งานต่อมาคือจัดการกับเนื้อตัวของเขา แม้ว่าเธอจะเคยเช็ดตัวเขามาแล้ว แต่นั่นมันก็ตอนที่เขายังไม่รู้สึกตัว แต่เวลานี้ตาคมๆ ทอดสายตามองทุกการเคลื่อนไหว เป็นใครคงต้องประหม่า อีกทั้งคอยระแวงกลัวว่าเขาจะจำเธอได้
มือนุ่มใช้ผ้าเปียกบรรจงเช็ดหน้าให้เขาเป็นอันดับแรก ตามด้วยโฟมล้างหน้าราคาแพงแล้วบรรจงเช็ดทำความสะอาดใบหน้าคมคล้ามเพราะเคราที่เริ่มชัดขึ้น
“เธอโกนหนวดเป็นไหม” เขาถามขึ้นหลังจากเห็นพยาบาลสาวกำลังจะเปลี่ยนน้ำในกะละลังและหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหม่
“ฉันไม่เคยโกนหนวดให้ใคร” เธอปดเขา ความจริงอาชีพของเธอต้องผ่านการโกนขนในส่วนต่างๆของร่างกายมาอย่างนับไม่ถ้วน แต่เพราะกลัวว่าไอ้เจ้าลูกกะตาคมๆของเขาจะทำให้มือเธอสั่นจนใบมีดบาดคางเขาต่างหากล่ะ
“ไม่เคย...ก็ลองทำดู เพราะวันนี้ผมต้องดูดีที่สุด” เขาบอกแค่นั้น แล้วทุกอย่างก็เป็นภาระของเพียงธาร รวมทั้งเช็ดทุกซอกมุมของเขาจนสะอาดไม่เว้นแม้แต่ของสงวน โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะนั่งหน้าแดงไปเกือบครึ่งวัน
‘คนบ้า! หน้าด้านที่สุด!’
เวลาใกล้เที่ยง ‘ติณห์’ แพทย์เจ้าของไข้ก็เข้ามาตรวจ อาการที่ขานั้นดีขึ้น แต่ยังต้องใส่เฝือกอีกเป็นเดือน ในส่วนของสมองคงต้องใช้เวลากว่าความทรงจำจะกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งมันทำให้เพียงธารคลายกังวล อย่างน้อยกว่าความทรงจำของเขาจะกลับคืนมาเขาก็คงกลับไปพักที่บ้านแล้ว นั่นก็หมายความว่าเธอกับเขาคงไม่ได้พบกันอีก
“พักผ่อนให้สบายนะครับ ถ้าอาการดีแบบนี้อีกไม่กี่วันก็กลับไปพักต่อที่บ้านได้” แพทย์หนุ่มบอกกับคนเจ็บบนเตียงแต่ก่อนออกจากห้อง เขาก็ไม่ลืมหันมาส่งยิ้มให้พยาบาลสาว
“น้ำพักกี่โมง ไปกินข้าวด้วยกันไหม” แพทย์หนุ่มเปิดชาร์ตและบันทึกอาการไปพลาง
“เอ่อ...น้ำไม่แน่ใจ”เพียงธารเหลือบมองไปทางคนเจ็บเห็นเขามองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่สนใจใคร
“คิดว่าไม่สะดวก บางทีน้ำคงต้องสั่งมากินข้างบน” เธอตัดสินใจบอกติณห์เพราะไม่อยากให้เขาต้องรอ รู้ดีว่าเมื่อเวลาอาหารกลางวันมาถึงคนป่วยก็ต้องหาเรื่องแกล้งเธออีก
จากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอาหารกลางวันชุดใหญ่ก็ถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะ คนป่วยยังทำเป็นนอนไม่รู้ไม่ชี้จนเลยเวลาอาหารและยาที่ควรจะเป็น
“คุณจะทานข้าวเลยหรือเปล่าคะ” เสียงหวานเปล่งออกจากปากของหญิงสาวเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอพยุงเขาออกจากห้องน้ำ
“ยัง!” เขาผงกศีรษะมองอาหารในถาดใหญ่ ก่อนทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างเซ็งๆ
“แต่มันเลยเวลาอาหารและคุณควรกินยาให้ตรงเวลาค่ะ” หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่เข็มมันบอกว่าเลยเวลาเที่ยงไปสิบห้านาทีแล้ว นั่นก็หมายถึงว่าเธอก็ต้องกินมื้อเที่ยงช้าตามไปด้วย
“คนยังไม่หิว” คนเจ็บยังนอนกระดิกเท้าข้างไม่เจ็บบนเตียง เพียงธารเห็นแบบนั้นก็เกิดอาการหมั่นไส้จนเผลอค้อนเข้าให้โดยไม่รู้ตัว
“ไม่หิวก็ต้องกิน ฉันยังไม่เห็นคุณทานอะไรทั้งแต่เช้า”
ก่อนที่แม่บ้านจะเก็บถาดเดิมออกไป เธอเห็นอาหารเช้าของเขายังไม่พร่องเลยสักนิด และยาของมื้อเช้าเธอก็เพิ่งกล่อมให้เขากินได้เมื่อตอนสาย
“บอกว่าไม่กินไง! จืดชืด! มีแต่ข้าวต้มกับข้าวบ้านๆ ใครจะกินลง”
คนบนเตียงแค่ปรายตามองอาหารในถาดแล้วทำเมิน เพียงธารถือวิสาสะเปิดโถอาหารที่วางบนโต๊ะคนป่วย ข้าวต้มร้อนๆหอมกลิ่นใบเตย มาพร้อมกับยอดฟักแม้วผัดน้ำมันหอย ข้างๆ กันยังมีหอยลายพัดฉ่า และปลาแซลมอนอบเกลือ แถมด้วยผลไม้ที่จัดเรียงอย่างสวยงามอีกจาน
‘อาหารบ้านๆที่เขาว่า คนหาเช้ากินค่ำคงไม่มีปัญญาหากินได้อย่างนี้แน่ กินแต่ของดีๆจนเคยตัว’ หญิงสาวนึกตำหนิในใจ
"ข้าวต้มเหมาะกับคนป่วย เพราะย่อยง่าย ลื่นคอ ถ้าอยากกินของอร่อยถูกปากก็ต้องรอหายดีแล้วกลับไปกินที่บ้าน”
หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าราบเรียบ แต่ทำให้อีกฝ่ายต้องหันมองหน้าหวานของเธออย่างไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้
“เดี๋ยวนี้เธอกล้า! หมายถึงกล้าต่อปากต่อคำ”
“ฉันแค่อยากให้คุณกินอยู่เป็นเวลา แต่ถ้าคุณไม่ชอบ ฉันจะให้เขาเปลี่ยนเป็นข้าวสวยแทน เผื่อว่าคุณจะเจริญอาหารขึ้นมาบ้าง”
หญิงสาวคว้าโทรศัพท์ต่อสายไปโรงครัวพร้อมกับแจ้งรายการอาหารง่ายๆ ให้เขาและไม่ลืมที่จะสั่งให้ตัวเอง ไม่เกินสิบห้านาทีข้าวผัดร้อนๆ ก็มาเสิร์ฟ เธอให้แม่บ้านยกถาดเดิมออกไป จากนั้นก็เลื่อนจานข้าวผัดให้เขาแทน ตามด้วยยามื้อกลางวันอีกหนึ่งถ้วย
“เวลาพัก ฉันขอพื้นที่ส่วนตัวค่ะ” เพียงธารหาได้สนใจคนที่นั่งทำหน้ามุ่ยบนเตียง เธอคว้าจานข้าวแล้วเดินตรงไปอีกห้องที่คาดว่าน่าจะเป็นห้องครัว
ร่างเล็กทรุดตัวลงบนเก้าอี้หลังจากหนีคนเจ็บมากินมื้อเที่ยงอีกห้อง รู้ดีว่าเขาคงไม่พอใจ สังเกตได้จากแววตาที่เปล่งประกายวาว แต่เพียงธารไม่คิดจะแคร์ แม้จะแปลกใจว่าตัวเองเอาความกล้ามาจากไหนไปปากต่อคำกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนแค่เขาปรายตามอง เธอก็มือไม้สั่นวางหน้าไม่ถูกแล้ว
‘เพราะเคยผ่านความเจ็บปวดมาแสนสาหัส และนั่นทำให้เด็กสาวโง่งมในอดีตกล้าแกร่งขึ้น’ เพียงธารได้แต่พร่ำบอกตัวเอง แต่ไม่อาจลบเรื่องราวในอดีตได้
เรื่องในอดีตย้อนกลับมาอีกครั้ง เด็กหญิงเดินตามหลังพ่อเข้ามาขอพึ่งใบบุญเศรษฐีนีคนหนึ่ง เพียงธารตอนนั้นเป็นแค่เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบมีเสื้อผ้าเก่าๆติดตัวมาไม่กี่ชุด หน้าตาค่อนข้างมอมแมมเพราะความร้อนของอากาศจนเหงื่อไหลซึมตามไรผม หางเปียสองข้างยุ่งเหยิงเพราะไม่เจอหวีมาสองวัน สภาพไม่ต่างจากลูกชาวบ้านที่ต้องหาเช้ากินค่ำ แต่ใบหน้าเล็กๆที่มีเครื่องหน้าจิ้มลิ้ม ผิวพรรณแม้จะมีคราบฝุ่นแต่ดูออกว่าผุดผ่องหากได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเสียใหม่ ร่างเล็กนั่งเบียดอยู่หลังคนเป็นพ่อบนพื้นกระดานของบ้านทรงไทยหลังใหญ่
“ลูกสาวของนายทัศน์เหรอ” พุดกรอง ลูกสาวของเศรษฐีเก่าในคลองอัมพวามองสองพ่อลูกตรงหน้าอย่างนึกเวทนา
“ครับคุณนาย” ทัศน์เป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ผิวสีแทนเหมือนคนทำงานตากแดดตากลมทั่วไป ต่างจากกับคนเป็นลูกที่มีผิวขาวเนียน คงมีแต่เค้าโครงหน้าที่ละม้ายคล้ายกัน
“ตกลงนายทัศน์จะขอถือสวนของฉันทำกิน ทำสวนทำไร่มันงานหนักนะ ฉันกลัวว่านายทัศน์จะไม่ไหวเอา”
จากคำบอกเล่าของสำเนียง ต้นห้องที่รับใช้ตนมาตั้งแต่เป็นสาวรุ่นจนแต่งงานออกเรือนกับลูกพ่อค้าใหญ่ในเมือง เป็นคนชักนำนายทัศน์พ่อหม้ายลูกติดมาขอเช่าสวนที่ปล่อยรกร้าง
สำเนียงบอกว่านายทัศน์เป็นญาติห่างๆ เรียนจบช่างปูนจากนั้นก็ไปทำงานและมีเมียมีลูกอยู่ที่กรุงเทพฯหลายปี แรกๆทัศน์ก็เป็นแค่ลูกจ้างแต่ต่อมาก็เริ่มเหมางานมาทำเอง ชีวิตดูจะมีความสุขดีหากไม่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจทำให้งานน้อยลง แถมบางงานยังถูกเบี้ยวค่าแรง หนักเข้าพอเงินทองขาดมือเมียสาวก็หนีตามผัวใหม่ ทิ้งลูกสาวไว้ให้ทัศน์เลี้ยงพร้อมหนี้สินอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหนี้ก็ตามทวงเช้าทวงเย็น ทัศน์ต้องขายสมบัติที่มีใช้หนี้จนเหลือแต่ตัวจึงพากันมาพึ่งสำเนียงที่เป็นญาติห่างๆ
“นึกว่าเวทนามันสองพ่อลูกเถอะค่ะคุณ บ้านช่องก็ไม่เหลือ มีเงินติดตัวไม่กี่บาทเองเจ้าค่ะ”