จวนตระกูลฉิน
ตระกูลรองชั้นสองที่ไม่ได้มีอิทธิพลมากนักแค่อย่างน้อยก็พอมีหน้ามีตามีชื่อเสียงอยู่บ้างในเวลานี้ภายในจวนมีเสียงวุ่นวายดังออกมาอย่างไม่ขาดสาย
“นายท่าน..!!นายท่านเจ้าคะ..!!! คุณชายน้อยคลอดแล้วเจ้าค่ะ”เสียงสาวใช้วิ่งมาแจ้งข่าวที่หน้าเรือนใหญ่ด้วยเสียงเหนื่อยหอบ
“ขะ...ข้าได้ลูกชายหรอ? ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ข้าได้ลูกชาย.!!!”เสียงดีใจของฉินไป่เฉินดังลั่นไปทั่วทั้งจวน
“ไป่เฉิน เจ้าตั้งชื่อให้ลูกชายของเราได้หรือยัง?”ฉินยี่เม้งถามสามีของตนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงหลังจากได้ให้กำเนิดบุตรในอุทรของตนออกมา
“ตั้งแล้ว ข้าตั้งแล้ว.!! คิดไว้หลายชื่อเลยแหละ ฮ่าฮ่าฮ่า ฉินหลง ฉินจ้าว ฉินอี้ ฉินหนาน......”
“อืม....งั้นฉินหนาน แล้วกันข้าชอบชื่อนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า”ฉินไป่เฉินหัวเราะร่าด้วยความดีใจไม่หยุด
ฉินยี่เม้งมองค้อนสามีของตนที่เอาแต่ดีใจกระโดดโลดเต้น ไม่รักษาภาพพจน์หนึ่งในว่าที่ผู้นำตระกูลฉินเอาเสียเลย
“จากนี้ไปลูกของแม่ เจ้าแซ่ฉิน ชื่อหนาน” ฉินยี่เม้งพูดพลางกอดจูบที่หน้าผากของลูกน้อยแล้วหอมไปที่แก้มของลูกชายนางอีกครั้ง
“นี่....นี่ข้าทำไมตัวเล็กแบบไร้เรี่ยวแรงแบบนี้”
“ห๊ะ!! แม่หรอ?”
“ทำไมข้าควมคุมตัวเองได้ลำบากแบบนี้”
“นะ..นี่.. นี่ข้าตายแล้วเกิดใหม่หรอเนี่ย !!”
“อืม..!!!อย่างน้อยก็บังเอิญที่ชื่อข้ายังเป็นฉินหนานเหมือนเดิมแหละนะ”
…..
วันเวลาเคลื่อนคล้อย
เจ็ดปีผ่านไปเด็กชายตัวเล็กผิวขาวผุดผ่องคิ้วและผมเข้มดกดำเดินออกมาที่ลานสวนด้านหน้าจวนพร้อมกับทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองโดยที่บ่าวรับใช้แทบไม่ต้องช่วยเหลือสิ่งใดเลยทำให้เด็กชายนั้นเป็นที่รักใครเอ็นดูของเหล่าบ่าวไพร่
ด้วยความที่มีความทรงจำจากชาติก่อนทำให้นิสัยที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่างตามติดมาด้วยทำให้คุณชายน้อยฉินหนาน เป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่และเป็นที่โปรดปรานของเหล่าผู้อาวุโสอีกด้วย
“ฉินหนานตื่นแล้วหรอลูก?” ฉินยี่เม้งถามบุตรชาย น้ำเสียงแววตาท่าทางเต็มไปด้วยความรักความเอ็นดู
“ขอรับท่านแม่”ฉินหนานกล่าวตอบทันทีที่ได้ยินเสียงมารดาของตนเองเอ่ยถามถาม
“เจ้านี่น๊า.!! โตเกินวัย เกินเด็กคนอื่นไปหมด อายุหนึ่งปีก็พูดได้ อายุสามปีก็อ่านออกเขียนได้ดูสิทุกวันนี้เรื่องส่วนตัวไม่ต้องลำบากพ่อกับแม่หรือให้บ่าวไพร่ช่วยเหลือเลย”ฉินไป่เฉินบิดาของฉินหนานกล่าวขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาในเขตจวนแล้วเห็นบุตรชายตนเองทำกิจวัตรเสร็จแล้วออกมาสูดอากาศแต่เช้าตรู่
“ท่านพ่อไม่รู้หรือขอรับ.?? ลูกของท่านมันอัจฉริยะหน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” ฉินหนานตอบบิดาของของเองอย่างทันทีด้วยสีหน้ายียวนปนความแก่นแก้วน่ารัก
“ก็แน่ละสิ..!! ถึงข้าจะเกิดใหม่เป็นเด็ก แต่ความทรงจำเก่าของข้าเกือบหกสิบปีเลยนะฉินหนานคิดในใจ
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่บนโลกใบใหม่ฉินหนานได้พบว่าที่โลกนี้ไม่เหมือนกับโลกเก่าที่เคยอยู่เพราะไม่มีเทคโนโลยี มีแต่ศิลปะการต่อสู้และการบ่มเพาะ หนังสือที่ได้อ่านส่วนมากจะเกี่ยวกับวิชาการบ่มเพาะการต่อสู้ของตระกูล
ในบางครั้งตนเองก็ยังรบเร้าให้พ่อของตนเองในเวลาที่ออกไปทำการค้าในที่ต่างๆขอให้หาซื้อตำรากลับมาฝากนั่นก็ยังไม่พ้นเป็นตำราวิชายุทธหรือการบ่มเพาะ
ด้วยความสนใจในการอ่านและมีความจำเป็นเลิศรวมถึงสามารถจินตนาการให้เป็นภาพเคลื่อนไหวไม่ต่างจากภาพในทีวีชาติก่อน ทำให้ฉินหนานสามารถจำทุกอย่างที่เคยอ่านได้อย่างแม่นยำ
ฉินหนานยังเข้าใจอีกด้วยว่า สิ่งที่เหมือนกับโลกเก่าที่ตนเคยมีชีวิตอยู่คือ “ผู้ที่มีเงินสามารถบรรดาลทุกสิ่ง”
มนุษย์ที่นี่ยังมีความโลภ โกรธ หลง ยังมีการข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอเหมือนกัน ใครที่แข็งแกร่งย่อมมีสิทธิ์มีปากมีเสียง หมัดใครใหญ่กว่าคนนั้นถูกเสมอ
ทำให้ฉินหนานตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า “ไหนๆก็มีโอกาสเกิดใหม่อีกครั้งแล้วข้าจะต้องแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่สามารถจะไปถึงได้”
ในโลกของการบ่มเพาะแห่งดินแดนแห่งนี้นามว่าทวีปหลงซานจะเริ่มที่ช่วงอายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดปี
เนื่องจากที่เป็นวัยที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมเติบได้เต็มที่ แต่ก็จะมีเพียงตระกูลสูงส่งและสำนักที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจเท่านั้นที่มีทรัพยากรบ่มเพาะที่เพียงพอให้ผู้สืบทอดและบุตรหลานในตระกูลได้เริ่มฝึกตั้งแต่ช่วงอายุสิบห้าปี
แต่ก็ยังมีอัจฉริยะที่นานๆทีจะพบเจอที่สามารถทะลวงชีพจรเปิดจุดตันเถียนได้ก่อนอายุสิบห้าปี
แต่ฉินหนานเองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นโดยที่จะปล่อยให้เวลาผ่านไปเสียเปล่า หลังจากที่ตั้งใจว่าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเพื่อที่จะไม่ถูกรังแกสามารถปกป้องตัวเองและครอบครัวได้
จึงคิดจะเตรียมความพร้อมร่างกายของตนเองตั้งแต่อายุยังน้อย(ปัจจุบันอายุเจ็ดปี)ฉินหนานไม่อยากรอให้อายุเยอะกว่านี้แล้วมีสิ่งสกปรกอุดตันเส้นชีพจรของตัวเองเยอะเกินไป
ผู้ฝึกยุทธที่ดินแดนทวีปหลงซานนี้บ่มเพาะพลังปราณด้วยการดูดซับพลังปราณจากฟ้าดิน ปราณเหล่านี้มีอยู่ทุกที่ แต่มีความเข้มข้นรวมถึงความบริสุทธิ์ที่แตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน
ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์หากบ่มเพาะพลังปราณเข้าสู่ตันเถียนแล้วจะต้องทำการกลั่นพลังฟ้าดินให้บริสุทธิ์อย่างสม่ำเสมอ
ถึงจะทำให้เคล็ดวิชาที่บ่มเพาะก้าวหน้าไม่เกิดผลเสียติดขัดในภายหลัง ยิ่งกลั่นพลังปราณฟ้าดินให้บริสุทธิ์แล้วดูดซับเข้าไปมากเท่าไร
ก็ยิ่งทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะพลังเข้าสู่ตันเถียนเร็วมากเท่านั้นทุกเช้าหลังทำกิจวัตรเสร็จ ฉินหนานจะฝึกวิชาหมัดสูญนภา ซึ่งเป็นวิชาประจำตระกูลที่ได้รับตำรามาจากห้องหนังสือของตระกูล
จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้เหงื่อออกขับไล่สิ่งสกปรกออกทางรูขุมขน รวมถึงเผาผลาญไขมันส่วนเกินและช่วยเสริมสร้างมัดกล้ามเนื้อกระดูกและเอ็นให้แข็งแรง
“โห้..!! เจ้าลูกคนนี้ ไม่ทันไรก็ฝึกหมัดสูญนภาซะแล้วไม่ต้องรีบหรอกลูก อายุเจ้ายังน้อยหากฝึกไปก็เสียแรงเปล่ายังไม่ถึงเวลาต้องไปสู้กับใครอีกอย่างฝืนฝึกทั้งๆที่เส้นลมปราณและเส้นชีพจรไม่แข็งแรง อาจจะเสียโอกาสเอาได้นะ เอาเวลาไปเล่นกับพี่ๆน้องๆของเจ้าที่สวนหลังจวนใหญ่ดีกว่า”ฉินไป่เฉินกล่าวพลางยิ้มให้กับบุตรชายของตนในทันทีที่ฉินหนานกำลังจะออกหมัดในกระบวนท่าที่สอง
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้จะเอาไปสู้กับใครซะหน่อยนะ ข้าเพียงเห็นว่าหมัดสูญนภาของตระกูลเราน่าสนใจ จึงลองออกหมัดวางเท้าดูเล่นๆก็เท่านั้นเอง นี่ก็เป็นการเล่นในแบบของข้าเหมือนกัน”ฉินหนานไม่กล้าบอกความจริงว่าเขานั้นจำชาติก่อนได้และตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรเพราะกลัวจะเป็นเรื่องใหญ่
อีกทั้งในหลายปีที่ผ่านมาตนก็ได้เคยลองไปเล่นกับเหล่าพี่น้องในตระกูลมาแล้ว แต่ก็โดนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำเนื่องจากเป็นน้องเล็กในตระกูล พลังกายต่างๆก็ยังมีไม่มากทำให้โดนแกล้งอยู่บ่อยๆ ได้แต่อาศัยไหวพริบเอาตัวรอดตลอดมา
ตั้งแต่นั้นฉินหนานจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปในที่ที่เสี่ยงจนกว่าตนจะแข็งแกร่งเพียงพอแล้วพร้อมที่จะเผชิญหน้า
“พ่อกลัวเจ้าจะเหงาไม่มีเพื่อนเล่นเลยมาชวนเจ้าไปเล่นกับพี่ๆน้องที่สวนหลังจวนใหญ่หน่ะ”แหะๆฉินไป่เฉินยิ้มแห้งๆ หลังจากที่ได้ยินว่าบุตรชายฝึกหมัดสูญนภาเล่นๆแล้วได้กล่าวปฏิเสธข้อเสนอของตน
“ท่านพ่อมีสิ่งใดอีกหรือไม่ขอรับ ถ้าไม่มีข้าขอตัวก่อนนะขอรับ” ทันทีที่พูดจบฉินหนานก็ประสานมือยกหมัดให้บิดาแล้วเดินกลับเข้าไปในจวน ทิ้งให้บิดาของตนยืนยิ้มแห้งอยู่อย่างนั้น
ภายในห้องข้องฉินหนาน
หลังจากที่เข้าห้องของตนมาแล้วฉินหนานก็สั่งให้บ่าวไพร่ออกไปห้ามใครเข้ารบกวน ฉินหนานนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงพลางคิดถึงพิจารณากระบวนการการบ่มเพาะดูดซับพลังฟ้าดิน “หากสามารถประยุกต์เข้ากับความรู้จากชาติก่อนของข้าได้ล่ะ”
แววตาของฉินหนานพลันเกิดประกายสว่างจ้าเหมือนคิดอะไรดีๆได้จากนั้นจึงหลับตาลงรวบรวมสมาธิใช้ความคิดพิจารณาสิ่งที่ตนคิดได้อีกครั้ง