หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคจนเข้ามาในห้องได้สำเร็จเธอก็ต้องยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า คำขู่ของธารายังคงก้องกังวานอยู่ในหัว ยาหยีทำได้เพียงข่มตานอนให้หลับเพราะพรุ่งนี้ที่มหาวิทยาลัยมีกิจกรรมหลายอย่างที่รุ่นพี่บังคังให้เข้าร่วม
.
.
“พี่น้ำหยีไปเรียนแล้วนะคะ”
“อ้าว!! คุณหยีวันนี้ไม่ทานข้าวก่อนเหรอคะ เมื่อคืนก็ไม่ได้ทานอะไรเลย” ใบหน้าสวยหันมาส่งยิ้มบางๆ แต่ท่าทางดูรีบร้อนจนทุกคนอดเป็นห่วงไม่ได้
“วันนี้หยีต้องเข้าร่วมกิจกรรมตอนเช้าค่ะ อาหารของคุณท่านหยียกขึ้นไปแล้วนะคะ ส่วนยาก็เตรียมไว้แล้ว”
“เดี๋ยวให้ลุงม่อมไปส่งนะคะ”
“ค่ะป้านิด หยีไปนะคะทุกคน”
“เดี๋ยว!!” ยังไม่ทันจะได้ก้าวออกจากบ้านเสียงของธาราก็ดังขึ้นมาซะก่อนทำให้ยาหยีต้องหยุดชะงักหันกลับมายังต้นเสียงด้วยหน้าตาที่ไม่ค่อยพอใจ
“ฉันเองก็จะไปทำงาน เธอนั่งไปกับฉันสิ จะใช้รถให้มันหลายคันทำไม เปลืองน้ำมัน”
“เอ่อแต่มันเป็นหน้าที่ของลุงม่อมอยู่แล้วนะคะคุณธารา” ป้านิดแม่บ้านเก่าแก่ประจำคฤหาสน์เอ่ยขึ้นกล้าๆ กลัวๆ ทุกคนในนี้รู้ดีว่าธาราไม่ค่อยจะชอบหน้ายาหยีเท่าไหร่เพราะเมื่อวานน้ำได้เล่าทุกอย่างที่ธาราทำกับหญิงสาวให้ทุกคนฟังจนหมด
“ป้านิด!!”
“ขอโทษค่ะ ป้าแค่อยากจะเรียนให้คุณธาราทราบ” พอเห็นทุกคนต้องมาเดือดร้อนเพราะเธอยาหยีจึงจำใจยอมที่จะนั่งรถไปพร้อมกับเขา
“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหยีไปพร้อมคุณธาราก็ได้” คนโตกว่าเหยียดยิ้มขึ้นที่มุมปาก เขาไม่คิดจะพูดอะไรอีกเดินนำเธอไปยังรถยนต์คันหรูทันที
เสียงสตาร์ทรถทำให้เล่าคนใช้ในบ้านได้แต่มองตาปริบๆ พวกเขาทุกคนภาวนาขออย่าให้ธาราคิดแกล้งอะไรยาหยีเลย
“หยีเรียนที่มอ.LAค่ะ” ขึ้นรถได้เธอก็เอ่ยบอกจุดหมายปลายทางที่เขาต้องขับไปส่งเธอ
“หึ มิน่าถึงไม่รับเงินจากฉัน ชีวิตเธอคงจะสุขสบายมากสินะ ที่มอ.นั่นได้ข่าวว่าค่าเทอมสูงลิ่วเลยนิ” ไม่มีใครที่ไม่รู้จักมหาวิทยาลัยLAเพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของประเทศแถมยังได้รับขนานนามว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีค่าเทอมแพงที่สุดอีกด้วย ส่วนใหญ่จะมีเพียงลูกคุณหนูหรือพวกที่รวยล้นฟ้าเท่านั้นที่เรียนกัน
“คุณท่านเป็นคนบอกให้หยีเรียนที่นี่ค่ะ”
“ใช้ท่าไหนอ่อยพ่อฉันล่ะ” ยาหยีกำหมัดแน่นในสายตาของเขาเธอก็คงเป็นได้แค่เมียน้อยของพ่อเขาเท่านั้นแหละ ในเมื่อเขามองเธอแบบนั้นไปแล้วเธอก็คงต้องเล่นให้สมบทบาทสักหน่อย
“คงหลายท่ามั้งคะ ท่านถึงได้ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อหยีขนาดนี้ ไม่สิในเมื่อฉันเป็นเมียน้อยพ่อคุณก็แสดงว่าฉันมีศักดิ์เป็นแม่คุณ อืม!! ช่วยเคารพให้เกียรติแม่เลี้ยงคนนี้ด้วยสิค่ะคุณลูกเลี้ยง” ใบหน้าสวยกระตุกยิ้มที่มุมปากเธอไม่รู้เลยว่าคำพูดเมื่อสักครู่อาจจะทำให้ตัวเธอเองต้องตกที่นั่งลำบากก็ได้
เอี๊ยดดดด
“นี่!! ขับรถอะไรของคุณ” ธาราหักรถจอดข้างทางกระทันหัน เขาหันมากระชากแขนเธอก่อนจะเอ่ยบอก
“เคารพเธอ? เคารพเด็กใจแตกอย่างเธออ่ะนะ เธอรู้ไหมขนาดเมียน้อยพ่อฉันที่มีอายุเกือบเท่าแม่ฉัน ฉันยังไม่เคารพเลย….อวดดีมากก็ไปเองสิ” มือหนาเอื้อมไปเปิดประตูรถฝั่งที่ยาหยีนั่งแถมยังปลดเซฟตี้ให้เธอและผลักเธอลงจากรถจนร่างบางเสียการทรงตัวล้มเข่ากระแทกฟุตบาทท่ามกลางสายตาคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นแต่เขาก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิด ธาราหยิบกระเป๋าของยาหยีโยนตามเจ้าตัวลงไปนัยน์ตาคมกริบเหลือบมองเธอเล็กน้อยก่อนจะขับรถออกมาจากตรงนั้น
“อ้ะ โอ๊ย!! บ้าจริง” มือเล็กแตะลงที่เข่าตัวเองเบาๆ ดูเหมือนมันจะเป็นแผลถลอกเลือดซิบออกมาเยอะเลย
“ไอ้คุณธาราไอ้คนใจหยาบบาปช้า ผลักฉันลงจากรถเนี่ยนะ ให้ตายสิ สุภาพบุรุษซะไม่มี” ยาหยีบ่นไล่หลังมองรถที่ขับออกไปไกลด้วยความเจ็บใจ เธอคว้ากระเป๋าตัวเองมาถือไว้ถ้าถามว่าอายสายตาผู้คนที่มองมาไหมก็คงตอบได้เต็มปากเลยว่าอายมาก
จากนี่ถึงมหาวิทยาลัยก็ดูจะไกลพอสมควรเธอมองซ้ายแลขวาโชคดีที่มีแท็กซี่ขับผ่านมาพอดิบพอดี ยาหยีรีบโบกรถและบอกคนขับให้ไปส่งที่มหาวิทยาลัยอย่างไว ไปสายขึ้นมาโดนรุ่นพี่หน้าเลือดทำโทษแน่ๆ
“ทั้งหมดเป็น180บาทครับ”
“อ่อค่ะ” ยาหยีล้วงกระเป๋าสะพายหากระเป๋าตังค์ตัวเองกลับไม่เจอ เธอพยายามค้นดูเป็นสิบๆ รอบก็ไม่มี
“อ้าวน้อง นี่คิดจะโกงค่าแท็กซี่เหรอ?”
“ปะเปล่านะคะ สงสัยกระเป๋าตังค์หนูหายค่ะ หนูขอโทษจริงๆ นะคะ งั้นโอนได้ไหมคะ?”
“ได้ๆ จะโอนก็ไม่บอกแต่แรกจะได้ไม่ต้องเสียเวลา” คนขับแท็กซี่ยื่นQR Code ส่งให้เธอแต่พอยาหยีจะเปิดโทรศัพท์สแกนจ่ายแบตเตอรี่ในโทรศัพท์ของเธอกลับไม่มีเลย นึกขึ้นได้เมื่อคืนเธอเผลอหลับไปโดยไม่ได้ชาร์ตมันด้วยซ้ำ
“พะพี่คะ พอดีว่า…”
“อะไรอีก!! นี่ถ้าไม่มีเงินเนี่ยเอาตัวน้องแลกไหม พี่ขอหนึ่งชั่วโมง โอเคป่ะ” คนขับแท็กซี่ทำหน้าตาหื่นๆ ใส่จนเธอรู้สึกขยะแขยง
“มะไม่นะ เปิดสิ เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ เปิด!!ไอ้หน้าปลาทูทอดฉันบอกให้เปิดไง” เธอได้แต่ร้องโวยวายมือก็พยายามเปิดประตูรถแต่เพราะโดนคนขับแท็กซี่กดล็อกเอาไว้จึงทำให้เธอเปิดมันไม่ได้
“เอ้าอีนี่ บอกเดี๋ยวกลับมาส่งไง แปบเดี๋ยว”
“ไม่ ฉันจะไปเอาตังค์กับเพื่อนมาจ่ายให้ ฉันพูดจริงๆ นะ แกปล่อยฉันก่อนสิ”
ก็อกๆๆ เสียงเคาะกระจกรถของคนข้างนอกทำคนขับแท็กซี่และยาหยีหันไปมองเล็กน้อยแต่พอคนขับแท็กซี่ไม่สนใจเขาก็ทำท่าเหมือนจะชกกระจกรถจนคนขับแท็กซี่ต้องลดกระจกลงด้วยความหงุดหงิด
“มีอะไร ไม่เห็นเหรอครับว่ายังไม่ว่าง”
“เห็น เห็นว่าผู้หญิงที่อยู่ข้างในกำลังร้องขอความช่วยเหลือ” ใบหน้าหล่อที่แสนจะกวนตีนเอ่ยขึ้น นัยน์ตาคมเหลือบมองยาหยีเล็กน้อยก่อนจะหันมาคุยกับคนขับแท็กซี่ต่อ
“ขอความช่วยเหลืออะไร เข้าใจผิดแล้ว ผู้หญิงคนนี้คิดจะโกงค่าแท็กซี่ฉันต่างหาก อ้างทำกระเป๋าหายอ้างแบตโทรศัพท์หมด แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
“ใครบอก ฉันไม่ได้โกงนะ จะออกไปเอาตังค์กับเพื่อนมาให้ไง พูดไม่รู้จักฟัง”
“เออ พูดไม่รู้จักฟัง แล้วอีกอย่างพี่ก็ไม่ควรกักขังหน่วงเหนี่ยวเธอป่ะ…แล้วค่าแท็กซี่ที่เธอติดพี่มันเท่าไหร่ ผมจะจ่ายเอง”
“180บาท” ร่างสูงโปร่งล้วงกระเป๋าหยิบแบงค์พันออกมายื่นให้กับคนขับแท็กซี่และเดินไปที่ประตูทางเบาะหลัง
“เปิดดิ จะล็อกทำเพื่อ?” พอคนขับแท็กซี่ปลดล็อกมือหนาจึงเปิดประตูคว้าแขนเรียวของเธอออกมาจากในรถอย่างไว
“ส่วนตังค์ทอนเก็บไว้เถอะ”
“เก็บไว้อะไร ทอน820เลยนะ นายจะยอมเขาทำไม”
“หุบปากไปเลย หึ แบบนี้ค่อยคุ้มค่าเสียเวลาหน่อย” ว่าจบคนขับแท็กซี่จึงรีบขับรถออกไปอย่างไวเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจทวงตังร์ทอนคืน
“ขะขอบคุณ เดี๋ยวฉันจะคืนให้”
“ไม่จำเป็น เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นไลน์เธอแทนได้ป่ะ?” ใบหน้าหล่อยังคงส่งยิ้มออกมากวนอวัยวะส่วนล่างไม่หยุด
“นายเรียนคณะไหนอ่ะ ฉันจะได้เอาเงินไปคืนให้ถูก”
“เฮ้ย บอกแล้วไงว่าไม่เอาเงิน ไม่เอาคำขอบคุณ เอาไลน์เธอมาจะได้จบๆ”
“ไม่มีหรอก ถ้าไม่เอาสักอย่างฉันจะไปแล้วนะ”
“เดี๋ยว!! เมื่อเช้าทำไมไอ้ธาราถึงถีบเธอลงจากรถ” ยาหยีขมวดคิ้วเข้าหากัน จริงๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นถีบไหม เขาแค่ใช้มือผลักก็แค่นั้น
“นายรู้จักหมอนั่นได้ยังไง แล้วเมื่อเช้าเห็นได้ไงว่าเขาผลักฉันลงจากรถ”
“ถีบก็ถีบเถอะน่า ไอ้เวรนั่นมันนิสัยเสียมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว…เออแนะนำตัวเลยแล้วกัน ฉันชื่อนทีเป็นลูกชายคนเล็กของปัญญาวิวัฒน์” นทีเอ่ยแนะนำตัวกับเธออย่างเป็นทางการจริงๆ เขาบินกลับมาถึงไทยก่อนธาราได้เป็นอาทิตย์แล้วล่ะแต่ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าไปที่คฤหาสน์ก็เพราะวุ่นกับการหาที่เรียนอยู่ กว่าจะจัดการที่พักที่เรียนเสร็จก็ใช้เวลาไปเกือบสัปดาห์และวันนี้ที่เขาเห็นธาราผลักยาหยีลงจากรถก็เพราะเมื่อเช้าเขาเข้าไปที่บ้านตั้งใจจะเข้าไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อแต่พอเห็นรถที่เจ้าคุณสุรศักดิ์ใช้ประจำขับออกมาเขาจึงคิดว่าพ่อของเขาน่าจะเข้าบริษัทเลยตัดสินใจขับตามออกมา
“นที น้องชายต่างแม่ของธาราอ่ะนะ”
“อืม พูดอีกก็ถูกอีกนั่นแหละ ว่าแต่เธอเป็นผู้หญิงของมันเหรอ? แหม่ไอ้เวรนี่มาแค่วันเดียวหาสาวควงเลยนะ”
“นี่!! ไม่ใช่ซะหน่อย ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของไอ้บ้าจอมอำนาจนั่นสักนิด”
“แล้วเป็นอะไรทำไมเมื่อเช้าถึงได้ออกมาจากคฤหาสน์พร้อมกัน ไม่ใช่ว่ามันฟันแล้วทิ้งเบื่อก็เลยถีบหัวส่งหรอกเหรอ” ถ้าไม่ติดว่าต้องคีบลุคคุณหนูเอาไว้เธอคงกระโดนถีบคนตรงหน้าไปแล้ว
“ฉันไม่มีเวลามาตอบคำถามนายหรอกนะ…ขอตัว” ยาหยีรีบเดินหนีนทีแต่ดูเหมือนเขาเองก็ยังไม่ยอมเลิกราเดินตามเธอจนมาถึงที่หน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
“เฮ้ย!! จริงดิ อย่าบอกนะว่าเธอเรียนที่คณะนี้อ่ะ” นทีมองใบหน้าสวยอย่างอึ้งๆ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงที่ดูเรียบร้อยอย่างเธอจะเรียนที่คณะนี้ได้
“บ้าหรือไง ไร้สาระฉันเดินมาส่งนานต่างหากล่ะ”
“ส่งฉัน?” นทีชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเป็นเชิงถาม
“ก็ดูเสื้อที่นายใส่สิ คณะบริหารเขาใส่กันมั้งถามไม่คิด” นทีรู้สึกชอบเธอขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกก่อนหน้าที่เธอถามเขาว่าอยู่คณะไหนคงแค่ถามไปตามมารยาทละมั้งเพราะจริงๆ แค่ดูเสื้อเธอก็น่าจะรู้แล้ว
“Wow พ่อหนุ่มเดือนคณะมีสาวสวยมาส่งด้วยเว้ย” เพื่อนของนทีเดินออกมาพร้อมกับเอ่ยแซวยาหยีกันยกใหญ่ ถ้าไม่ติดว่าเขาช่วยเธอจากคนขับแท็กซี่หัว…นั่นเธอคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้หรอก
“ฉันเดินมาส่งนายแล้ว ถือว่าหายกันหรือถ้าอยากได้ค่าแท็กซี่คืนฉันเรียนที่คณะบริหาร ตามไปทวงเอาแล้วกัน” ว่าจบเธอก็หมุนตัวกลับรีบเดินไปยังคณะตัวเองที่อยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรทันที
” เยส!! แม่งโครตเอาว่ะ เดินมาส่งมึงไม่พอเดินกลับไปที่คณะตัวเองเนี่ยนะ ใครวะไอ้นะ” เพื่อนนทีเอ่ยถามแต่ตาก็ยังมองตามยาหยีจนเธอหายไปลับตา
“ไม่รู้ ผู้หญิงที่ไอ้ธาราเขี่ยทิ้งมั้ง”
“โครตสวยว่ะ แม่ง พี่ชายต่างแม่มึงทิ้งลงได้ไงวะ” ที่เพื่อนของนทีรู้เรื่องของครอบครัวเขาก็เพราะพวกเขาเคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมานทีก็หนีไปเรียนต่อต่างประเทศที่ตัดสินใจกลับมาเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ไทยก็เพราะพ่อของเขานั่นแหละ โชคดีกลับมาก็เจอเพื่อนเก่าเลยทำให้เขาไม่ต้องหาเพื่อนใหม่ให้ลำบาก นิสัยกวนตีนแบบเขาใครจะไปอยากเข้าใกล้ตำแหน่งเดือนคณะที่คว้ามาได้ก็เพราะหน้าตาหล่อของเขาล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับองค์ประกอบอื่นๆ เลย
.
.
“อ้าวเฮ้ย!! น้อง น้องที่สวยๆ นั่นน่ะ เพื่อนเขาประชุมกันจนเสร็จแล้วนะ มาสายขนาดนี้คงต้องโดนทำโทษแล้วมั้ง” ถึงหน้าคณะรุ่นพี่ก็พุ่งเป้ามาที่เธอพร้อมสายตาของเพื่อนรุ่นเดียวกันนับห้าสิบคน
“เอ่อขอโทษทีค่ะ พอดีว่า…”
“ไม่เอาเว้ย ไม่ฟัง สนามฟุตบอลสิบรอบ เชิญครับ” รุ่นพี่ที่เคยตามจีบเธอช่วงรับน้องใหม่ๆ เอ่ยขึ้นเพราะครั้งหนึ่งยาหยีได้แหกหน้าปฏิเสธเขาต่อคนมากมายจนเขาอายแทบมุดแผ่นดินหนี
“แต่อีกหน่อยจะถึงเวลาเรียนแล้วนะพี่” เพื่อนสนิทสุดรักของยาหยีเอ่ยขึ้นเพราะเป็นห่วงสุขภาพของเพื่อนตัวเอง
“อ่อ สงสัยน้องคงอยากจะมีส่วนร่วม รักเพื่อนเหรอครับ รักเพื่อนมากก็ไปวิ่งช่วยเพื่อนสิ ไป!! ส่วนทุกคนแยกย้ายไปเรียนได้” สิ้นคำสั่งทุกคนก็แยกย้ายกันขึ้นอาคารเรียนเหลือเพียงยาหยีกับเพื่อนรักที่ถอนหายใจออกมาเบาๆ นี่มันวันซวยจริงๆ
“ไปสิครับ สนามฟุตบอลรออยู่” แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว สนามฟุตบอลที่มีขนาด84x114 เมตร หรือ 9,576 ตารางเมตร วิ่งสิบรอบเธอคงได้ตายแน่ๆ
“ปากแกนี่มันจริงๆ กลัวฉันเหงาหรือไง” ยาหยีหันไปถามเพื่อนตัวเองในระหว่างที่เดินไปยังสนาม
“เป็นห่วงแกไง แล้วนั่นเข่าไปโดนไรมาอีกล่ะ”
“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ช่างเถอะ” จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมันเพราะเขาคนเดียวเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเขาผลักเธอลงจากรถหรือเอ่ยปากบอกให้เธอออกมาพร้อมเขาแต่แรกมันคงไม่มาเจอเรื่องซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้หรอก