“วันนี้อัยเป็นอะไร ดูไม่สดใสเลย”
แสงดาวกับเฟื่องฟ้ารีบเอื้อมมือไปสะกิด เพราะเห็นว่าอัยย์ญาดานั่งเหม่อลอยอยู่นานแล้วจนอาจารย์เดินออกจากห้องไป
“เปล่าหรอก เราแค่ง่วงนิดหน่อยเอง”
เธอมัวแต่คิดถึงเรื่องของพิพัฒน์ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น
“แล้วเย็นนี้อัยจะไปดูพี่กรซ้อมบาสกันอีกหรือเปล่า เรากับเฟื่องฟ้าจะได้หาซื้อขนมเตรียมไปนั่งกินด้วย”
“วันนี้เราต้องรีบกลับบ้าน คงไม่ได้ไปแล้วแหละ”
โดยปกติทุกๆวันเธอกับสองเพื่อนสนิทมักจะชวนกันไปดูพิพัฒน์ซ้อมบาสเกตบอลเกือบทุกวัน แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าทำเอาหัวใจของเธอห่อเหี่ยวจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับกันก่อนนะอัย เดียวไม่ทันรถรอบสี่โมง”
แสงดาวกับเฟื่องฟ้าบ้านอยู่ทางเดียวกันจึงไป-กลับมหาวิทยาลัยด้วยกันทุกวัน และถ้าหากพวกเธอไม่ทันรถตอนสี่โมงเย็น ก็จะมีรถอีกทีรอบหกโมงเย็น
“พรุ่งนี้เจอกันนะเฟื่องฟ้า แสงดาว”
เพื่อนสาวต่างก็ลำลากันตามประสา
อัยย์ญาดาเดินลงมาจากตึกเรียนก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังประตูหลังของมหาวิทยาลัยเพราะมีป้ายรถเมล์สายที่ผ่านบ้านของเธอ แต่อยู่ดีๆเธอก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาจึงวิ่งไปยังห้องน้ำที่อยู่ติดกับรั้วหลังมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็วทันใจเพราะต้องทำเวลาด้วย และเมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จในขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูห้องน้ำออกมา ก็ได้ยินเสียงคนสองคนสนทนากัน เธอจำได้ขึ้นใจว่าหนึ่งในนั้นคือพิพัฒน์ ส่วนเสียงผู้หญิงอีกคนเป็นใครนั้นเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอัยย์ญาดาจึงค่อยๆเปิดแง้มบานประตูออกเพียงเพื่อให้สายตาได้มองลอดผ่าน แต่ทั้งพิพัฒน์และผู้หญิงคนนั้นกลับหายเข้าไปในห้องน้ำด้วยกันสองคน เธอแทบไม่อยากจะคิดต่อว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อได้ยินเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมา
“โอ้วววว...อูยยยยส์...ซี๊ดดดดส์”
แทบไม่ต้องเดาให้ยากก็รู้อยู่แก่ใจว่าเสียงโอดครวญที่ได้ยินมันเปล่งออกมาจากปากของพิพัฒน์ ตาทั้งสองข้างหลับแน่นแทบจะทนไม่ไหวที่เขาทำตัวแย่แบบนี้ ทั้งที่เพิ่งให้คำมั่นสัญญากับพี่รหัสของเธอไปหยกๆ ยังไม่ทันพ่นข้ามวันก็ลักลอบทำบัดสีบัดเถลิงกับผู้หญิงคนอื่นในห้องน้ำมหาวิทยาลัย
ยิ่งรู้สึกผิดหวังในตัวของเขาอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะโมโหแทนปรียาเพียงใด เธอก็ต้องทนข่มอารมณ์ตัวเองเอาไว้ ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาก่อน จนเวลาผ่านไปหลายนาทีและเสียงครวญครางที่ได้ยินก็เงียบไป เธอจึงต่อยๆก้าวออกมาจากห้องน้ำ และเดินมุ่งหน้าต่อไปยังป้ายรถเมล์
“อัยย์ญาดา”
คนถูกเรียกถึงกับหยุดชะงัก เธอคิดว่าเขาคงเดินออกไปไกลแล้ว แต่ทำไมถึงยัง...
เขาคิดไว้ไม่มีผิดว่าเจ้าของกระเป๋าสะพายสีซีดที่วางอยู่หน้าห้องน้ำคือเด็กรุ่นน้องที่ตามติดปรียา จึงได้ยืนรออยู่นานจนเธอเดินออกมา ด้วยความต้องการที่มีมากกว่าเขาจึงไม่มีเวลามาสนใจเพราะอยากปลดปล่อยเต็มแก่ แล้วจึงค่อยจัดการทีหลัง
“ฉันเรียกชื่อเธออยู่ ไม่ได้ยินหรือไง”
พิพัฒน์ตัดสินใจเดินเข้าไปหาคนตัวเล็ก
“ได้ยินค่ะ”
อัยย์ญาดาก้มหน้างุดเพราะไม่กล้าสู้สายตาของผู้ชายที่เธอแอบรัก ทั้งยังเสียใจแทนปรียา
“ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกเปรียวเด็ดขาด เข้าใจไหม”
พิพัฒน์กำชับ
“ค่ะ”
เธอได้แต่ก้มหน้ารับปาก สายตามองเห็นแต่ปลายเท้าของตัวเอง
“แล้วต่อไปเธอก็อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉันอีก ไม่ว่าจะเป็นที่โรงยิม ที่ตึกคณะ หรือในห้องสมุด เพราะมันน่ารำคาญ ฉันไม่ได้ชอบเธอ จำเอาไว้”
พอพูดจบร่างใหญ่ก็ก้าวขาเดินออกมา ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเด็กอัยย์ญาดาตามดูเขาอยู่ตลอดเวลา แล้วการที่เธอมาตีสนิทกับปรียาก็คงเพราะอยากเข้าใกล้เขาสินะ
ราวกับโดนไม้หน้าสามฟาดเข้าที่ใบหน้า แล้วถูกรถสิบล้อพุ่งเข้าชน อัยย์ญาดายืนนิ่งไม่ไหวติง ชาไม่ทั้งตัว
“ก็ได้ ต่อไปนี้อัยจะเลิกสนใจพี่กรแล้ว”
น้ำตาเอ่อคลอด้วยความผิดหวัง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเนื้อแท้ของพิพัฒน์จะเป็นคนที่ปากร้ายและดูถูกคนอื่นได้ขนาดนี้
“หน้าบูดเลยนะมึง ไปอารมณ์เสียที่ไหนมา”
ชนาธรเห็นเพื่อนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งก็รีบเดินเข้าไปถาม พร้อมกับโยนลูกบาทให้
“เรื่องเดิม” พิพัฒน์ตอบเสียงเรียบ
“น้องอัยเหรอวะ ทำไม น้องเค้าไปยุ่งอะไรกับมึงอีกล่ะ”
ชนาธรพูดติดตลก ทั้งที่มีสาวๆแฟนคลับมากมายเข้ามาปลื้ม แต่เพื่อนของเขากลับไม่ชอบอัยย์ญาดาเพียงแค่คนเดียว
“ยัยนั่นเห็นกูกับเบอรี่ที่ห้องน้ำดิวะ”
“ห๊ะ! แล้วแบบนี้น้องเค้าไม่เอาเรื่องแกไปบอกเปรียวหรอกเหรอ?”
เรื่องมันแย่กว่าที่คิดไว้เสียอีก
“คงไม่บอกมั้ง เพราะกูสั่งไว้แล้ว แล้วกูก็บอกไปอีก ว่าอย่ามายุ่งกับกูอีก น่ารำคาญชะมัด”
พิพัฒน์ยกมือขึ้นเสยผมที่แรกลงบนใบหน้า ก่อนจะคว้าเอาขวดน้ำดื่มขึ้นมากรอกใส่ปาก
“มึงก็ว่าเกินไป น้องเค้าออกจะรัก ดูซื่อๆใสๆดี กูชอบว่ะ”
หน้าตาของอัยย์ญาดาก็ไม่ได้แย่ แถมยังดูสดใสน่ารักไร้เครื่องสำอางตามประสาเด็กต่างจังหวัด
“อย่างมึงเนี่ยนะ? ปกติเห็นควงแต่ระดับท็อป”
พิพัฒน์ชายตามองก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่คิดว่าชนาธรจะคิดอย่างที่ปากพูดจริงๆ
“เอาน่า เปลี่ยนแนวบ้างจะเป็นไรไป ถ้ามึงไม่ชอบน้องเค้า งั้นกูจีบ”
“ก็แล้วแต่ดิ เรื่องของมึง”
พิพัฒน์กันใบหน้ามองไปทางอื่น บางทีการที่มีผู้ชายคนอื่นให้สนใจ ยัยเด็กนั่นอาจจะเลิกตามเขาก็ได้
จนในที่สุดก็ถึงวันปิดภาคเรียน
อัยย์ญาดารีบเก็บกระเป๋าเพราะเธอมีนัดกับเมธาเพื่อนจากมัธยมที่เรียนอยู่คนละคณะ
“น้องอัย”
ชนาธรเดินเข้าไปหา ไม่แคร์สายตาของนักศึกษาคนอื่นที่อยู่ในห้อง
“ว่าไงคะพี่แบงค์”
ถึงแม้จะรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆเพื่อนสนิทของพิพัฒน์ก็ทำท่าราวกับว่าสนใจเธอ ก็ยิ่งทำให้เป็นจุดเด่น และถูกซุบซิบนินทาในมหาวิทยาลัย
“เย็นนี้ให้พี่ไปส่งที่บ้านนะ”
เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษโดยการช่วยสาวน้อยถือกระเป๋าใบใหญ่ที่บรรจุเต็มไปด้วยหนังสือเรียน “ไม่เป็นไรค่ะ อัยเกรงใจ เดี๋ยวอัยขึ้นรถเมล์กลับเองได้ค่ะ” เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน เขาจะรับรู้บ้างไหม ว่าเธอรู้สึกลำบากใจแค่ไหน
“มัวชักช้าอะไรอยู่ วันนี้มีซ้อมใหญ่ ลืมไปแล้วหรือไง”
เสียงของพิพัฒน์ดังขึ้นมา พร้อมกับร่างใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงขอบประตูอยู่หน้าห้อง
ชนาธรหันไปขยับตาให้เพื่อน แต่เหมือนพิพัฒน์จะไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด
“พี่แบงค์ไปซ้อมบาสเถอะค่ะ”
เธอส่งยิ้มให้คนตรงหน้า ก่อนจะรับกระเป๋ามาถือไว้เสียเอง
“ก็ได้ครับ ถ้าน้องอัยย์กลับถึงบ้านแล้วโทรมาบอกพี่ด้วยนะ”
ชนาธรจำใจต้องโบกมือลา ก่อนจะเดินออกไปหาไอ้เพื่อนเวรที่เข้ามาขัดจังหวะได้เหมาะเจาะจริงๆ
“เมื่อไหร่อัยจะตอบรับเป็นแฟนกับพี่แบงค์สักทีล่ะ”
ทั้งเฟื่องฟ้าและแสดงดาวรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยอาการที่ตื่นเต้น
“พี่เค้าไม่ได้ขออัยเป็นแฟนเสียหน่อย”
อันที่จริงเธอแทบไม่ได้รู้สึกกับชนาธรเลย ต่างกับ...พิพัฒน์ เธอยังคงหวั่นไหวลึกๆในหัวใจในยามที่เห็นหน้าเขา
“โหยยย...เค้ารู้กันทั้งมหาวิทยาลัยแล้วมั้ง ว่าพี่แบงค์ตามจีบอัยอยู่”
แสงดาวเสริมขึ้น ลุ้นจนตัวเกร็งว่าเมื่อไหร่เพื่อนจะยอมใจอ่อน นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้วด้วย
อัยย์ญาดาก็ได้แต่ส่งยิ้มเจื่อนๆกลับไป เธอเองก็ไม่รู้จะปฏิเสธชนาธรอย่างไร แล้วอีกอย่างเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว สามเดือนที่ผ่านมาชนาธรปฏิบัติตัวกับเธออย่างให้เกียรติ และไม่เคยล่วงเกินเลยสักครั้ง