"ว่าแต่ อีแฝดนรกละออกมาจากห้องสอบกันยัง" ในกลุ่มของฉันมีกันสี่คน ฉัน ผัดขิง เพื่อน แพง อีสองตัวมันเป็นแฝดกันกัดกันอย่างกับหมาแต่ว่ามันก็รักกัน
"มันพากันเดินมาละ ออกมาก่อนพวกเราอีก" ทั้งสองมันพากันเดินมาจากโรงอาหารของโรงเรียน แบกของกินมาอีกเพียบ!
"แบกอะไรมาเยอะแยะ"
"แหกตาดูเองสิ" พะเพื่อนมันตอบกลับฉันมาแบบนี้มันน่าโดนตบไหมละเนี่ย อีนี่มันปากคอเราะราย
“แกก็ตอบฉันดี ๆ เป็นไหมคะ ฉันเห็นหรอกว่าคืออะไรก็ถามไปงั้น ๆ แหละ" ก่อนเบ้ปากใส่มันไป
"อย่าไปบ้าจี้คุยกับมัน มาแดกขนมกันดีกว่า" พะเเพงแฝดพี่คนนี้มันพูดจาดีไม่ขี้โวยวาย
"พวกแกทำข้อสอบได้ไหมวะ" พะเพื่อนเป็นคนพูดออกมา กลุ่มเรานี่แม่งโง่กันทุกคน
"ไม่ต่างกันหรอก สุดท้ายแม่งมาตายวิชานี้" ฉันตอบแทนพวกมันอีกสองคนชะตาชีวิตนักเรียนอย่างพวกเราเดาไม่ยากจบหลังเพื่อนแน่นอน
"เอาน่าพวกแก มันยังมีสอบซ่อมได้สู้ ๆ กันหน่อย"
"ขิงมันพูดถูก พวกเราต้องไม่ยอมแพ้" ฉันเสริมขึ้นมาอีกคน เพื่อนต้องให้กำลังใจเพื่อนด้วยกันถึงจะถูกไม่ใช่ช่วยกันเหยียบซ้ำ
"ไปผ่อนคลายกันดีกว่า ไปกันไหมพวกแก"
"บวกหนึ่ง! เห็นด้วยกับผัดขิงมัน"
"ฉันก็ด้วย เราควรผ่อนคลายบ้าง" ฉันกับพะเพื่อนเห็นพ้องต้องกันหมด ส่วนอีกคนยังไงมันก็ต้องตามไปด้วยอยู่ดี
ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แต่ละวันพวกฉันไม่ค่อยได้ไปไหนกันมากหรอกส่วนมากก็อยู่บ้านกัน แต่ถ้าเป็นวันไหนที่มีเวลาว่างหลังจากเลิกเรียนก็จะพากันมาเดินคลองถม แต่วันนี้พวกเราอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวห้าง
"หิวไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน" ฉันชวนพวกมันอีกสามคนไปหาของอร่อยกัน เพราะตั้งแต่สอบเสร็จยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
"ก็ดีนะ ฉันรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแหละ แดกเอ็มเคกัน"
"หยุด" ฉันร้องปรามห้ามพวกมัน
"อะไรอีก"
"แดกของแพง ถามจริงมีเงินเหรอคะ"
"ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินตามฉันมาเถอะ" และอีขิงก็เดินนำพวกฉันไปในร้านเอ็มเค
"ที่บอกว่าเลี้ยง แกพูดจริง" ฉันเอ่ยถามผัดขิงเมื่อเข้ามานั่งในร้านแล้ว เพื่อนพยักหน้าก่อนตอบ
"พ่อฉันให้ค่าขนมมาเมื่อเช้า อย่าบอกแม่ฉันนะ"
“ได้สิ” พ่อผัดขิงทำงานที่ต่างประเทศ กว่าจะบินกลับมา ประเทศไทยก็หลายปี สงสัยพ่อมันเพิ่งกลับมาบ้านแน่ ๆ เพื่อนฉันถึงได้อวดรวยเปย์ของแพงให้ได้ทานกัน
"งั้นไม่เกรงใจละนะ" ฉันกับเพื่อน ๆ ต่างมากันนั่งทานอาหารตรงนะอย่างเอร็ดอร่อยของฟรีมันดีจริง ๆ พอทานไปได้สักพักเสียงเพื่อนในกลุ่มก็ดังขึ้นอย่างน่าตกใจ
"เฮ้ย! ๆ ทางนั้น ๆ" ขิงมันชี้มาหน้าร้านฉันละจากการทานอาหารแล้วมองตามที่มันบอก แต่ยังไม่พูดอะไรออกมา ก็คือกำลังตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น
"ใครวะขิง แล้วชี้ให้พวกเราดูทำไม" เพื่อนในกลุ่มพูด
"ฉันชี้ให้ไอ้กะเพรามันดู" สองพี่น้องไม่ได้สนใจอะไรมากก่อนจะก้มหน้าทานอาหารต่อ แต่ฉันนี่สิละสายตาจากภาพเบื้องหน้าไม่ได้สักนิด มีคำถามมากมายแล่นเข้ามาในหัวสมอง
‘พี่คิมมากับใครวะ?’ ฉันพึมพำในใจก่อนคิ้วมันจะขมวดชนกันด้วยความใคร่รู้ เขาทั้งสองกำลังเดินเข้ามาในร้านและมานั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะพวกเรา ข้างกายมีสาวอกตูมนั่งแนบชิดราวจะสิงร่าง
หน้าใจของหล่อนที่ใหญ่เกินนั้นดูก็รู้ว่าของปลอม หรือว่าสเปคพี่คิมเขาชอบแบบนี้ ตัดภาพมาที่หน้าอกฉันเอ่อ! มันก็มีนะแต่แค่ไม่ใหญ่เท่าพี่คนนั้น ไข่ดาวชัด ๆ
"มองขนาดนี้ไม่ลุกไปถามพี่เขาเลยล่ะ" ฉันหันขวับมาทางอีขิงความคิดมันเข้าท่าอีกแล้ว รออะไรฉันก็ลุกน่ะสิ ไม่ได้บ้าจี้นะแต่ภาพที่เห็นฉันทนไม่ได้ นั่นคือสามีในอนาคตฉันนะ
"เอาจริงดิแก ฉันพูดเล่นเฉย ๆ" ไม่ทันแล้วจ้า พอฉันลุกขึ้นพี่คิมหันต์เขาก็เหลือบมาเห็นฉันพอดี ส่วนฉันน่ะเหรอหึ! นั่งลงคืนทันใด ใครจะกล้าเข้าไปทำอะไรบ้า ๆ อย่างนั้นกันเล่า ไม่ได้เป็นอะไรกันกับพี่คิมหันต์สักหน่อย แม้จะเจ็บหนึบที่หัวใจก็เถอะ
"โธ่ นึกว่าจะแน่ อีปอดแหก" มันยังคงไม่เลิกกระแนะกระแหนฉัน เออก็ถูกอย่างที่มันพูดฉันปอดแหกจริง ๆ ยิ่งเมื่อครู่ที่ได้สบตากันหัวใจฉันมันสั่นไหว บางครั้งเลือดกำเดามันก็ไหลสุดท้ายก็ก้มหน้าก้มตาทานต่อ ทานมันทั้งที่ยังหงุดหงิด
ผ่านไปราวสิบห้านาทีฉันและเพื่อนต่างพากันอิ่มเปล้ เรียกได้ว่าเราทานกันเยอะสุด ๆ อิ่มจังเงินไม่ต้องจ่าย โคตรจะอิ่มเลยแหละ ตัวเล็กแต่ฉันมีพุงนะจ๊ะ หึหึ!
"ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ ขอบใจผัดขิงที่เลี้ยงของร่อยพวกเรา" ฉันกับเพื่อนอีกสามคนประสานเสียงกันดัง
“ฉันยินดี” มันยิ้มแก้มแฉ่ง
“นี่ ๆ ฉันอยากกินเครป แกเลี้ยงฉันหน่อยนะ”
“แกเพิ่งกินอิ่มไปเองนะกะเพรา”
“ก็ฉันอยากกิน นี่!” ฉันเผลอทำเสียงดังใส่เพื่อน กระทั่ง..
“คิดว่าอยู่ตลาดสดหรือไง” เสียงเข้มดังขึ้นปนความไม่พอใจ ทำฉันต้องรีบหันมองทันที พี่คิมหันต์มองมายังฉันก่อนจะเบนความสนใจมาที่คนของเขา ป้อนอาหารด้วยจ้า โถ่! พ่อคุณจะทำให้ฉันอกแตกตายหรือไง
“คิมพูดว่าอะไรนะคะ เมย์ได้ยินไม่ถนัด”
“เปล่าครับ ทานต่อเถอะ” ฉันนั่งมองเจ้าของเสียงอย่างไม่ละสายตา จนเราสบตากัน พี่คิมหันต์ยักคิ้วใส่หนึ่งครั้งแค่นั้นแหละ ฉันเขินอายจนทำตัวไม่ถูก แต่ยังคงแสดงท่าทีนิ่ง ๆ
“เท่ชะมัดเลย” ฉันเป็นเด็กเรียบร้อยนะ หน้าตาน่ารักน่าชังแถมกิริยามารยาทยังงดงามอีกด้วย อันนี้ฉันจริงจังนะไม่ได้โกหก แต่ในสายตาของพี่คิมคงคิดว่าฉันเป็นเด็กแก่แดดอะไรแบบนี้
“เรากลับกันเถอะ” ฉันมัวแต่นึกอะไรไม่รู้แต่ว่ารอยยิ้มของพี่คิมมันหวานหยาดเยิ้มทำใจฉันละลายไปอยู่ที่พื้นแล้ว ใจเย็น..
“อย่าเพิ่งสิ”
"ยังไม่ลุกอีก อีแฝดมันเดินไปก่อนแล้วจะนั่งบื้ออีกนานไหมคะ" อีขิงมันจอมขัดจังหวะจริง ๆ
“มารหัวใจ” ฉันลุกขึ้นกระชับกระเป่านักเรียนก่อนจะก้าวเท้าฉับ ๆ ตามพวกมันไป
“สรุปจะทานเครปต่อ” ฉันพยักหน้าก่อนเอ่ย
“อื้อ ตามฉันมา” แต่ทว่า...
“เดี๋ยวพวกแก” เราสองคนหันกลับมา
“มีอะไรเพื่อน” ขิงเอ่ยถาม
“ฉันกับแพงคงไปต่อกับพวกแกไม่ได้แล้วอ่ะ”
“ทำไมล่ะ” ฉันถามบ้าง
“ที่บ้านเกิดเรื่องหวะ ไว้โทรหานะเว้ย” สุดท้ายเราก็มากันแค่สองคน ฉันทานเครปจนอิ่ม กำลังจะกลับบ้านแต่ดันผ่านร้านขายหนังสือเสียก่อน พวกเราขอแวบไปดูร้านหนังสือทันที โดยเฉพาะฉัน ไอ้ขิงมันคลั่งหนังเกาหลี แต่ว่าฉันบ้าอ่านนิยายจ้า บนชั้นวางหนังสือมีเรื่องน่าอ่านมากมาย ฉันชอบแนวคลั่งรักโหด ๆ ป่าเถื่อน กระทั่งไปสะดุดตากับชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง
"พระเอกเรื่องนี้เหมือนพี่คิมเลย" ฉันหยิบนิยายเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านดูพระเอกโหดดิบเถื่อนมากมาย จะว่าฉันเป็นพวกประเภทที่ชอบผู้ชายเลวๆ แต่เอาเข้าจริงนะไม่รู้จะรับได้หรือเปล่า
"นิยายอีกแหละ พี่คิม ๆ" มันทำน่าล้อเลียนกัน ทีมันละบ้าผู้ชายเกาหลีฉันยังไม่เห็นจะแขวะมันเลย
“ก็คนมันชอบมีไรป่ะ” เมื่อฉันได้นิยายที่ชอบก็จ่ายตังค์
“เย็นมากแล้ว กลับกันเถอะ”
“อื้อ ป่านนี้แม่ฉันคงมองทางแล้ว”
“มีลูกสาวสวยก็แบบนี้ห่วงธรรมดา”
“ฉันไม่บ้ายอตามแกหรอก” พอเดินมาถึงทางออกก็เศร้า กรมอุตุไม่เห็นจะแจ้งว่าวันนี้ฝนจะตก เอ๋หรือว่าลืมเช็กเองกันนะ แล้วเราสองคนจะกลับยังไง