เฮนรี่และแอร์นาพายาคอปมาหาวิลเลี่ยม จิตแพทย์ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของพวกเขาทั้งคู่
ยาคอปถูกนำเข้าไปในห้องส่วนตัวที่มีเพียงแพทย์ที่ทำการรักษา และตัวของผู้ป่วยเท่านั้น โดยครอบครัวมาธิอุสถูกบอกให้รออยู่ที่ด้านนอก เพราะการรักษาถือเป็นความลับ คนนอกไม่อาจยุ่งเกี่ยวได้ แม้ว่าจะเป็นพ่อแม่บุญธรรมก็ตาม
“เล่ามาได้เลยนะยาคอป ทำใจให้สบายนะ ตรงนี้มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น”
วิลเลี่ยมพูดกับยาคอป พร้อมกับจับมือให้กำลังใจเขาเบาๆ
“ผม…ก็ได้ครับ”
ยาคอปลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจของวิลเลี่ยมแล้ว เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง
ยาคอปเล่าไปพลางร้องไห้ไป เขาสารภาพบาปและความผิดทุกอย่างนับตั้งแต่ที่ตัวเขายังอยู่ในวัยเด็ก การนำพาความตายไปสู่ชาวยิวนับสิบคน ภาพของสองแม่ลูกชาวยิวที่ถูกพวกเกสตาโปสังหารอย่างโหดเหี้ยมเพราะฝีมือของเขา เพียงเพราะตัวของเขาอยากได้คำเยินยอที่ไร้สาระพวกนั้น
ยาคอปยังได้เล่าถึงความรู้สึกที่รู้ว่าตัวเองเสียผู้เป็นพ่อและแม่แท้ๆ ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ และผู้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ที่ต้องจากไปเพราะไฟสงครามอันแสนโหดร้าย เขารู้สึกช็อกต่อสภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า แม้ว่าจะทำใจได้แล้ว แต่ความเจ็บปวดของความสูญเสียยังคงฝังจดจำอยู่ในสมองของเขาไม่จากไปไหน
อีกทั้งความหวาดกลัวต่อภัยสงครามที่เกิดขึ้นตรงหน้า สีหน้าและความหวาดกลัวของคนในหน่วยอาสาป้องกันกรุงเบอร์ลิน เมื่อต้องออกรบในศึกที่พวกเขารู้ว่าไม่มีวันชนะ
เสียงปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องที่ถล่มปูพรมก่อนเปิดฉากเข้าตีที่มั่นของหน่วยอาสาป้องกันกรุงเบอร์ลินของฝ่ายโซเวียต พวกมันหลอนอยู่ในหูของยาคอปราวกับว่าพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เสียงคำรามของยานเกราะฝ่ายโซเวียตที่มุ่งตรงมาหาเขาที่กำลังยืนทำการรบอยู่ และรู้ว่ามันสิ้นหวังในการที่จะทำลายมัน ความรู้สึกด้อยกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกมัน
เสียงโห่ร้องของทหารราบโซเวียตที่กรูเข้ามา วิ่งฝ่าห่ากระสุนของพวกเขาที่ยิงออกไป มันชวนให้รู้สึกหวาดกลัวและประสาทเสียแบบสุดๆ
เสียงกรีดร้องหาพ่อกับแม่ของพวกเด็กๆ ในหน่วยที่ถูกคมกระสุนฝังเข้าไปในร่างกายแต่ยังไม่ตาย เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและรู้ตัวว่าในอีกไม่ช้าก็จะต้องตาย พวกมันหลอนอยู่ในหัวของยาคอป และคอยตามหลอกหลอนเขาเมื่อมีโอกาส
ยาคอปบอกกับวิลเลี่ยมว่า
“คุณหมอรู้ไหมครับ…มันคือเสียงแห่งฝันร้ายของมนุษย์ ฝันร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้เลย”
พร้อมกับที่ยาคอปร้องไห้ออกมา
นอกจากนั้นเด็กหนุ่มยังบอกอีกว่า เขายังจดจำสีหน้าและท่าทางของทหารโซเวียตทุกคนที่เขาสังหารไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่ส่งสายตาอ้อนวอนให้ยาคอปปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไป
แต่ยาคอปก็ดับความหวังนั้นด้วยการลั่นกระสุนมรณะสังหารพวกเขาอย่างเลือดเย็น ความเลือดเย็นที่ไม่สมกับเป็นเด็กอายุ 14 ปี
“ผมคิดว่าผมเป็นมัจจุราช มัจจุราชที่อยู่ใกล้ใคร ทุกคนย่อมต้องมีอันเป็นไป”
ยาคอปพูดทั้งน้ำตา เพราะทุกๆ คนที่อยู่ใกล้เขานั้นตายไปจนหมด แม้กระทั่งคุณลุงที่มาจากฮัมบูร์กที่นั่งทานถั่วกระป๋องกับเขาในตอนนั้น
คล้อยหลังจากที่คุณลุงช่วยชีวิตตัวเขาได้ไม่นาน ในระหว่างการรบที่ดุเดือดและสับสนวุ่นวาย คุณลุงก็ถูกยานเกราะของฝ่ายโซเวียตบดขยี้ร่างทั้งเป็น และเสียงร้องอันสุดแสนจะน่าหวาดวิตกยังคงดังก้องอยู่ในหูของเขาตราบเท่าจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนั้น ยาคอปยังได้เล่าถึงความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญอยู่ในป่า เมื่อหลบหนีออกมาจากกรุงเบอร์ลินที่ถูกล้อม จนกระทั่งพบกับทหารสหรัฐที่ราวกับพระผู้ช่วยให้รอดของเขาในตอนนั้น
ยาคอปเล่าเรื่องทุกอย่างให้คุณหมอวิลเลี่ยมฟัง โดยที่ตัวของคุณหมอไม่ได้ขัดจังหวะหรือทำให้การเล่าสะดุดเลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน คุณหมอยังตั้งใจรับฟังและสังเกตอาการอย่างละเอียดเพื่อการประเมินและวินิจฉัยอาการของเด็กหนุ่มตรงหน้าให้ตรงกับอาการที่เขาเป็นมากที่สุด
จนกระทั่งยาคอปเล่าทุกอย่างจบ วิลเลี่ยมจึงหมุนปากกาไปมาเพื่อขบคิด และเขาคิดว่าอาการที่ยาคอปเป็นน่าจะตรงกับสิ่งที่เขาคิดในหัวพอดี ก่อนจะพูดออกมา
“โอเค~ ขอบคุณมากนะยาคอป สบายใจขึ้นหรือยัง?”
“ก็นิดนึงครับ…”
ยาคอปปาดน้ำตา พลางพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไห้ของตัวเอง
“ได้ปลดปล่อยแบบนี้แหละดีแล้ว เธอกำลังเผชิญกับสภาวะเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาในการที่จะดีขึ้นนะ หมอจะสั่งยาให้ทานเพิ่มเติมไปด้วยนะ ทานยาตามเวลานะ อย่าให้ขาดเด็ดขาดเลยนะ”
วิลเลี่ยมอธิบายคำวินิฉัยให้ยาคอปฟัง และมันน่าจะตรงกับอาการของเขาที่สุดแล้ว
“ขอบคุณครับ…”
ยาคอปพูดขอบคุณ
“บอกให้คุณเฮนรี่เข้ามาพบหมอด้วยนะ หมอมีเรื่องจะคุยกับเขานิดหน่อยถึงอาการของเธอ”
วิลเลี่ยมพูดกับยาคอปในขณะที่กำลังจะเปิดประตูออกไป
“ครับ…”
ยาคอปพยักหน้า
และเมื่อเด็กหนุ่มออกมาด้านนอกแล้ว เขาก็แจ้งให้เฮนรี่ทราบถึงเรื่องที่วิลเลี่ยมแจ้ง ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปในห้อง ส่วนมากาเรเทอที่เห็นเขาร้องไห้ก็วิ่งเข้ามากอดเขาในทันที พร้อมกับโอ๋และร้องไห้ไปพร้อมกับเขาแบบที่เคยทำเมื่อคราวที่แล้ว
ยาคอปรู้สึกว่าการที่มีคนร่วมร้องไห้ไปกับเขามันทำให้เขาสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย และรู้สึกแปลกๆ กับความรู้สึกที่ไม่คุ้นชินนี้ และหาคำมานิยามมันไม่ได้เช่นกัน
แต่เขาก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไปก่อนในตอนนี้ เพราะคำวินิจฉัยเมื่อสักครู่ของคุณหมอวิลเลี่ยมนั้น หากฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว อาการคงร้ายแรงใช่ย่อย และเด็กหนุ่มก็เกิดความวิตกกังวลขึ้นมาแบบที่ไม่สามารถสลัดให้หลุดออกไปจากความคิดได้เลย
ส่วนทางด้านเฮนรี่นั้น
“นั่งก่อนสิ…”
วิลเลี่ยมผายมือไปที่เก้าอี้
“มีอะไรเหรอ ถึงเรียกพบฉัน?”
เฮนรี่นั่งลงพร้อมกับถามเพื่อน
“ค่อนข้างจะซีเรียสเลยล่ะ…นายคงจะจำสิ่งที่เราเคยเรียนกันในคลาสสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮเดิลแบร์คได้ใช่ไหม เรื่องอาการและที่มาของโรคต่างๆ”
วิลเลี่ยมถามเฮนรี่
“จำได้สิ! มีอะไรหรือเปล่า?”
เฮนรี่ตอบ
“อาการของยาคอปมีที่มาจากความเครียดและความกดดันจากการที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจหลายเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน มันนำเขาไปสู่โรคที่ยังถือว่าใหม่มากในวงการการแพทย์ และเรายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมันมากพอ จะเรียกว่ามีอยู่เท่าเศษเล็บเลยก็ได้…”
วิลเลี่ยมพูดด้วยท่าทีจริงจัง
“โรคอะไรเห…อย่าบอกนะว่า…”
เฮนรี่กำลังจะถาม แต่แล้วก็นึกได้ว่าในคลาสนั้น อาจารย์ได้อธิบายถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคที่ใกล้เคียงกับอาการของยาคอป และคำพูดของวิลเลี่ยม
“ใช่…แบบที่นายคิดนั่นแหละ มันค่อนข้างร้ายแรงเลย…”
วิลเลี่ยมพยักหน้าเบาๆ
โรคที่ยาคอปต้องเผชิญอยู่ในคือ “โรคซึมเศร้า” ที่มีที่มาจากการเผชิญกับความเครียดและสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ซ้ำๆ หลายครั้ง และสำหรับตัวของวิลเลี่ยมที่เป็นจิตแพทย์แล้ว อาการของโรคนี้ค่อนข้างจะร้ายแรงเลยทีเดียว
เพราะมันเป็นโรคที่พึ่งถูกเสนอชื่อมาได้เพียงไม่กี่สิบปี และมีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมาก จนการรักษานั้นยากและยุ่งยาก เพราะโรคนี้ทำงานกับสภาพจิตใจของผู้ป่วยในระดับที่ลึกมากๆ จนบางทีกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้ว
และอาการเหล่านี้เองก็เกิดขึ้นกับทหารผ่านศึกหลายๆ นายที่เป็นผู้ป่วยของวิลเลี่ยมเช่นกัน และในปัจจุบัน ยังไม่มียาชนิดไหนที่จะมารักษาโรคนี้ให้หายขาดได้
“แล้ว…มีอะไรที่ฉันพอจะทำได้ไหม?”
เฮนรี่ถาม
“โชคดีที่อาการของยาคอปยังไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นคิดแง่ลบและจะจบชีวิตตัวเอง ฉันจ่ายยาเพื่อรักษาเบื้องต้นให้แล้ว แต่สิ่งที่นายต้องทำคือดูแลเขาให้ดีที่สุด พยายามอย่าให้เขาคิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว อยู่เป็นเพื่อนเขา พาเขาทำกิจกรรมสนุกๆ เราทำได้แค่ประคองอาการไปแบบนี้ มันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ให้เวลาเขาหน่อยเท่านั้นเอง เพราะไม่อย่างนั้น ตัวของยาคอปอาจจะคิดสั้นจนตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงเลยก็ได้”
วิลเลี่ยมพูดยาวๆ เพราะที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงเท่านี้ และเขานึกเจ็บใจที่วงการแพทย์พัฒนาได้ไม่เร็วเท่าที่โรคต่างๆ พัฒนาตัวเอง มันทำให้ผู้ป่วยหลายคนต้องเผชิญกับความทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น
“ฉันจะทำตามนะ…”
เฮนรี่รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง เพราะถ้าหากยาคอปจบชีวิตลง มันต้องแย่มากแน่ๆ สำหรับครอบครัวของพวกเขา โดยเฉพาะมากาเรเทอที่แอบชอบยาคอปอยู่ ดีไม่ดีทุกอย่างอาจจะตามมาเป็นผลกระทบราวกับลูกโซ่เลยก็เป็นได้
“มีเท่านี้แหละ นายออกไปเถอะ อย่าลืมที่ฉันบอกนะ ดูแลตัวของยาคอปให้ดี ไม่งั้นนายอาจจะต้องเจอกับความน่ากลัวของคนคนหนึ่งที่ตัดสินใจอะไรอย่างแน่วแน่แล้ว…”
วิลเลี่ยมกำชับเพื่อนครั้งสุดท้าย
“เข้าใจแล้ว ไปนะ…”
เฮนรี่พยักหน้าเบาๆ
ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินออกมาจากห้องตรวจ พลางหันไปมองแอร์นาที่กำลังจัดแจงธุระเกี่ยวกับเอกสารยาของยาคอปที่จะต้องนำไปซื้อที่ร้านขายยา
ส่วนมากาเรเทอกับยาคอปกำลังนั่งกอดกันนั่งร้องไห้ที่โซฟาของคลินิก ท่าทางของพวกเขาทั้งคู่ดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก
เฮนรี่สาบานกับตัวเองว่าจะดูแลยาคอปให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อดึงตัวของเด็กหนุ่มให้หลุดพ้นจากความมืดมนและความหายนะที่โรคนี้จะนำพาเขาไป
แม้ว่าจะต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมากก็ตาม เขาจะไม่เกี่ยงมันเลยแม้แต่นิดเดียว…