EP 07
แคปซูลเลือด
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องกระทบเปลือกตาของยองวอนจนเขาไม่สามารถจะข่มตาหลับได้อีกต่อไป หากแต่ทันทีที่รู้สึกตัว ก็ถูกอาการปวดหัวเข้าโจมตีจนไม่อยากจะขยับตัวไปไหน รู้สึกเหมือนมีก้อนหนักๆ ถ่วงอยู่ในหัว ซึ่งมันไม่เพียงแต่ทำให้เขารู้สึกว่าหัวของตัวเองหนักอึ้งจนยากเกินกว่าจะประคองมันขึ้นมาตั้งบนบ่า แต่มันยังเต้นตุบๆ ตลอดเวลาจนเขาต้องยกมือขึ้นมากดมันเอาไว้พลางภาวนาขอให้มันหยุดเต้นสักที
“นายควรรู้ไว้ว่านั่นเป็นผลมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายของนายอ่อนเพลียและขาดน้ำ กินอาหารไม่ตรงเวลา แถมสมองยังมีสภาวะเครียด”
อาการที่ถูกร่ายยาวมาทั้งหมดทำให้ยองวอนขมวดคิ้วเข้าหากันจนพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างหัวคิ้วเข้มๆ ของเขาเกิดรอยย่น ยองวอนพยายามมองไปยังที่มาของเสียง หากแต่แสงสว่างบริเวณริมระเบียงด้านนอกที่ยองวอนเพิ่งจะมองออกไปกลับแยงตาจนเขาต้องหยีตาลงโดยอัตโนมัติ ภาพที่มองเห็นยังคงไม่ชัดนัก
ยองวอนกะพริบตาอยู่หลายครั้งกว่าที่การมองเห็นของเขาจะกลับมาเป็นปกติ ซึ่งทันทีที่ภาพใบหน้าของใครอีกคนชัดเจน สองตาของเขาก็ถึงกับเบิกโพลง
“พี่ชินซอง”
“ลุกขึ้นมากินข้าวแล้วกินยาซะนายจะได้รู้สึกดีขึ้น แต่ถ้ายังเอาแต่นอนกุมหัวแบบนั้นมันคงไม่ช่วยสักเท่าไหร่” ชินซองบอกเสียงเรียบ ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่และจ้องมองคนที่กำลังพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบากด้วยสายตาคมปลาบ
ยองวอนนึกอยากจะกระเด้งตัวเองขึ้นจากฟูกที่นอนให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ร่างกายของเขากลับอ่อนแรงจนยากจะทำให้ได้อย่างที่ใจนึก สุดท้ายภาพการลุกจากที่นอนของเขาจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล
“ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ แล้วที่นี่ที่ไหน พี่ล่ะ มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
หลายคำถามของยองวอนถูกเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีเป็นกังวล เขาถามไม่เต็มเสียงนักราวกับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฝันอยู่หรือว่านี่คือเรื่องจริง
ชินซองยังคงจ้องมองยองวอนอย่างเปิดเผย ในขณะที่ยองวอนเองก็เผลอจ้องมองอีกฝ่ายเนิ่นนานโดยไม่รู้ตัว
เรียวคิ้วเข้มและหนาอยู่เหนือดวงตาคู่คมปลาบ ชินซองมีนัยน์ตาสีเข้ม ที่ถ้าหากได้จ้องมองใกล้ๆ จะเห็นว่ามีประกายสีแดงสะท้อนออกมา เมื่อประกอบกันแล้วทำให้เขาดูลึกลับแต่น่าค้นหา เส้นผมสีดำขลับหยักศกนิดๆ ริมฝีปากสีแดงจัดตัดกับสีผิวขาวซีดเพราะไม่เคยต้องแสงแดดจัดๆ แต่เพราะร่างกายที่สูงใหญ่ทำให้เขาดูแตกต่างจากคำว่าขี้โรคลิบลับ
ยองวอนรู้ดีว่าชินซองมีนิสัยรักสุขภาพ เขาออกกำลังกายและใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างดีมาตลอด กล้ามแขนที่ดูแข็งแรงนั่นก็ชวนให้หลงใหล และเมื่อมีโอกาสได้มองไป ก็ถูกกล้ามเนื้อที่บริเวณนั้นสะกดสายตาเอาไว้ราวกับต้องมนตร์สะกด ยิ่งจ้องก็ยิ่งถลำลึก ยากที่จะหักห้ามใจไม่ให้ไล่สายตามองต่ำลงไปตามท่อนแขนกระทั่งสิ้นสุดที่ฝ่ามือหนาที่ตอนนี้กำราวระเบียงเอาไว้ทั้งสองข้าง เส้นเลือดที่ข้อมือของชินซองทำให้ยองวอนเผลอกลืนน้ำลายลงไปโดยไม่รู้ตัว
“อาการกลืนน้ำลายบ่อยๆ นี่เกิดจากความอยากอาหารรึเปล่า”
คำถามของชินซองทำให้ยองวอนสะดุ้งแล้วรีบเสมองไปทางอื่นในฉับพลัน ความร้อนในร่างกายพุ่งสูงทำให้เขารู้สึกคล้ายจะมีไข้
“ก็นิดหน่อยครับ ว่าแต่ตอนนี้กี่โมงแล้ว ผมหลับไปนานรึเปล่า” ยองวอนเฉไฉเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับพยายามกวาดสายตาไปรอบห้องเพื่อมองหานาฬิกาสักเรือน แต่สิ่งที่เขาเห็นและคิดว่ามันทำหน้าที่บอกเวลาได้ดีไม่ต่างจากนาฬิกาก็คือโทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่ที่หัวเตียง
ยองวอนเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาแล้วกดที่หน้าจอเพื่อดูเวลา ซึ่งตัวเลขบอกเวลาที่เห็นกลับทำให้เขาสะดุ้งตัวโยนพร้อมกับผุดลุกขึ้นยืนอีกครั้งโดยอัตโนมัติ
สิบเอ็ดโมงครึ่ง บ้าไปแล้ว นี่เขาหลับไปนานขนาดนี้ได้ยังไง!
“ไม่ต้องรีบหรอก ไปอาบน้ำให้ร่างกายนายตื่นตัวสักหน่อยแล้วออกไปคุยกับฉันข้างนอก”
“แต่...”
“ถ้านายทำให้ฉันรู้สึกว่าเสียเวลา เงื่อนไขในการช่วยเหลือของฉันจะเยอะขึ้น เลือกเอาก็แล้วกัน” ชินซองทิ้งท้ายก่อนจะเดินผ่านยองวอนที่ยังคงจับต้นชนปลายกับอะไรไม่ถูกสักอย่างออกไปด้านนอก
ยองวอนได้แต่มองตามแผ่นหลังของชินซองออกไปกระทั่งลับสายตา ก่อนจะพยายามปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดในความคิด เขาจำได้ว่าเมื่อวานเขาได้รับโทรศัพท์จากบอนซองว่ายองแอช็อกและหยุดหายใจ หมอปั๊มหัวใจจนอาการพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้เธอก็น่าจะยังพักอยู่ที่ห้องไอซียู
หลังจากนั้นเขาก็กำลังจะกลับไปพัก ก่อนหน้านั้นเขาแวะไปคุยกับหมอเรื่องอาการของยองแอเพื่อสอบถามให้แน่ใจ ก่อนจะเดินลงมาที่รถ ซึ่งก็ได้พบกับชินซอง
หัวใจของยองวอนเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหวังเมื่อสิ่งที่เขาจำได้อีกเรื่องก็คือชินซองรับปากกับเขาว่าจะช่วย
ทันทีที่จำเรื่องราวทั้งหมดได้ ยองวอนก็รีบเดินตามชินซองออกมาจากห้องพัก ถึงแม้เขาจะยังเคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่คล่องแคล่วเหมือนปกติ แต่อย่างน้อยๆ ความหวังของเขามันก็ทำให้เขามีพลังที่จะลุกขึ้นสู้กับเรื่องร้ายๆ อีกรอบ
“ฉันจำได้ว่าบอกให้นายอาบน้ำก่อน” ชินซองช้อนตามองยองวอนที่กำลังเดินออกมาจากห้องนอนในสภาพดูไม่จืด เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนดูยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่นนอน ดวงตายังคงอิดโรยแม้จะนอนไปเกือบสิบชั่วโมงเต็ม
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมต้องรีบไปโรงพยาบาล”
ไม่ผิดจากที่ชินซองคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกว่ายองวอนคงไม่ยอมเสียเวลาทำอะไรทั้งนั้น เพราะตราบใดที่ยังไม่มั่นใจว่าน้องสาวเพียงคนเดียวจะปลอดภัย การอาบน้ำ กินข้าว หรือแม้แต่การดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการหวีผมเผ้าให้ดูเข้าที่เข้าทางก็กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลา
“งั้นก็นั่งสิ” ชินซองเอ่ยปากบอก
ยองวอนเดินตรงมานั่งลงที่โซฟาเดี่ยวด้านข้างโซฟาตัวยาวที่ชินซองนั่งอยู่ก่อนโดยไม่อิดออด สายตาเหลือบมองใบหน้าของชินซองสลับกับกล่องกำมะหยี่สีดำที่วางอยู่บนโต๊ะกลางตัวเล็กๆ ตรงหน้าตามสายตาของชินซองที่จ้องมองมันสลับกับใบหน้าของเขาเหมือนกัน
“ฉันรู้เรื่องทั้งหมดของยองแอแล้ว” ชินซองเปิดประเด็นทันทีที่ยองวอนนั่งลง ซึ่งยองวอนก็พยักหน้าเบาๆ อย่างไม่คิดจะปิดบัง
“ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะโกหกหรือว่าปิดบังเรื่องนั้นอยู่แล้ว และหวังว่าพี่จะไม่เปลี่ยนใจ”
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของยองวอนทำให้ชินซองรู้สึกเหมือนกำลังถูกตีกรอบ เขานึกอึดอัดใจแต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจและยอมรับว่าในเวลานี้เขาคือความหวังเดียวของยองวอนจริงๆ
“ฉันไม่ได้คิดจะกลับคำพูด แต่เรื่องที่นายอยากจะเป็นของฉัน...อย่างลึกซึ้ง เพราะหวังว่าจะเปลี่ยนเลือดในตัวของนายเพื่อที่นายจะได้ใช้เลือดของนายช่วยยองแอนั่นเป็นคนละเรื่องกัน” ชินซองพยายามอธิบาย
ยองวอนเงียบลง สีหน้าแสดงออกถึงความผิดหวังชัดเจนแต่เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจ ยิ่งไปกว่านั้นคือการอ้อนวอนคนอย่างชินซองเป็นสิ่งที่เขารู้ดีว่ามันไร้ประโยชน์ การที่ชินซองพูดว่าเป็นคนละเรื่องกัน นั่นแปลว่าเขาอาจไม่ยอมช่วยด้วยวิธีที่ถูกเอ่ยออกมา แต่อาจโน้มน้าวให้เลือกวิธีอื่น ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนรอบกายของยองวอนล้วนแล้วแต่พยายามทำแบบนี้กับเขาทั้งนั้น
“ครับ ผมเข้าใจ”
ชินซองรู้ดีว่ายองวอนไม่เข้าใจ เขาแค่รับฟัง แต่หัวรั้นเกินกว่าจะยอมรับความจริง
“บอกฉันได้มั้ยว่าทำไมนายถึงเลือกที่จะเสนอตัวเองให้ฉัน ทั้งที่ฉันลองคิดดูแล้วมันยังมีอีกหลายวิธีที่นายสามารถจะทำได้” ชินซองแสร้งถาม ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่า ถ้ายองวอนมองเห็นวิธีอื่นคงไม่เลือกที่จะบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากตัวเขาแน่ๆ
“เหตุผลแรกเพราะยองแอยังเด็กครับ ตลอดการรักษาเธอได้รับการถ่ายเลือดมาแล้วหลายครั้ง มันเป็นวิธีที่ดีแต่อยู่บนความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อมาโดยตลอด”
“นายก็เลยต้องการลดความเสี่ยงด้วยการจะเปลี่ยนตัวเอง เพื่อใช้เลือดของตัวเองช่วยเธอ”
ยองวอนพยักหน้าตอบรับ เขาพยายามทบทวนเรื่องนี้มาแล้วหลายตลบ ดังนั้นถึงได้พูดมันออกไปอย่างมั่นใจและไม่คิดจะโกหกเลยแม้แต่น้อย
“ครับ จริงๆ มันมีเหตุผลอีกข้อก็คือยองแอมีกรุ๊ปเลือด Rh- ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่หายาก การบริจาคเลือดสามารถทำได้ก็จริง แต่มันช้ามากที่จะได้เลือดที่ตรงกับความต้องการ นอกจากต้องระวังเรื่องการติดเชื้อ สุดท้ายคือไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าเลือดที่มีสำรองจะเพียงพอรึเปล่า เพราะไม่มีใครรู้ว่ายองแอจะอาการดีขึ้นเมื่อไหร่ แม้แต่หมอ”
เหตุผลข้อที่สองของยองวอนครอบคลุมเจตนาของเขาเอาไว้ทั้งหมดนั่นคือเขาไม่ต้องการให้ยองแอเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยงจากการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้จากการถ่ายเลือด หรือเสี่ยงที่จะขาดเลือด จริงอย่างที่ยองวอนบอกว่าไม่มีใครรู้ว่ายองแอจะหายเมื่อไหร่ นั่นย่อมแปลว่าเธอต้องการเลือดอีกจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ยองวอนกังวลที่สุด เพราะหากไม่มีเลือด ทุกอย่างก็เท่ากับศูนย์
“ฉันกรุ๊ป Rh-” ชินซองบอกสั้นๆ เพราะต้องการหยั่งเชิง ซึ่งยองวอนเองก็พอจะดูออกว่าชินซองหมายถึงอะไร
“คนเราบริจาคเลือดได้แค่สี่ครั้งต่อปี ต่อให้พี่อาจจะทำได้มากกว่ามนุษย์ทั่วไปเรื่องนั้นผมไม่แน่ใจ แต่ผมก็คิดว่า...”
“ฉันหมายถึงทำไมนายไม่ยกยองแอให้ฉันต่างหาก นายอย่ามาแกล้งโง่” ชินซองโพล่งออกไปเพราะต้องการจะสั่งให้คนตรงหน้าเลิกแกล้งโง่
“ทำไมล่ะยองวอน ถ้านายเลือกวิธีให้ฉันลึกซึ้งกับยองแอ อาทิตย์หน้านายอาจเห็นยองแอลุกขึ้นมาเดิน ลุกขึ้นมาหัวเราะเลยก็ได้ แถมไม่มีผลข้างเคียงให้นายต้องกังวลด้วยซ้ำ”
“ยองแอยังเด็ก”
“นายก็รู้ว่าไม่ว่าจะอีกกี่สิบปี คนที่จะโตขึ้นและแก่ลงมีเพียงยองแอ ไม่ใช่ฉัน”
“แต่ผมไม่ต้องการแบบนั้น”
“แล้วนายต้องการแบบไหน”
“แบบที่ผมบอกพี่ไปแล้ว เหตุผลเดียวของสิ่งที่ผมทำไปทั้งหมดคือไม่ต้องการให้ยองแอเสี่ยงแม้แต่นิดเดียว” ยองวอนยืนยันเสียงแข็ง สายตาแข็งกร้าวขึ้นมานิดหน่อยเพียงแต่ยังพยายามที่จะรักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้
ชินซองกระตุกยิ้มมุมปาก เขาค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าอะไรคือความเสี่ยงที่ยองวอนกลัว
“อ้อ ที่แท้นายก็กลัวว่าถ้ายองแอเป็นของฉันแล้ว ฉันจะทิ้งยองแอสินะ นายไม่อยากให้ฉันลึกซึ้งกับยองแอทั้งที่รู้ว่านั่นเป็นวิธีที่จะทำให้ยองแอรอดได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่รึเปล่า”
แม้จะรู้ว่าการถามออกไปอาจทำให้อีกฝ่ายกรุ่นโกรธ แต่ชินซองก็ยังเลือกจะถามเพราะต้องการมั่นใจในความรู้สึกของคนตรงหน้า ซึ่งการที่เห็นว่ามือทั้งสองข้างของยองวอนกำหมัดแน่นมันก็ทำให้เขากระตุกยิ้มมุมปากออกมากลายๆ
“ไม่ตอบแสดงว่าใช่ งั้นฉันสรุปเลยก็แล้วกันว่านายกลัวฉันจะทิ้งยองแอ ก็เลยเสนอตัวเองมาแทน ดังนั้นถ้าฉันทิ้งนาย คงไม่เป็นไร?” ชินซองแสร้งถามต่อไปเรื่อยๆ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกอะไร ในขณะที่ยองวอนเม้มริมฝีปากแน่น นั่งไหล่ห่ออย่างนึกสมเพชตัวเอง
“ครับ ไม่เป็นไร ผมยอมทุกอย่าง ถ้าหลังจากที่ยองแอหายเป็นปกติแล้ว พี่จะทิ้งผม หรือจะทำอะไรกับผมก็เชิญ” ยองวอนบอกอย่างสิ้นหวัง
“แล้วถ้าทุกอย่างมันกลับกันล่ะยองวอน” ชินซองสบตากับยองวอนเพื่อประเมินความคิดของอีกฝ่าย ซึ่งก็ยังอ่านขาดง่ายเหมือนเดิม เพียงแต่สิ่งที่ชินซองต้องการคือการได้ยินมันจากริมฝีปากคู่นั้นต่างหาก
“ถ้าฉันให้ในสิ่งที่นายต้องการแล้ว มันก็เท่ากับฉันหมดประโยชน์กับนายแล้ว ถึงเวลานั้นนายก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งฉันอีก แถมระหว่างนี้นายเองก็ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนมากมาย ดังนั้นนายถึงได้ดูไม่คิดอะไรกับสิ่งที่เพิ่งจะพูดออกมาสินะ”
เป็นอีกครั้งที่คำถามของชินซองทำให้ยองวอนเม้มริมฝีปากแน่น ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่าตัวเองไม่เคยคิดแบบนั้นแม้แต่เสี้ยววินาที แต่คิดว่าพูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะสิ่งที่เขาทำลงไปแล้ว มันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ หรือต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้จริงๆ เขาก็จะตัดสินใจทำแบบเดิม
“นายมันเห็นแก่ตัวยองวอน ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ไม่สนใจ ขอแค่ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น”
“ครับ ผมยอมรับว่าผมเห็นแก่ตัว แต่ถ้าครั้งนี้พี่ยอมช่วย ผมสัญญาว่าผม...จะไม่ไปไหนอีก ผมจะยกทั้งชีวิตของผมให้พี่ จนกว่าพี่จะไม่ต้องการ”
“นี่นายคิดว่าฉันอยากจะได้ชีวิตเล็กๆ ของนายไปทำไมยองวอน”
ก้อนเนื้อในอกบีบตัวรุนแรง แต่ละคำถามของชินซองทำให้ยองวอนกล้ำกลืนฝืนก้อนสะอื้นลงคอไปอย่างยากลำบาก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับ มันถูกแล้วที่ชินซองจะลงโทษเขาด้วยคำพูดที่เลือดเย็นพวกนี้
“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็บอกผมมาว่าอยากให้ผมทำยังไง ขอร้องล่ะครับ ผมรู้ว่าพี่ช่วยยองแอได้ แล้วพี่ก็รับปากแล้วว่าจะช่วย เธอเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผมเหลืออยู่ ผมไม่อยากสูญเสียเธอไป” ยองวอนพยายามอ้อนวอน น้ำในตาปริ่มจนจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ และชินซองก็รู้ตัวดีว่าเขาใจไม่แข็งพอที่จะมอง จำต้องละสายตาไปมองอย่างอื่นแสร้งทำเป็นไม่สนใจ
“ถ้าหลังจากที่ยองแอหายเป็นปกติแล้วพี่อยากจะฆ่าผม ผมก็ยินดี หรือพี่จะทรมานผมให้สาแก่ใจพี่ยังไงก็ได้ แต่ผมขอร้อง ยองแอไม่สมควรจะมาจากไปทั้งที่เธอยังไม่ทันจะได้มีโอกาสเห็นโลกที่กว้างกว่าบ้านกับโรงพยาบาลแบบนี้”
เสียงสั่นๆ ของยองวอนบีบหัวใจของชินซองจนแทบแหลกละเอียด เขาจำต้องยื่นมือออกไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีดำตรงหน้าขึ้นมา ก่อนจะเปิดมันแล้ววางกลับลงไปที่เดิม หันหน้ากล่องเข้าหายองวอนอย่างที่ตั้งใจจะให้ใครอีกคนได้เห็นของที่อยู่ด้านใน
“ฉันไม่เคยผิดคำพูดยองวอน ในเมื่อรับปากนายเอาไว้ว่าจะช่วย ฉันก็จะช่วย”
“มันคืออะไรครับ” ยองวอนรีบเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ชินซองลอบถอนหายใจเบาๆ เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่ได้ถูกต้องนัก แต่ก็ไม่มีกฎข้อไหนที่ระบุเอาไว้ว่าห้ามทำ มันไม่ผิดในแง่ของกฎระเบียบ แต่ผิดแน่ๆ ในแง่ของจริยธรรม สิ่งที่เขาทำอยู่มันฝืนกฎของธรรมชาติ
“แคปซูลเลือด”
ชื่อของมันทำให้ยองวอนรู้สึกได้ทันทีว่าลำคอแห้งผากขึ้นมากะทันหัน ขนหัวลุกชันไปหมด
“เลือดบริสุทธิ์กรุ๊ป Rh- แบบที่นายต้องการ ฉันรับประกันว่ามันจะช่วยให้ร่างกายของยองแอฟื้นตัวได้ดีขึ้นรวดเร็วกว่าปกติแน่นอน และไม่ต้องห่วงว่ามันจะทำให้ยองแอกลายเป็นแวมไพร์ เพราะทั้งปริมาณและความเข้มข้นของมันไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น”
คำอธิบายเบ็ดเสร็จของชินซองทำให้แววตาของยองวอนเป็นประกายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนั้นคำถามว่าจริงรึเปล่า หรือว่าไปเอามันมาจากที่ไหนก็เป็นคำถามต้องห้าม ยองวอนรู้ดีว่าผู้ชายชื่อฮันชินซองคนนี้สามารถทำอะไรที่เหนือความคาดหมายได้ตั้งแต่แรก นับตั้งแต่วันที่เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่มนุษย์
ปั้ก!
แต่แล้วภาพตรงหน้าก็หายไปเมื่อชินซองยื่นมือไปปิดกล่องนั้นลงต่อหน้าต่อตายองวอนที่กำลังจ้องมองมันอยู่ด้วยความดีใจ
ยองวอนเงยหน้าขึ้นสบตากับชินซองอีกครั้ง สีหน้าของชินซองในเวลานี้เรียบเฉย แววตาเย็นชา ริมฝีปากสีแดงจัดยังคงแนบสนิทกันอยู่อย่างนั้นราวกับกำลังเป็นฝ่ายรอให้เขาพูดหรือถามอะไรออกไป
“แคปซูลเลือดหนึ่งแคปซูลจะช่วยต่ออายุยองแอได้ราวๆ หนึ่งสัปดาห์ สิ่งที่นายควรรู้ก็คือสิ่งที่อยู่ในแคปซูลเป็นเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งนายต้องทำความเข้าใจและยอมรับให้ได้ว่าเลือดฆ่ามะเร็งไม่ได้”
แม้จะทำความเข้าใจยากสักหน่อย แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็มีโอกาสแล้ว แม้จะแค่เศษเสี้ยวของความหวัง อาจจะแค่หนึ่งในล้านหรือในร้อยล้าน ยองวอนก็จำต้องคว้ามันเอาไว้
“ผมเข้าใจครับ”
“ดี นายจะได้ไม่คิดว่าฉันผิดคำพูดทีหลัง จำเอาไว้ว่าถ้ามะเร็งมันลุกลาม ต่อให้นายจะมีร้อยหรือพันแคปซูลอยู่ในมือก็ช่วยยองแอไม่ได้นะยองวอน” ชินซองพยายามย้ำและแยกแยะประเด็นออกให้ชัดเจน ซึ่งยองวอนก็พอจะเข้าใจเพราะที่ผ่านมาเขาเองก็พยายามศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เพียงแค่รู้ว่ายังมีความหวังมันก็ดีมากแล้วสำหรับคนที่เคยสิ้นหวังอย่างเขา
ถ้าร่างกายของยองแอได้รับเลือดที่จะสามารถช่วยทำให้ระบบในร่างกายของเธอทำงานได้เป็นปกติ การที่เธอจะเข้ารับคีโมเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งหรือจะด้วยวิธีการรักษาอื่นๆ ในขั้นตอนต่อไปก็ย่อมจะมีโอกาสสำเร็จได้มากขึ้นนี่นา
“เข้าใจแล้วครับ”
“เข้าใจแล้วก็ยอมรับความจริงให้ได้ด้วยล่ะ อย่าสักแต่เข้าใจแค่ให้เรื่องมันผ่านไป” ชินซองดักทางเพราะเขารู้จักนิสัยของเด็กหนุ่มตรงหน้าดี ต่อให้ยองวอนจะได้รับแคปซูลเลือดไปแล้ว เขาก็ยังค่อนข้างมั่นใจว่ายองวอนจะไม่หยุดแค่นี้ คนอย่างยองวอนจะต้องพยายามเผื่อทางเลือกอื่นเอาไว้จนกว่าจะได้ทางเลือกหรือวิธีที่เขาพอใจ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องอื่นมันก็คงดีนั่นแหละ แต่กับเรื่องบางเรื่อง ทางออกเดียวของปัญหาคือต้องรู้จักปล่อยวางและยอมรับความจริง ซึ่งคนตรงหน้าของชินซองในตอนนี้ห่างไกลจากคำนั้นมากเหลือเกิน
“เอาละ ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง…ค่าตอบแทน”