บทที่ 35: การวินิจฉัย

1860 คำ
เฮนรี่และแอร์นาพายาคอปมาหาวิลเลี่ยม จิตแพทย์ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของพวกเขาทั้งคู่ ยาคอปถูกนำเข้าไปในห้องส่วนตัวที่มีเพียงแพทย์ที่ทำการรักษา และตัวของผู้ป่วยเท่านั้น โดยครอบครัวมาธิอุสถูกบอกให้รออยู่ที่ด้านนอก เพราะการรักษาถือเป็นความลับ คนนอกไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้ แม้ว่าจะเป็นพ่อแม่บุญธรรมก็ตาม “เล่ามาได้เลยนะยาคอป ทำใจให้สบายนะ ตรงนี้มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น” วิลเลี่ยมพูดกับยาคอป พร้อมกับจับมือให้กำลังใจเขาเบาๆ “ผม…ก็ได้ครับ” ยาคอปลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจของวิลเลี่ยมแล้ว เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง ยาคอปเล่าไปพลางร้องไห้ไป เขาสารภาพบาปและความผิดทุกอย่างนับตั้งแต่ที่ตัวเขายังอยู่ในวัยเด็ก การนำพาความตายไปสู่ชาวยิวนับสิบคน ภาพของสองแม่ลูกชาวยิวที่ถูกพวกเกสตาโปสังหารอย่างโหดเหี้ยมเพราะฝีมือของเขา เพียงเพราะตัวของเขาอยากได้คำเยินยอที่ไร้สาระพวกนั้น ยาคอปยังได้เล่าถึงความรู้สึกที่รู้ว่าตัวเองเสียผู้เป็นพ่อและแม่แท้ๆ ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ และผู้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ที่ต้องจากไปเพราะไฟสงครามอันแสนโหดร้าย เขารู้สึกช็อกต่อสภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า แม้ว่าจะทำใจได้แล้ว แต่ความเจ็บปวดของความสูญเสียยังคงฝังจดจำอยู่ในสมองของเขาไม่จากไปไหน อีกทั้งความหวาดกลัวต่อภัยสงครามที่เกิดขึ้นตรงหน้า สีหน้าและความหวาดกลัวของคนในหน่วยอาสาป้องกันกรุงเบอร์ลิน เมื่อต้องออกรบในศึกที่พวกเขารู้ว่าไม่มีวันชนะ เสียงปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องที่ถล่มปูพรมก่อนเปิดฉากเข้าตีที่มั่นของหน่วยอาสาป้องกันกรุงเบอร์ลินของฝ่ายโซเวียต พวกมันหลอนอยู่ในหูของยาคอปราวกับว่าพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เสียงคำรามของยานเกราะฝ่ายโซเวียตที่มุ่งตรงมาหาเขาที่กำลังยืนทำการรบอยู่ และรู้ว่ามันสิ้นหวังในการที่จะทำลายมัน ความรู้สึกด้อยกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกมัน เสียงโห่ร้องของทหารราบโซเวียตที่กรูเข้ามา วิ่งฝ่าห่ากระสุนของพวกเขาที่ยิงออกไป มันชวนให้รู้สึกหวาดกลัวและประสาทเสียแบบสุดๆ เสียงกรีดร้องหาพ่อกับแม่ของพวกเด็กๆ ในหน่วยที่ถูกคมกระสุนฝังเข้าไปในร่างกายแต่ยังไม่ตาย เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและรู้ตัวว่าในอีกไม่ช้าก็จะต้องตาย พวกมันหลอนอยู่ในหัวของยาคอป และคอยตามหลอกหลอนเขาเมื่อมีโอกาส ยาคอปบอกกับวิลเลี่ยมว่า “คุณหมอรู้ไหมครับ…มันคือเสียงแห่งฝันร้ายของมนุษย์ ฝันร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้เลย” พร้อมกับที่ยาคอปร้องไห้ออกมา นอกจากนั้นเด็กหนุ่มยังบอกอีกว่า เขายังจดจำสีหน้าและท่าทางของทหารโซเวียตทุกคนที่เขาสังหารไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่ส่งสายตาอ้อนวอนให้ยาคอปปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไป แต่ยาคอปก็ดับความหวังนั้นด้วยการลั่นกระสุนมรณะสังหารพวกเขาอย่างเลือดเย็น ความเลือดเย็นที่ไม่สมกับเป็นเด็กอายุ 14 ปี “ผมคิดว่าผมเป็นมัจจุราช มัจจุราชที่อยู่ใกล้ใคร ทุกคนย่อมต้องมีอันเป็นไป” ยาคอปพูดทั้งน้ำตา เพราะทุกๆ คนที่อยู่ใกล้เขานั้นตายไปจนหมด แม้กระทั่งคุณลุงที่มาจากฮัมบูร์กที่นั่งทานถั่วกระป๋องกับเขาในตอนนั้น คล้อยหลังจากที่คุณลุงช่วยชีวิตตัวเขาได้ไม่นาน ในระหว่างการรบที่ดุเดือดและสับสนวุ่นวาย คุณลุงก็ถูกยานเกราะของฝ่ายโซเวียตบดขยี้ร่างทั้งเป็น และเสียงร้องอันสุดแสนจะน่าหวาดวิตกยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขาตราบเท่าจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น ยาคอปยังได้เล่าถึงความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญอยู่ในป่า เมื่อหลบหนีออกมาจากกรุงเบอร์ลินที่ถูกล้อม จนกระทั่งพบกับทหารสหรัฐที่ราวกับพระผู้ช่วยให้รอดของเขาในตอนนั้น ยาคอปเล่าเรื่องทุกอย่างให้คุณหมอวิลเลี่ยมฟัง โดยที่ตัวของคุณหมอไม่ได้ขัดจังหวะหรือทำให้การเล่าสะดุดเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน คุณหมอยังตั้งใจรับฟังและสังเกตอาการอย่างละเอียดเพื่อการประเมินและวินิจฉัยอาการของเด็กหนุ่มตรงหน้าให้ตรงกับอาการที่เขาเป็นมากที่สุด จนกระทั่งยาคอปเล่าทุกอย่างจบ วิลเลี่ยมจึงหมุนปากกาไปมาเพื่อขบคิด และเขาคิดว่าอาการที่ยาคอปเป็นน่าจะตรงกับสิ่งที่เขาคิดในหัวพอดี ก่อนจะพูดออกมา “โอเค~ ขอบคุณมากนะยาคอป สบายใจขึ้นหรือยัง?” “ก็นิดนึงครับ…” ยาคอปปาดน้ำตา พลางพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ของตัวเอง “ได้ปลดปล่อยแบบนี้แหละดีแล้ว เธอกำลังเผชิญกับสภาวะเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาในการที่จะดีขึ้นนะ หมอจะสั่งยาให้ทานเพิ่มเติมไปด้วยนะ ทานยาตามเวลานะ อย่าให้ขาดเด็ดขาดเลยนะ” วิลเลี่ยมอธิบายคำวินิฉัยให้ยาคอปฟัง และมันน่าจะตรงกับอาการของเขาที่สุดแล้ว “ขอบคุณครับ…” ยาคอปพูดขอบคุณ “บอกให้คุณเฮนรี่เข้ามาพบหมอด้วยนะ หมอมีเรื่องจะคุยกับเขานิดหน่อยถึงอาการของเธอ” วิลเลี่ยมพูดกับยาคอปในขณะที่กำลังจะเปิดประตูออกไป “ครับ…” ยาคอปพยักหน้า และเมื่อเด็กหนุ่มออกมาด้านนอกแล้ว เขาก็แจ้งให้เฮนรี่ทราบถึงเรื่องที่วิลเลี่ยมแจ้ง ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปในห้อง ส่วนมากาเรเทอที่เห็นเขาร้องไห้ก็วิ่งเข้ามากอดเขาในทันที พร้อมกับโอ๋และร้องไห้ไปพร้อมกับเขาแบบที่เคยทำเมื่อคราวที่แล้ว ยาคอปรู้สึกว่าการที่มีคนร่วมร้องไห้ไปกับเขามันทำให้เขาสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย และรู้สึกแปลกๆ กับความรู้สึกที่ไม่คุ้นชินนี้ และหาคำมานิยามมันไม่ได้เช่นกัน แต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไปก่อนในตอนนี้ เพราะคำวินิจฉัยเมื่อสักครู่ของคุณหมอวิลเลี่ยมนั้น หากฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว อาการคงร้ายแรงใช่ย่อย และเด็กหนุ่มก็เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาแบบที่ไม่สามารถสลัดให้หลุดออกไปจากความคิดได้เลย ส่วนทางด้านเฮนรี่นั้น “นั่งก่อนสิ…” วิลเลี่ยมผายมือไปที่เก้าอี้ “มีอะไรเหรอ ถึงเรียกพบฉัน?” เฮนรี่นั่งลงพร้อมกับถามเพื่อน “ค่อนข้างจะซีเรียสเลยล่ะ…นายคงจะจำสิ่งที่เราเคยเรียนกันในคลาสสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮเดิลแบร์คได้ใช่ไหม เรื่องอาการและที่มาของโรคต่างๆ” วิลเลี่ยมถามเฮนรี่ “จำได้สิ! มีอะไรหรือเปล่า?” เฮนรี่ตอบ “อาการของยาคอปมีที่มาจากความเครียดและความกดดันจากการที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจหลายเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน มันนำเขาไปสู่โรคที่ยังถือว่าใหม่มากในวงการการแพทย์ และเรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมันมากพอ จะเรียกว่ามีอยู่เท่าเศษเล็บเลยก็ได้…” วิลเลี่ยมพูดด้วยท่าทีจริงจัง “โรคอะไรเห…อย่าบอกนะว่า…” เฮนรี่กำลังจะถาม แต่แล้วก็นึกได้ว่าในคลาสนั้น อาจารย์ได้อธิบายถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคที่ใกล้เคียงกับอาการของยาคอป และคำพูดของวิลเลี่ยม “ใช่…แบบที่นายคิดนั่นแหละ มันค่อนข้างร้ายแรงเลย…” วิลเลี่ยมพยักหน้าเบาๆ โรคที่ยาคอปต้องเผชิญอยู่ในคือ “โรคซึมเศร้า” ที่มีที่มาจากการเผชิญกับความเครียดและสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ซ้ำๆ หลายครั้ง และสำหรับตัวของวิลเลี่ยมที่เป็นจิตแพทย์แล้ว อาการของโรคนี้ค่อนข้างจะร้ายแรงเลยทีเดียว เพราะมันเป็นโรคที่พึ่งถูกเสนอชื่อมาได้เพียงไม่กี่สิบปี และมีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมาก จนการรักษานั้นยากและยุ่งยาก เพราะโรคนี้ทำงานกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยในระดับที่ลึกมากๆ จนบางทีกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว และอาการเหล่านี้เองก็เกิดขึ้นกับทหารผ่านศึกหลายๆ นายที่เป็นผู้ป่วยของวิลเลี่ยมเช่นกัน และในปัจจุบัน ยังไม่มียาชนิดไหนที่จะมารักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ “แล้ว…มีอะไรที่ฉันพอจะทำได้ไหม?” เฮนรี่ถาม “โชคดีที่อาการของยาคอปยังไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นคิดแง่ลบและจะจบชีวิตตัวเอง ฉันจ่ายยาเพื่อรักษาเบื้องต้นให้แล้ว แต่สิ่งที่นายต้องทำคือดูแลเขาให้ดีที่สุด พยายามอย่าให้เขาคิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว อยู่เป็นเพื่อนเขา พาเขาทำกิจกรรมสนุกๆ เราทำได้แค่ประคองอาการไปแบบนี้ มันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ให้เวลาเขาหน่อยเท่านั้นเอง เพราะไม่อย่างนั้น ตัวของยาคอปอาจจะคิดสั้นจนตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงเลยก็ได้” วิลเลี่ยมพูดยาวๆ เพราะที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงเท่านี้ และเขานึกเจ็บใจที่วงการแพทย์พัฒนาได้ไม่เร็วเท่าที่โรคต่างๆ พัฒนาตัวเอง มันทำให้ผู้ป่วยหลายคนต้องเผชิญกับความทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น “ฉันจะทำตามนะ…” เฮนรี่รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง เพราะถ้าหากยาคอปจบชีวิตลง มันต้องแย่มากแน่ๆ สำหรับครอบครัวของพวกเขา โดยเฉพาะมากาเรเทอที่แอบชอบยาคอปอยู่ ดีไม่ดีทุกอย่างอาจจะตามมาเป็นผลกระทบราวกับลูกโซ่เลยก็เป็นได้ “มีเท่านี้แหละ นายออกไปเถอะ อย่าลืมที่ฉันบอกนะ ดูแลตัวของยาคอปให้ดี ไม่งั้นนายอาจจะต้องเจอกับความน่ากลัวของคนคนหนึ่งที่ตัดสินใจอะไรอย่างแน่วแน่แล้ว…” วิลเลี่ยมกำชับเพื่อนครั้งสุดท้าย “เข้าใจแล้ว ไปนะ…” เฮนรี่พยักหน้าเบาๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินออกมาจากห้องตรวจ พลางหันไปมองแอร์นาที่กำลังจัดแจงธุระเกี่ยวกับเอกสารยาของยาคอปที่จะต้องนำไปซื้อที่ร้านขายยา ส่วนมากาเรเทอกับยาคอปกำลังนั่งกอดกันนั่งร้องไห้ที่โซฟาของคลินิก ท่าทางของพวกเขาทั้งคู่ดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก เฮนรี่สาบานกับตัวเองว่าจะดูแลยาคอปให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อดึงตัวของเด็กหนุ่มให้หลุดพ้นจากความมืดมนและความหายนะที่โรคนี้จะนำพาเขาไป แม้ว่าจะต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมากก็ตาม เขาจะไม่เกี่ยงมันเลยแม้แต่นิดเดียว…
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม