร์ทาพูดยิ้มๆ
“ครับ ขอตัวนะครับ”
ยาคอปค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะปิดประตูเดินออกไปข้างนอก
‘ครอบครัวอุปถัมภ์ของเราจะเป็นแบบไหนกันนะ?’
ยาคอปคิดในใจ พลางแหงนมองท้องฟ้าจากหน้าต่างตรงทางเดินของสถานรับเลี้ยง
ชีวิตของยาคอปในตอนนี้กำลังจะเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง แต่เด็กหนุ่มก็มั่นใจว่าหนทางที่ตัวเองเลือกนั้นไม่ใช่หนทางที่ผิด เพราะเขาไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า และเชื่อว่าพระองค์จะต้องเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาอย่างแน่นอน…