ตอนที่ 3 หนูน้อย 3

1314 คำ
ตอนเช้าเวลาตีสี่ “ยายตื่นได้แล้ว ตีสี่แล้ว” เสียงตาปลุกยาย ลูกเกดได้ยินเสียงเบา ๆ เห็นแสงไฟฉายที่ตาเปิดส่องทางให้ยายเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ เวลาตีสี่เป็นเวลาที่ตายายจะลุกไปหุงข้าว ทำกับข้าวในครัวพร้อมกัน แต่ลูกเกดก็หลับต่อ นอนหลับไปสักพัก เวลาประมาณ 6 โมงเช้าก็ได้ยินเสียงปลุก “ลูกเกดตื่นได้แล้วลูก” เสียงแม่ปลุก กว่าแม่จะช่วยจัดการอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็พักใหญ่ ๆ ประมาณ 6 โมงครึ่งตอนเช้าอากาศดีมาก หมอกจาง ๆ สายลมพัดเบา ๆ ทำให้ใบไม้ไหวไปตามสายลม แดดอ่อนในยามเช้า เสียงนกร้อง จิ๊บ จิ๊บ เป็นการต้อนรับวันใหม่ ลูกเกดเห็นยายถือขันข้าว ที่มีข้าวสวยอยู่ในนั้นพร้อมทัพพีคดข้าว และมีหม้อหูหิ้วลูกเล็กพอประมาณกำลังจะลงจากบ้าน “ยายจ๋า ยายจะไปไหนน่ะ” ลูกเกดถาม “ยายกำลังจะไปใส่บาตรพระที่เดินผ่านหน้าบ้านลูก” ยายตอบอย่างใจดี “หนูไปใส่บาตรด้วย รอหนูด้วย” ลูกเกดร้องเสียงดัง พร้อมรีบวิ่งปรู๊ดตามยายไป ระหว่างที่ยืนรอใส่บาตรพระตามข้างถนนที่ถนนยังเป็นดินลูกรัง มีแคร่ไม้เล็ก ๆ สำหรับนั่งรอ นั่งเล่นติดริมแม่น้ำน่าน “อ้าว ลูกเกดมาด้วยเหรอ” ยายน้อย เพื่อนบ้านและเป็นเพื่อนสนิทของยายถามอย่างใจดี “จ้ายาย” ลูกเกดตอบพร้อมเมียง ๆ มอง ๆ ไปดูกับข้าวที่เตรียมใส่บาตรพระของยายน้อย “โน่นแน่ะยาย ยายรัง ยายยักษ์มาโน่น” เพื่อนบ้านที่เป็นเพื่อนยายเดินมาพร้อมถือขันข้าวพร้อมกับข้าวรอใส่บาตรพระเหมือนกัน ระหว่างรอพระเดินมา บรรดายาย ๆ ก็คุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนลูกเกดก็คอยชะเง้อ คอยมองดูว่า พระจะมาหรือยัง? “ยาย ยาย พระมาโน่นแล้ว” หนูน้อยเรียกเสียงเจื้อยแจ้ว สักพักบรรดายาย และหนูน้อยก็เข้าแถวเรียงหน้ากระดานรอใส่บาตรพระ พอพระมาใกล้ ๆ ยายบอกว่า “ลูกเกดถอดรองเท้าสิลูก เวลาใส่บาตรพระต้องถอดรองเท้านะลูก” ยายบอก พร้อม ๆ กับที่บรรดายาย ๆ ก็ถอดรองเท้ารอใส่บาตรพระเหมือนกัน พอพระมาถึง บรรดายายก็ค่อย ๆ ใส่บาตรทีละคน พอมาถึงหนูน้อย ยายให้หนูน้อยเอามือจับที่ทัพพี แล้วยายก็จับมือแล้วคดข้าวใส่ในบาตรพระทีละองค์จนครบทุกองค์ พร้อมทั้งถวายกับข้าวที่จะมีเด็กวัดช่วยเอาไปใส่ในถ้วยที่อยู่บนรถเข็นที่ถูกเข็นตามพระมา เรียบร้อยแล้ว ลูกเกดก็ต้องนั่งลงยอง ๆ ข้าง ๆ ยาย แล้วก็พนมมือตามยาย “รับศีล รับพรนะลูก” ยายบอก เด็กน้อยก็ทำเลียนแบบผู้เป็นยายทุกอย่าง พอพระให้พรเสร็จแล้วเดินจากไป ลูกเกดสังเกตเห็นเด็กผู้ชายที่เดินตามพระ 2 คน มีสะพายย่าม อีก 1 คน เข็นรถที่มีถ้วยกับข้าวที่คนทำบุญใส่มา “ยายจ๋า นั่นใครเหรอจ๊ะ ทำไมเขาต้องเดินตามพระด้วยจ๊ะ” ลูกเกดถาม “นั่นลูกศิษย์วัดที่จะคอยเดินตามพระช่วยถือของที่ญาติโยมถวายให้” ยายตอบ “อย่างนี้ หนูก็ไปช่วยถือของเป็นเด็กวัดได้ไหมจ๊ะยาย” หนูน้อยถามต่อ บรรดายายที่ได้ยินคำถาม ถึงกับหัวเราะดังลั่น “เด็กวัดนะลูก มีแต่เด็กผู้ชาย ผู้หญิงเป็นไม่ได้หรอก มันไม่เหมาะ ขนาดบวชพระนะ เขายังให้แต่ผู้ชายบวชพระเลยลูก” ยายน้อยตอบ “อย่างนี้ หนูก็บวชพระไม่ได้เหรอยาย” คำถามนี้ทำเอาคนแก่หัวเราะกันใหญ่ “อย่างหนูน่ะบวชไม่ได้หรอก ถ้าจะบวชน่ะบวชชีได้ แต่ที่แน่ ๆ วันนี้ตอนเย็น ยายจะทำบวชฟักทองให้กินดีไหม ยายรังเพิ่งจะให้ฟักทองมาเมื่อวาน กำลังกินเลย” ยายตอบยิ้ม ๆ “ดี ๆ หนูอยากกิน” เด็กน้อยตอบเสียงเจื้อยแจ้ว นึกถึงฟักทองบวชชีที่จะได้กินในตอนเย็น “อ้าว หนูลูกเกด มากินข้าวให้หมดนะลูก” เสียงตาเรียกมาจากบนบ้าน ลูกเกดรีบวิ่งไปหาตาตามเสียงเรียก แต่ยังไม่ลืมที่จะล้างเท้าในอ่างที่มีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วมีแท่นตรงกลาง นูนขึ้นมาเป็นสี่เหลี่ยมสำหรับให้เราไปยืนตรงกลาง แล้วเอาน้ำในอ่างที่ล้อมรอบแท่นนั้นล้างเท้า พร้อมใช้เท้าอีกข้างหนึ่งขัดถูกันไปมา แล้วกำลังจะรีบวิ่งขึ้นบันไดไปบนบ้าน เสียงยายเรียกดังขึ้นก่อน “เดี๋ยวก่อน เช็ดเท้ากับผ้าเช็ดเท้าให้แห้งก่อน เดี๋ยวก็เปียกไปเป็นทางหรอกน่ะ” ยายสั่งแกมบังคับ “อ้าว หนู มากินข้าวให้หมดลูก” เสียงตาเรียกอีกครั้ง ซึ่งกว่าจะกินข้าวหมดจาน ก็ 7.30 แล้ว “พ่อ ๆ เปิดเพลงหน่อย” ลูกเกดอ้อนพ่อ ผู้เป็นพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินไปเปิดเครื่องเล่นวิทยุสี่เหลี่ยมใหญ่ ๆ เก่า ๆ พอเสียงเพลงของพุ่มพวงดังขึ้น “ตัก ตัก ตัก กะต๊าก ตัก ตัก ตัก กะต๊าก...ฯลฯ” ลูกเกดก็ขึ้นไปบนเก้าอี้ตัวไม่สูงนักแล้วเต้นโชว์คนในบ้าน ท่าเต้นตามใจฉัน ผู้เป็นพ่อแม่ ตายาย หัวเราะยิ้มขำ ๆ พร้อมตบมือเชียร์ พอจบเพลง หนูน้อยถึงจะยอมไปโรงเรียนแต่โดยดี พ่อของลูกเกดเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยม ส่วนแม่เป็นครูสอนโรงเรียนประถม ชั้นอนุบาล ซึ่งโรงเรียนของพ่อและแม่อยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก ฉะนั้นทุก ๆ เช้า พ่อจะต้องพาลูกเกดและแม่นั่งรถกระบะสีแดงคันเก่า ๆ ไปส่งลูกที่โรงเรียน แล้วถึงไปส่งแม่ต่อ “สวัสดีจ้ะพ่อ แม่” เด็กน้อยพนมมือไหว้พ่อแม่ ก่อนจะรีบวิ่งไปเข้าแถวที่เด็กนักเรียนเข้าแถวพร้อมกันหมดแล้ว “สายแล้ว ๆ” ลูกเกดรีบวิ่งไปเข้าแถวพร้อมกับสะพายกระเป๋าเป้ไปเข้าแถวหน้าเสาธงพร้อมเพื่อน ๆ ต่อแถวเป็นคนสุดท้ายของห้อง แต่เด่นที่สุด ทำไม ต้องมองมาที่เรากันทุกคนเลย อายจัง มาสาย ลูกเกดคิดขณะที่ยืนเหนื่อยหอบจากการรีบวิ่งมาเข้าแถว มีพี่ ๆ ที่อยู่ชั้นโตกว่า ชาย 1 คน หญิง 1 คน เป็นตัวแทนไปชักเชือกธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา เราอยากไปยืนชักเชือกอย่างนั้นบ้างจัง ลูกเกดคิดอย่างคาดหวัง แต่ความคิดอาจจะดังไปหน่อย จนเพื่อนบอกว่า “เราน่าจะได้ขึ้นไปชักเชือกบ้างเนาะ แต่อย่างว่าเราอยู่แค่ ป.1 ตัวอาจจะเล็กเกินไป” แล้วเสียงหัวเราะก็ดังจนคุณครูที่คุมแถวต้องหันมาทำสายตาดุ ๆ แล้วรีบเดินเข้ามาดุว่า ยืนนิ่ง ๆ หัวเราะอะไร “มาสายก็มาสาย แล้วยังมาชวนเพื่อนหัวเราะอีก” ครูบ่น สาวน้อยและแก๊งเพื่อนเลยได้แต่ก้มหน้านิ่งหลบสายตาพิฆาตของครู และร้องเพลงชาติจนจบ แล้วก็มีพี่ผู้หญิงที่เป็นประธานนักเรียนนำสวดมนต์หน้าเสาธง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ) แล้วก็มีครูปกครองขึ้นยืนพูดอะไรหน้าเสาธงก็ไม่รู้เรื่อง เพราะลูกเกดมัวแต่สนใจเพื่อนคนหนึ่งที่ยืนอยู่อีกแถวหนึ่ง ไม่ห่างกันมากนัก เด็กหญิงเอียงคอ ทำหน้าสงสัย ในหัวมีคำถามหนึ่งลอยมา
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม