รัชศกเซียนเทียนที่สาม เดือนหนึ่ง ปีจอ วันที่สิบแปด
“หากเจ้ามิคิดตระบัดสัตย์ บุตรีที่รักของเจ้าคงมิต้องอับอายเพียงนี้”
หมิงชื่อซิ่นเอ่ยเสียงกดดันเมื่อสัมผัสถึงความอาฆาตของอดีตบุตรเขยที่ส่งมาอย่างมิอาจปกปิด หากว่าพวกมันยอมให้หลานรักทั้งสองจากไปแต่โดยดี ยังพอช่วยต่อลมหายใจของพวกมันได้บ้าง
“แต่นี่มันมิเกินไปหน่อยหรือ!” เจ้าบ้านสกุลเหวินที่ถูกบีบให้ต้องถอนชื่อบุตรชายอันมีค่าและบุตรีน่ารังเกียจออกจากสกุลตวาดผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูดั่งเมฆครึ้มอัปมงคลลอยวนรอบจวน
“เกินไปรึ พวกเจ้าต่างหากที่ทำเกินไป!” พยัคฆ์เฒ่าเพียงตวัดสายตามองข้ามไหล่กลับมายังทำให้ผู้คนหวาดผวา “ลูกรักของเจ้าวางยาหลานรักของข้า เมียรักของเจ้าวางยาบุตรีของข้า มารดาเป็นเช่นไรบุตรเป็นเช่นนั้น สารเลวทั้งแม่ทั้งลูก!”
“อย่ามาใส่ความคนของข้า!” เหวินลู่ซือตะคอกกลับมิยอมแพ้แม้ร่างจะไร้สิ้นเรี่ยวแรง
“แล้วเซียนเอ๋อร์หรูเอ๋อร์มิใช่ภรรยาและบุตรของเจ้าหรือ เจ้าจึงกล้าทำร้ายได้ลงคอ” ยามคิดถึงสภาพหลายปีที่บุตรีและหลานรักได้รับทำให้โทสะถูกกระตุ้น
“เจ้าเป็นบิดาประสาอะไร ปล่อยให้เมียกับลูกนอกสมรสพวกนั้นกดหัวฮูหยินตนเอง! อย่าริปฏิเสธว่ามิได้ทำ หรือต้องให้ข้าจับพวกนางมาสอบสวนเจ้าจึงจะยอมรับ เพียงเท่านี้ยังอับอายมิพออีกหรือ!”
เห็นคนใกล้อกแตกตายจึงกระตุกยิ้มเยาะ “เป็นเจ้าที่เลือกอสรพิษชั้นต่ำพวกนั้นเข้าจวน แต่อย่างว่า หนอนแมลงเกลือกกลั้วโคลนตมเช่นพวกเจ้าก็เหมาะสมกันดี”
คนถูกกระทบกระเทียบแทบกระอักเลือด หากมิติดว่าองค์รัชทายาทยังทรงประทับในห้องรับรอง แม้ต้องตายก็ขอเสี่ยงให้บ่าวไพร่เข้ามาจับตาแก่โอหังไปทุบตีสักครา
“จงตระหนักว่าเป็นเพราะความโง่เขลาของตน พระบรมราชโองการออกมาถึงเพียงนี้เจ้ายังกล้าเล่นแง่”
หมิงชื่อซิ่น แค่นเสียงเหอะในลำคอแล้วจึงเอ่ยสำทับคำใหญ่ “ขัดราชโองการ โทษประหาร!”
“......”
“จำเอาไว้ พวกเขาเป็นของสกุลหมิง หากพวกเจ้ายังคิดวอแวให้พวกเขาต้องขัดใจ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าคมเขี้ยวพยัคฆ์แหลมคมเพียงใด!”
ชาวบ้านพากันมุงดูรถม้าคันใหญ่โตหรูหราดั่งเป็นของเชื้อพระวงศ์ด้วยความสนอกสนใจ ผู้คนล้วนบอกเล่าถ้อยคำที่ได้ยินมาอย่างออกรส เพียงไม่นานสามร่างก็ก้าวออกมาจากประตูหน้าที่ปิดมิคิดต้อนรับผู้ใด
เพียงเห็นผู้ที่ก้าวออกมาเป็นผู้แรก ชาวบ้านต่างพากันก้มหัวคุกเข่ามิกล้าเงยมองพระพักตร์ให้ศีรษะต้องหลุดจากบ่า เมื่อลับวรกายสูงส่งนั้นไปจึงค่อยชำเลืองมอง แม้มิเห็นอดีตแม่ทัพแห่งแคว้นทว่ายังทันได้เห็นคุณชายใหญ่สกุลเหวิน
อา...ไม่ถูก ไม่ถูกต้อง ยามนี้ต้องกล่าวว่าคุณชายใหญ่สกุลหมิง ด้วยว่าพวกเขาถูกคัดชื่ออกจากสกุลเหวินเสียแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลามีเพียงความเรียบเฉย กระนั้นหีบไม้ที่ดูสูงค่าในมือคุณชายย่อมบ่งบอกได้ดีว่าวันนี้คนสกุลหมิงมาเพื่อทวงคืนของที่ถูกลักขโมยคืน บ่าวไพร่ต่างพากันขนหีบไม้ใบโตหลายหีบใส่รถม้า คาดว่าคงเป็นสินเดิมของอดีตฮูหยินเอก
องค์รัชทายาทเว่ยชงหยวนที่ติดตามหมิงชื่อซิ่นที่เป็นถึงอาจารย์สอนดาบและกลศึกตามรับสั่งของพระบิดาลอบมองใบหน้าสาสมใจดูอย่างไรก็โหดเหี้ยมมิต่างจากปีศาจร้ายในสนามรบที่อาบด้วยเลือดของศัตรูแล้วลอบกระตุกรอยยิ้ม นี่อย่างไรเล่าเขาจึงยอมคุกเข่าขอเป็นศิษย์ เพราะท่านอาจารย์ไร้ปราณีถึงเพียงนี้เขาจึงเคารพนับถือ
สินเดิมยาวเหยียด รวมทั้งของที่ควรจะได้คืนกลับงอกเงย นับว่าเป็นการขูดรีดอย่างแท้จริง คาดว่าสกุลเหวินคงมิอาจเงยหน้าไปได้อีกหลายปีแน่
ข้างฝ่ายสกุลเหวิน เสียงกรีดร้องยังดังอื้ออึงออกมาจากเรือนพิสุทธิ์ที่ซึ่งเคยเป็นของฮูหยินเอกและคุณหนูรอง ทว่ายามนี้ผู้ครอบครองกลับเป็นผู้อื่น เหวินลู่หลินซุกซบใบหน้าลงกับหมอนนุ่ม กรีดร้องออกมาอย่างเจ็บแค้นระคนอัดอั้นตันใจ
นางเจ็บปวดเจียนตายด้วยแผลโบยตียังระบมหนัก ใบหน้าของนางยามนี้คงมิอาจกล่าวได้ว่างามพิสุทธิ์อีกแล้ว ยิ่งนึกให้ยิ่งขุ่นเคืองอารมณ์ ผู้ใดจะทราบว่านางเจ็บปวดเพียงใดยามไม้หนาฟาดลงบนแผ่นหลัง เพียงทีเดียวนางก็แทบกระอัก แต่คนใจอำมหิตพวกนั้นกลับสั่งลงโทษนางถึงสามสิบไม้!
แค้นใจที่โดนโบยให้อับอาย มิแค้นใจเท่ากับรู้ว่าตนตกเป็นเบี้ยไร้ค่าให้ผู้อื่นจับเดิน พวกมันส่งคนมาเยาะเย้ยนางถึงในเรือน ริบสิ่งของที่ควรเป็นของนางไป ทั้งเงินทองของมีค่าที่ออดอ้อนขอบิดามาก็มิเว้น กระทั่งเบี้ยหวัดยังถูกตัดแรมปี
เสื้อผ้าที่นางมิได้เป็นผู้ซื้อ เครื่องประดับและตั๋วเงินที่นางคิดว่าเป็นของนังแพศยานั่นซุกซ่อนไว้ กลับเป็นเพียงเหยื่อล่อที่วางให้นางเป็นคนเดินไปติดกับ ทุกสิ่งอย่างบีบให้นางกลายเป็นสตรีน่ารังเกียจรังแกพี่สาว วางยามันเจียนตาย ทั้งยังผลักตกน้ำหวังให้จมน้ำตาย
นางเพียงวางยาที่ทำให้มันมิอาจมีบุตรได้ มิได้วางยาพิษ!
แค้นใจนัก!
นางควรฆ่ามันให้ตายไปเสีย!
โทษโบยสามสิบไม้จึงตกมาที่นาง เท่านี้นับว่าอับอายมากแล้ว ผู้ใดจะคิดว่ารูปลักษณ์ของเสี่ยวหยูสาวใช้คนสนิทของนางจะเหมือนกับหญิงที่นำเอาของของนังฮูหยินเอกน่ารังเกียจนั่นไปจำนำ ทั้งยังเป็นรูปลักษณ์เดียวกับผู้ที่หาซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับและยาพิษ พวกมันตั้งใจตัดแขนขานาง!
เสี่ยวหยูของนางถูกเด็ดศีรษะไปแล้ว!
ยิ่งแค้นเคืองจนสุดจะอดกลั้นเสียงร้องจึงได้แต่กรีดร้องสองมือตบตีกับพื้นจนชา
แพศยา!แพศยา!แพศยา!
หากกล่าวว่าโดนโบยหนักหนาแล้ว แต่โทษฐานวางยาพิษทั้งยังผลักมันตกน้ำทั้งที่มันกระโดดลงไปเองกลับร้ายแรงยิ่งกว่า นางต้องถูกส่งไปบวชชีขัดเกลาจิตใจที่วัดประจำตระกูลทันทีที่หายดีถึงสองปี
สองปี!
ได้!
นางยอมทนก้มหน้ารับ เมื่อก้าวพลาดย่อมมิอาจโทษผู้ใดนอกจากความโง่เขลาของตน ทว่าสิ่งที่นางต้องเผชิญหลังฟื้นขึ้นมาในวันแรกคือปีศาจร้าย! จวนของนางแทบวอดวายเพราะพวกมัน! กำไลหยกอันใด หวีทองคำอันใดนางล้วนมิรู้เรื่อง หากแต่บิดาสีหน้าซีดเผือด ก้มหัวโขกศีรษะอย่างไรศักดิ์ศรี
นางจึงได้ทราบ หวีทองคำที่พวกมันกล่าวอ้างว่านางขโมยไปขาย แท้จริงเป็นถึงของพระราชทานจากฮ่องเต้!
นางเพียงได้ยินยังแทบเป็นลม หากวันนั้นพวกมันกล่าวเช่นนั้น หัวของนางมิหลุดจากบ่าหรือ!
หากแต่การที่พวกมันปล่อยให้นางมีชีวิตรอดเช่นนี้คงเพราะอยากดูนางถูกเหยียบย่ำเป็นแน่
คอยดูเถิดว่าผู้ใดกันแน่ที่จะถูกเหยียบย่ำ หมิงเลี่ยงหรู!
เพียงเพราะบิดามิยอมหย่าร้างแต่โดยดี เพียงเพราะบิดาอยากรั้งตัวพี่ชายเฮงซวยนั่นไว้ พวกมันจึงสบโอกาสทำร้ายนางถึงเพียงนี้ สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร ชื่อเสียงที่สั่งสมมาป่นปี้ พวกมันลบชื่อออกจากสกุลเหวิน กลับสู่สกุลเดิมของมันพร้อมเกียรติและศักดิ์ศรี ผู้คนต่างสงสารเห็นใจ
แล้วนางเล่า!
มิใช่ต้องถูกผู้อื่นประนามหยามเหยียดหรือ!
“หลินเอ๋อร์...”
“ข้าสบายดี ท่านแม่มิต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ” นางยังมิอยากพบหน้ามารดาที่มิอาจออกหน้าปกป้องนางได้ในยามนี้ มารดาเองใช่ว่าจะมิถูกโบยตี ด้วยข้อหามิอบรมสั่งสอนบุตรีจึงถูกโบยไปสี่สิบไม้
น่าอับอาย! น่าอับอายยิ่ง!
“หลินเอ๋อร์ของแม่ เจ็บมากหรือไม่” น้ำเสียงที่กล่าวนั้นห่วงหาอาทรอย่างถึงที่สุด แต่ห่วงแล้วอย่างไร นางต้องการอำนาจมากพอที่จะบดขยี้พวกมัน หาใช่ความอ่อนโยนที่มารดาหยิบยื่นให้ เพียงชาติกำเนิดยังต่ำต้อยกว่าจะมิให้นางคิดแค้นได้อย่างไร
เหตุใดมารดาจึงยอมเป็นรองผู้อื่น!
“ข้าเจ็บ!” นางกัดฟันตอบกลับไป มิอยากยินเสียงเห็นอกเห็นใจจากผู้ใดทั้งนั้น ได้แต่ภาวนาให้แผลรีบหาย วัดประจำตระกูลแล้วอย่างไร บวชชีแล้วอย่างไร นางมิมีวันยอมให้มันอยู่เหนือนางเป็นแน่
“เจ้าจะต้องย่อยยับ!”
ผู้ที่จะอยู่เหนือผู้ใด มีเพียงนางเท่านั้น!