ครึ่งชั่วโมงต่อมา
บนห้อง
หลังทานอาหารมื้อเช้าเสร็จ คามิลก็ยังคงถูกมารดาบีบบังคับให้อยู่บ้านทั้งวัน ห้ามออกไปลั้นลาที่ไหนโดยที่เขาไม่มีทางเลือกอื่น
ให้ตายสิ
“วันนี้ต้องอยู่บ้านนะตามิล ห้ามมีปากเสียงเถียงแม่เด็ดขาด”
คำพูดเด็ดขาดของมารดายังลอยก้องอยู่ในหัวของคนที่กลับขึ้นมานอนแผ่หราอยู่บนเตียงใหญ่ในห้องด้วยอาการซวดเซ็ง จนคามิลถึงขั้นต้องยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองพร้อมแผดเสียงระบายอารมณ์ตัดพ้อสิ่งที่อัดอั้นตั้งแต่เช้าออกมาลั่นห้องอย่างคนหัวเสีย
“เซ็งโว้ย เมื่อไหร่จะได้หย่ากับยัยนั่นสักทีว่ะ!!”
“ก็ตอนถึงเวลานั่นแหละค่ะ”
“เฮือก!!”
สุ้มเสียงที่ดังขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้คามิลถึงกับสะดุ้งตกใจอย่างแรง รีบผุดลุกขึ้นมานั่งอัตโนมัติ ก่อนจะพบว่าเป็นมิราตัวแสบที่เขานึกรังเกียจเธอยิ่งกว่าอะไรดีเข้ามาในห้องแบบเงียบๆ
“เข้ามาทำไมไม่รู้จักเคาะประตู!” ตะคอกน้ำเสียงด้วยไม่พอใจ พลางผายฝ่ามือขึ้นลูบหน้าอกเหมือนคนขวัญเสีย
ใครบ้างว่ะจะไม่ตกใจ ทำตัวเหมือนผีล่องหนไปมาอย่างนั้นอ่ะ
“ทีคุณยังไม่เคยเคาะ แล้วทำไมฉันต้องเคาะด้วยล่ะ”
“ฉันตกใจนะสิ!”
“ตกใจก็ตกใจไปสิคะ นั่นมันเรื่องของคุณ ฉันไม่ได้ตกใจด้วยสักหน่อย” พูดแบบลอยหน้าลอยตา ก่อนจะสาวเท้าเดินตรงไปทางห้องน้ำโดยไม่คิดจะสนใจเขาอีก
แต่คามิลที่เห็นว่าเธอคิดจะเดินหนีไม่คิดจะสนใจเขา จึงเอ่ยดักคอถามขึ้นด้วยความไม่พอใจมาก
"ทำให้ฉันตกใจแล้วคิดหนีไปง่ายๆ เลยงั้นเหรอ"
คนตัวเล็กชะงักฝ่าเท้าหยุดเดิน หันกลับมามองหน้าเขาพร้อมขมวดคิ้วมุ่นและถามกลับด้วยความสงสัย
"คุณตกใจแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันไม่ทราบ?"
"เธอทำให้ฉันตกใจ ขอโทษสักคำนะมีมั้ย"
นึกว่าอะไรจะให้ฉันขอโทษเนี่ยนะ จะดิ้นตายเลยหรือไง ทีตัวเองทำให้ฉันตกใจก็ไม่เห็นจะมีคำขอโทษเลยสักคำ แล้วเรื่องอะไรที่ฉันต้องขอโทษ ชิ!
ฟังอีกฝ่ายพูจบ มิราก็ถอนหายใจออกมาอย่างระงับตัวเองไม่ได้ และกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่ายเพราะอารมณ์ที่ไม่เอาแน่เอานอนของเขา
"ไม่มีค่ะ" พูดด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้านกับความผิดที่เขาอ้างมา ก่อนเตรียมจะสาวเท้าหนีเขาไปเข้าห้องน้ำ
"หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ นั่นเธอจะไปไหน"
ทำให้มิราชะงักฝ่าเท้าอีกครั้ง เอี่ยวคอหันกลับมาตอบกลับคามิลด้วยสีหน้านิ่งๆ แบบไม่แยแสเขา
"ก็ไปอาบน้ำไงคะ ไม่เห็นเหรอว่าฉันยังใส่ชุดนอนอยู่" เธอชี้ตัวเองให้เขาดูว่าเธอยังใส่ชุดนอนอยู่ พูดจบก็สะบัดหน้าสาวเท้าเดินไปเข้าห้องน้ำไม่สนใจอะไรอีก ปล่อยให้เขานั่งไล่สายตามองเธอเดินจากไปอยู่อย่างนั้นแบบงงๆ
"ฮะ เฮ้ย แต่เธอยังไม่ขอโทษฉันเลยนะ..."
ปึง
มารู้ตัวอีกทีมิราก็ปิดประตูห้องน้ำใส่ซะแล้ว
"โธ่เอ๊ย ยัยไม่มีมารยาท ขอโทษฉันแค่นี้มันจะตายนักหรือไง!" ชักสีหน้าบ่นพำพึมกับตัวเองอย่างหัวเสีย ก่อนหงายหลังทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มต่อ "เมื่อไหร่ฉันจะพ้นจากนรกของยัยบ้านี่สักทีนะ ไอ้คามิลคนนี้อึดอัดจะแย่อยู่แล้วโว้ย"
นึกถึงทุกทีในคำถามก็ต้องมีแต่คำว่าเมื่อไหร่อยู่ในหัว ทั้งที่วันหย่ามันอยู่ใกล้แค่เอื้อม อีกสามเดือนเองแท้ๆ แต่ก็ไม่ถึงสักที แค่หย่าทำไมยากเย็นจังว่ะ เฮ้ออ~
คามิลนั่งถอนหายใจอย่างคนตัดพ้อชีวิตอยู่คนเดียวบนเตียงใหญ่ จนเขาต้องนึกหาบางสิ่งมาแก้เครียดผ่อนคลายสมอง จึงเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ตรงโต๊ะโคมไฟหัวเตียงมากดเข้าแอปพลิเคชันเกมส์ที่เล่นบ่อยครั้ง ก่อนเอนหลังตั้งท่านอนเตรียมเล่นอย่างสบายใจ
ตัดมาทางของมิรากำลังยืนเอาร่างกายวาบหวิวไร้ซึ่งเสื้อผ้าปกปิดร่างขาวเนียน แม้แต่ชิ้นเดียวรับน้ำจากฝักบัวอย่างสบายใจอยู่ในห้องน้ำ
ซ่าา
ระหว่างที่น้ำไหลผ่านเรือนร่างจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว เธอเลื่อนมือเรียวเอื้อมไปกดหัวปั๊มของขวดสบู่เหลวตรงชั้นวางพร้อมใช้มืออีกข้างรองรับ
ฟึด ฟึด
แต่กดหัวปั๊มอยู่หลายครั้ง สบู่เหลวก็ยังไม่ไหลออกมาสักที
"หมดเหรอ? ทำไมไม่แม่บ้านไม่เปลี่ยนนะ" เธอพึมพำกับตัวเองอย่างเสียอารมณ์เล็กน้อย ก่อนวางขวดสบู่เหลวกลับเข้าที่เดิมเพราะอาบน้ำยังไม่ทันเสร็จสบู่เหลวก็ดันหมดเสียก่อน คงทำได้เพียงเดินออกไปเอาข้างนอก
นึกแล้วมิราก็เอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาห่อเตรียมจะออกไปเอาสบู่ขวดใหม่ข้างนอก แต่ทันได้ปลายนิ้วแตะเนื้อผ้าเธอก็ผุดขึ้นบางอย่างขึ้นมาได้เสียก่อน
เดี๋ยวสิ ลืมไปเลยว่าไอ้คนระยำก็อยู่ในห้องด้วยนี่ ถ้าใช้ให้อีตานั่นหยิบให้คงจะได้ละมั้ง
แกร๊ก
ไม่คิดนานมิราก็หันหลัง สาวเดินไปเปิดแง้มบานประตูห้องน้ำพอให้เสียงของเธอผ่านลอดออกไปข้างนอกได้ ก่อนเบี่ยงตัวชะเง้อหน้าไปที่ซอกประตูเล็กน้อยทั้งที่ร่างกายยังคงเปลือยเปล่าอยู่อย่างนั้น
"คามิล คุณช่วยหยิบสบู่เหลวขวดใหม่ให้ฉันหน่อยสิ"
"..." เงียบไร้ซึ่งเสียงตอบกลับของคนที่อยู่ด้านนอก
"คามิล ได้ยินมั้ยคุณช่วยหยิบขวดสบู่ให้ฉันหน่อย"
"..."
"คุณได้ยินพูดมั้ยเนี่ย"
"..."
มิราพยายามตะโกนเรียกคามิลอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังคงไร้เสียงตอบกลับจากเขา เธอจึงเงียบปากลงก่อนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ทั้งที่ห้องน้ำกับห้องนอนก็อยู่ใกล้กันมาก แต่ทำไมเขาถึงไม่ได้ยินล่ะ หรือว่าเขาไม่อยู่ในห้องแล้ว?
ในเมื่อไม่มีทางเลือกมิราก็ทำได้แต่เพียงถอดใจ หันหลังกลับเดินไปคว้าผ้าขนหนูมาห่มเรือนร่างบดบังส่วนสงวนขาวเนียนเอาไว้ให้พอกระชับ แต่ด้วยความที่ผ้าขืนมันสั้นเลยขึ้นมาบนเข่าก็ยังเผยให้เห็นความเซ็กซี่บนเรือนร่างอยู่ไม่น้อย จากนั้นเดินมาเปิดประตูเดินออกจากห้องน้ำทั้งที่ยังอยู่ในสภาพเปียกชื้นไปทั้งตัว
แกร๊ก
ตึก ตึก กึก
ทว่าทันให้มิราย่างขาเรียวเดินออกจากห้องน้ำเข้ามาในห้องได้เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็ต้องชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน เบิ่งตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจทั้งประหลาดใจเมื่อพบว่าคามิลยังคงนอนอยู่บนเตียงไม่ได้ไปไหนอย่างที่คิด แต่ที่เขาไม่ขานตอบเธอเพราะตอนนี้เขากำลังใจจดใจจ่อกับการเล่นเกมในมือถือต่างหาก
อีตาทึ่มเอ๊ย! ฉันเรียกคอจะแหกแล้วยังทำเป็นไม่ได้ยินอีก
"เอาสิ เข้ามากันเลย ดอกนี้เป็นไง หายซ่าไปเลยสิมึง"
ในนาทีถัดมาใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองขึ้นพริบตา มิรายกมือขึ้นเท้าสะเอวยืนมองคนตรงหน้าที่กำลังสนุกอยู่กับเกมออนไลน์ในมือถืออย่างเจ็บใจ เพราะเธอพยายามเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้วแต่เขาก็เลือกที่จะเมินเฉยทำไม่สนใจ
"คามิล!" ตะเบ็งเสียงเรียกดังลั่นห้องอย่างเหลืออด
แน่นอนว่าครั้งนี้ดึงความสนใจให้คามิลต้องเลื่อนสายตาซึ่งกำลังจดจ่ออยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือหันมามองเธอได้จริงๆ
"หนวกหูชะมัด เธอจะเสียงดังทำ...อึก"
"เป็นคุณต่างหากมั้งที่หูหนวก ฉันเรียกคุณหลายครั้งแล้วนะ ขอช่วยให้หยิบขวดสบู่ให้แค่นี้มันยากเย็นนักหรือไง"
มิรายังพูดต่อว่าคามิลอย่างหัวเสียเหมือนจะปากพ่นไฟออกมาได้ ทว่าเขาในเวลานี้กลับมองเธอนิ่งไม่พูดไม่จาและไม่มีท่าทีว่าจะโต้เถียงกลับเหมือนทุกทีเลยสักคำ
หนำซ้ำเมื่อได้เห็นเรือนร่างทรงนาฬิกาทรายที่นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวของเธอแล้ว,บวกกับเส้นผมที่เปียกชื้นมีบางส่วนหล่นประไหล่ยิ่งทำให้ดูน่าหลงใหล จนคามิลต้องเผลอกลืนน้ำลายอยู่หลายรอบ ทั้งที่สองปีมานี่อยู่ด้วยกัน นอนห้องเดียวกันเกือบทุกวัน แต่เขาก็ไม่เคยได้เห็นหรือสนใจในตัวเธออย่างละเอียดแบบนี้เลยสักครั้ง
ดูไปดูมายัยนี่ก็มีดีให้น่าค้นหาเหมือนกันแฮะ ทำไมผมถึงไม่เคยเห็นเธอตอนเซ็กซี่ขนาดนี้มาก่อนเลยนะ
"..."
"นิ่งทำไม ฉันกำลังพูดกับคุณอยู่นะ!"
"นี่เธอ...ยั่วฉันเหรอ" ขณะดวงตาฉ่ำเยิ้มเป็นประกายวิบวับเหมือนนักล่าฉายแววคุกคามของคามิลจับจ้องมองเรือนร่างสุดเย้ายวนของเธอในตอนนี้จนทำให้เขาหลงใหลราวกับถูกมนต์สะกดยากจะละสายตา ได้เผลอหลุดพูดออกมาอย่างลืมตัว
"ห๊ะ?" มิราขมวดคิ้ว มองใบหน้าหล่อเหลาของคนบนเตียงด้วยความสับสนและไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรออกมา "พูดอะไรของคุณ อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยเถอะ อย่างคุณเนี่ยนะฉันจะไปยั่วให้เสียเวลา เพ้อเจ้อ"
สมองส่วนกลางกลับด้านหรือเปล่า ฉันพูดถึงเรื่องสบู่ แล้วทำไมเขาถึงหาว่าฉันยั่วเขา?
"เห็นเธอนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาแบบนี้ ไม่ใช่อยากยั่วฉันหรอกเหรอ..."
คามิลพูดพลางยกมือชี้นิ้วตรงมาที่ร่างเธอขณะลากไล้สายตามองทั้งแต่หัวจรดเท้าจนมาหยุดอยู่ตรงเนินหน้าอกอวบอั๋นขาวเนียนที่ล้นออกมาภายใต้ผ้าขนหนู ทำให้มิราต้องเลื่อนสายตามองตาม และเธอก็คาดเดาได้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
หลังฟังอีกฝ่ายพูด ดวงตาสวยก็ถลึงเบิกกว้างกระพริบตามองคามิลอย่างเหลือเชื่อ ไม่คิดว่าเขาจะพูดหลงคิดเออเองได้ถึงขั้นนี้ออกมาเต็มปากเต็มคำ และแทนที่จะรู้สึกขวยเขินเธอกลับอยากถอนหายใจเสียมากกว่า ส่ายหน้าใส่เขาอย่างอ่อนเพลีย
คนอะไรพูดมาได้ไม่อายปาก
"โรคจิต! มาอย่าคิดทะลึ่งไม่เข้าเรื่องกับฉัน ฉันแค่ออกมาเอาสบู่ยะไม่ได้จะมายั่วใคร บ้าบ้อจริงๆ" ตอบกลับน้ำเสียงไม่พอใจในความหลงตัวเองของเขา ก่อนหมุนตัวกระทืบเท้าเดินไปหยิบขวดสบู่เหลวตรงเคาร์เตอร์ของใช้ และเดินเชิดหน้าสะบัดก้นกลับเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่พูดอะไร เพราะไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับผู้ชายเฮงซวยขี้หลงตัวเองแบบเขาให้เสียเวลา
ปึง!
ในวินาทีถัดมาเสียงบานประตูห้องน้ำที่ถูกกระแทกปิดอย่างแรง ทำให้สติของคามิลซึ่งกำลังล่องลอยคล้อยตามความสวยและเซ็กซี่ของเธอนั้นก็กลับมาอยู่กับตัวทันที มารู้ตัวอีกทีหนึ่งเธอที่โกรธก็เดินกลับเข้าไปข้างในห้องน้ำเสียแล้ว
ทว่าหลังผ่านช่วงตระหนกสั้นๆ ไปแล้วนั้นความอับอายในประโยคคำพูดเมื่อครู่ที่ตัวเขาได้พลั้งปากพูดคำแสนน่าอายที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนออกไปอย่างลืมตัว ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาคามิลเปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำพาลโกรธขึ้นมาทันตาเห็น นึกแล้วเขาก็อยากจะตบหน้าตัวเองให้หลายฉาด ชักดิ้นตายไปหลายตลบเลยจริงๆ
เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ
ยกฝ่ามือขึ้นตีปากรัวๆ ก่อนเอ่ยปากกล่าวโทษตัวเองอย่างตกใจกับคำพูดเมื่อครู่อยู่บนเตียงเงียบๆ
"ไอ้คามิลเอ๊ย มึงพูดแบบนั้นกับยัยนั่นออกไปได้ยังไงวะเนี่ย เห็นอะไรขาวๆ หน่อยไม่ได้เลยนะมึง เสียฟอร์มชาติชายเสือผู้หญิงหมด" ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองแรงๆ ไปหนึ่งทีจนผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง "ท่องไว้สิว่ามึงรังเกียจยัยหน้าเงินนั่นยิ่งกว่าอะไรดี ต่อให้เธอมาแก้ผ้าต่อหน้ามึงก็ห้ามหลงติดกับดักมารยาเด็ดขาด เข้าใจมั้ย ท่องไว้ว่าอีกไม่นานมึงใกล้จะเป็นอิสระแล้วเว้ยไอ้คามิล!"
แต่นึกแล้วความละอายใจก็เหมือนจะยิ่งกระเพื่อมไหวในใจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีท่าทางว่าจะสงบ ทำให้ใบหน้าคามิลร้อนฉ่าไปหมดจนแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึงสุก ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเขินอายกันแน่ แม้แต่เขาก็ยังสับสนกับตัวเองเหมือนกัน
พรึ่บ
ด้วยความกลัวว่ามิราจะออกมาเห็นสภาพเหมือนคนเสียอาการในตอนนี้ เขารีบคว้าผ้าห่มมาคลุมกายเพื่อหลบซ่อนปิดบังความอับอายขายหน้านี้ไม่ให้เธอรับรู้ได้เป็นอันขาด
"โถ่เว้ย!"
ตกลงแล้วใครควรจะเสียอาการกันแน่?