บทที่ 6 อีตัวที่มันคิดจะแย่ง…

1446 คำ
“เพนน่า?” หญิงสาวร่างสูงเพรียวในเดรสเกาะอกสีแดงสด รัดรูปจนเห็นสัดส่วนทุกโค้งเว้า ผิวขาวเนียน ผมตรงยาวถึงเอว แต่งหน้าจัดจ้านทุกเฉดลุคแบบนี้… ไม่มีใครอื่นแน่ นอกจาก เพนน่า แฟนสาวของเขาเอง “คิลมาผับ ทำไมไม่เห็นบอกเพนเลยคะ?” เสียงหวานที่พยายามอ่อนโยน แต่แฝงความเหน็บแนมตามประสาผู้หญิงที่ไม่ได้รับข่าวอะไรเลยจากคนรัก คิเลียนปรายตามองอีกฝ่ายนิ่งๆ มือยังค้างอยู่ตรงขวดเปล่า ริมฝีปากขบกันแน่นโดยไม่ตอบในทันที ก่อนที่ร่างบางของเพนน่าจะทรุดตัวลงนั่งข้างชายหนุ่มด้วยท่าทีเป็นเจ้าของเต็มร้อย แต่วินาทีที่ก้นเธอแทบจะยังไม่ทันสัมผัสเบาะ คิเลียนกลับคว้าข้อมือเพนน่าดึงขึ้นมานั่งบนตักอย่างแรง! หมับ! “อ๊ะ! คิล… ใจเย็นสิคะ” เสียงเพนน่าหวานแหบเอ่ยห้ามด้วยความตกใจ แต่รอยยิ้มกลับเยิ้มยั่ว เธอคิดว่าเขากำลังอยาก เพราะความเซ็กซี่ขยี้ใจของเธอแน่ๆ แต่เธอคิดผิด… เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพราะอยากรัก แต่เป็นเพราะอยากลบ คิเลียนซุกหน้าเข้าซอกคอขาวทันที สูดลมหายใจแรงจนเหมือนจะสูบวิญญาณอีกคน แต่กลิ่นที่ได้กลับทำเขาแทบอยากอาเจียน ฉุน แสบจมูกชิบหาย! แม่งโคตรต่างจากกลิ่นกายหอมหวานละมุนอ่อนๆจากยัยเด็กนั่นลิบลับ กลิ่นที่เขาติดใจ กลิ่นที่ยิ่งพยายามลืมก็ยิ่งตามหลอกหลอนอยู่ในโพรงประสาทเขาจนแทบเป็นบ้า คิเลียนหลับตาแน่น ภาพใบหน้าใสๆของยัยเด็กนั่นลอยมาอีกแล้ว ริมฝีปากเล็กๆที่มักจะสั่นระริกเหมือนกลัวเขาหลังจากคืนนั้น… ดวงตาใสๆคู่นั้นที่มองเขาอย่างสั่นไหว แม่งเอ๊ย… ทันใดนั้น คิเลียนก็ผลักร่างเพนน่าออกจากตักแบบไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะงงหรือเจ็บแค่ไหน “อ๊ะ…!” เพนน่าหน้าเสีย เพื่อนสองคนที่นั่งตรงหน้าถึงกับชะงัก ไอ้นี่มันเป็นบ้าอะไรอีกวะ? มือหนาหยิบขวดเหล้าขึ้นกระดกเข้าปากรวดเดียวหมด ก่อนจะคว้าขวดใหม่เปิดพรึ่บ เหมือนต้องการอะไรบางอย่างที่แรงกว่านี้มาล้างความรู้สึกที่เกาะแน่นในอก เขาไม่สนเสียงเรียกของแฟนสาว ไม่สนสายตางุนงงของเพื่อน ไม่สนอะไรเลยทั้งนั้น… “คิล…” เสียงเพนน่าเรียกเขาเบาๆอีกครั้ง แต่มันกลับกระตุ้นความหงุดหงิดในใจเขาหนักกว่าเดิม กลิ่นน้ำหอมของเธอ… เสียงเธอ… แม่งไม่มีอะไรสักอย่างที่ได้ใจเขาตั้งแต่กลับมา เพราะภาพเดียวที่ยังตามหลอกหลอนเขาไม่เลิก… ก็คือน้องสาวบุญธรรมที่นอนครางลั่นอยู่ไต้ร่างเขาเมื่อสามปีก่อน พร้อมทั้งแววตาใสซื่อที่มองเขาโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองคือเหตุผลของความคลั่งแทบบ้าในคืนนั้นทั้งหมด ฟึ่บ! อยู่ๆคิดเลียนก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟาอย่างไร้สัญญาณ แรงลุกจนเพนน่าที่นั่งข้างๆสะดุ้งเฮือก สายตาของทุกคนรอบโต๊ะพลันเงยขึ้นมองเขาอย่างงุนงง ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มยืนตระหง่าน ดวงตาคมเข้มไร้แววอารมณ์ ใบหน้าเคร่งขรึมราวกับมีไฟมอดไหม้อยู่ในอกที่ไม่มีใครมองเห็น “กูจะกลับละ… ค่าเหล้าลงบัญชีกูไว้ได้เลย” เสียงทุ้มเรียบเย็นเอ่ยสั้นๆไม่มีแม้แต่แววลังเล ก่อนเขาจะหยิบเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาพาดบ่าเตรียมพร้อมจะกลับบ้าน วรัทย์กับนาวินถึงกับเลิกคิ้วมองหน้ากันงงๆ “กลับ?” “มึงเพิ่งมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยนะเว้ย” “อืม ไว้วันอื่น” เสียงเรียบสวนตอบเพื่อนๆด้วยสีหน้านิ่งจนทั้งนาวีนและวรัทย์ได้แต่ปิดปากเงียบ ส่วนเพนน่าก็ถึงกับหน้าเหวอหนัก นี่เขาจะกลับทั้งๆที่เธอเพิ่งจะมาถึงได้ไม่กี่นาทีเนี่ยนะ? “ค…คิลจะทิ้งเพนไว้ที่นี่หรอคะ?” เสียงเธอสั่นเบาพยายามออดอ้อน เรียกร้องความสงสารจากแฟนหนุ่ม “เพนตั้งใจมาหาคิลเลยนะคะ… เพนคิดถึงคิลมากนะคะ… ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ชิดกันเลย” “อืม ตามมาสิ ผมไปส่ง” เสียงทุ้มเอ่ยตอบแฟนสาวเรียบๆ แต่ท่าทีรีบร้อนราวกับไม่อยากอยู่นานกว่านี้แม้แต่วินาทีเดียว คิเลียนหมุนตัวเดินออกไปก่อนโดยไม่แม้แต่จะหันมารอแฟนสาวที่ยังนั่งงงอยู่กับคำพูดของเขา ตลอดทางที่รถคันหรูกำลังขับเคลื่อนอยู่ตามถนน มีเพียงเสียงของหญิงสาวที่พยายามชวนคุยคำถามเบาๆ น้ำเสียงหวานฉ่ำ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาคือคำตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียว “อืม” เพนน่าได้แต่กำมือตัวเองแน่นเก็บกดอารมณ์ กระทั่งรถคันหรูมาจอดสนิทหน้าคอนโดสุดหรูของเธอ เพนน่าไม่รอช้า มือเรียวยื่นไปลูบต้นแขนแกร่งช้าๆอย่างมีจังหวะ “ขอบคุณที่มาส่งนะคะ คิล…” เสียงเธออ่อนหวานเจือความยั่วเย้าชัดเจน ใบหน้าที่แต่งมาอย่างจัดจ้านโน้มเข้าซบลงแนบกับไหล่กว้างของเขา แต่ดวงตาของคิเลียนยังคงจับจ้องไปข้างหน้า มือจับพวงมาลัยแน่นราวกับกำลังฝืนอดทนกับอะไรบางอย่าง “ครับ” เขาตอบสั้นๆ เย็นชาจนบรรยากาศในรถแทบจะจับเป็นน้ำแข็ง “คิลคะ…” เธอครางเรียกเสียงเบา “ตั้งแต่คิลกลับมา เพนรู้สึกว่าเราเหมือนห่างกันไปมาก เพนไม่ชอบเลยนะคะที่ต้องอยู่ห่างจากคิล…” เธอกระซิบใกล้ หัวใจเต้นแรง มือค่อยๆเลื่อนจากแขนลงมาวางบนต้นขาแกร่ง ลูบขึ้นช้าๆจนแทบจะถึงจุดสำคัญของเขาแล้วด้วยซ้ำ “ผมเครียดๆเรื่องที่จะต้องรับช่วงต่อธุรกิจทางบ้านน่ะ ถ้าผมทำให้คุณรู้สึกแบบนั้นก็ขอโทษด้วยนะ” “เอาเป็นว่า… ถ้าคิลรู้สึกผิดจริง ๆ คืนนี้ค้างกับเพนดีมั้ยคะ?” เธอเอียงหน้า ประกบริมฝีปากลงบนแก้มเขาเบาๆแล้วลากริมฝีปากไปใกล้มุมปาก “เราจะได้กลับมา… ใกล้กันเหมือนเดิมไงคะคิล…” เธอจูบเขาเบาๆ คิเลียนตอบจูบ ไม่ได้ผลักเธอออก แต่ก็ไม่ร้อนแรงเหมือนอย่างเคย มือของเธอไต่ขึ้นมาจนถึงเข็มขัดของเขา แต่ทันใดนั้น— “พอแล้วเพน” คิเลียนจับมือเธอไว้แน่นแล้วผลักออกเบาๆ “ไว้วันอื่นนะ วันนี้ผมสัญญากับแม่ไว้ว่าจะกลับไปนอนบ้าน” เสียงเขาเรียบ… แต่ชัดเจน สายตานิ่งเหมือนคนไม่มีอารมณ์แม้แต่น้อย ใช่ เธอปลุกอารมณ์เขาไม่สำเร็จ แล้วเป็นครั้งแรกที่เธอทำพลาด ตั้งแต่กลับมาไทยไม่มีอะไรได้ใจเธอสักอย่าง เขาเปลี่ยนไป… แต่เพนน่าเหมือนจะรู้ถึงการจัดการกับสถานการณ์แบบนี้เป็นอย่างดี เธอเลือกที่จะไม่เซ้าซี้แล้วยอมเขาแต่โดยดี “เอางั้นก็ได้ค่ะ… งั้นเพนฝากสวัสดีคุณน้าด้วยนะคะ” เพนน่ายิ้ม… ยิ้มที่เต็มไปด้วยพิษร้ายเงียบๆ ก่อนจะหันไปหอมแก้มเขาอีกทีแล้วเปิดประตูรถลงมา “กลับบ้านดี ๆ นะคะ ฝันดีค่ะ เพนรักคุณนะคะคิล” “ฝันดีครับ” คําตอบกลับสั้นๆ ที่ไร้แม้แต่คำว่ารัก คำที่เธอรอแล้วรออีกมาตลอดสองปีที่คบกัน คำที่เขาไม่เคยพูดกับเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว…! เพนน่าปิดประตูรถลงช้าๆ ยืนมองไฟท้ายรถหรูที่ค่อยๆ แล่นหายไปในความมืด ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงเพลิงเม้มเข้าหากันแน่น แววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองซ่อนอยู่หลังใบหน้ายิ้มหวานจอมปลอม “แม่ให้กลับบ้านงั้นหรอ…” เธอกระซิบในใจเยาะๆอย่างรู้ดีว่ามันเป็นเพียงข้ออ้าง คนอย่างคุณหญิงกลยาณีหรือจะขัดใจลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ที่มากไปกว่านั้นคือคนอย่างคิเลียนไม่เคยฟังใครง่ายๆหากเขาไม่จำยอมเอง… จะเป็นไปได้อยู่อย่างเดียวก็คือ มันต้องมีอีตัวที่มันคิดจะแย่งของๆเธออยู่เป็นแน่ เพนน่ากำหมัดแน่น แววตาขุ่นเคือง ซึ่งคนอย่างเธอจะไม่มีทางยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งคิเลียนไปจากเธอได้แน่ ผู้ชายคนนี้เป็นของฉันคนเดียว!
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม