ร่างสูงใหญ่เดินตรงดิ่งเข้าเขตถิ่นของตนด้วยท่าทางองอาจในเวลาสายๆ ของวัน มือข้างหนึ่งหิ้วขากวางตัวใหญ่สองตัวติดมาด้วยสภาพหัวขาดเหลือแต่ตัว บนอกเปลือยกำยำประเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉานเป็นแห่งๆ ใบหน้านิ่งราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ดวงตาสีอำพันเข้มดุดันกอปรกับเลือดที่เปื้อนตามใบหน้ายิ่งทำให้ร่างสูงดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทุกคนต่างหลีกทางให้ไม่กล้าที่จะเฉียดกรายเข้าใกล้
เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงเรือนแห่งหนึ่งก่อนจะหยุดเท้าลง เจ้าของเรือนที่ก็รับรู้ถึงการมาของนายตนก็รีบออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีตื่นตระหนก ไม่บ่อยนักที่ท่านผู้นำเผ่าจะมาถึงเขตเรือนของสมิงพลเรือน
“ท่านไอยศูรย์มาหาข้าถึงเรือนมีอันใดหรือขอรับ”
ตุบ!
เจ้าของชื่อกระทำการทิ้งซากกวางลงบนพื้นตรงหน้าหนึ่งในคนในความปกครองของตน “เอาไปแบ่งกับคนอื่นๆ” เอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้สมิงพลเรือนทำหน้าไม่ถูกได้แต่ตะโกนขอบคุณไล่หลัง
“พี่ตะโกนขอบคุณผู้ใดกัน” เสียงนุ่มนวลของสมิงแม่ลูกอ่อนที่พึ่งอุ้มลูกชายออกมาหน้าเรือนเอ่ยถามคนเป็นสามีตน
“ขอบคุณท่านไอยศูรย์น่ะสิศิจันทร์ นี่ ท่านเอากวางป่ามาให้ เจ้าอยากกินไม่ใช่หรือ?” สมิงหนุ่มมองเมียรักที่อุ้มลูกน้อยอย่างดีใจ เมียมันพึ่งคลอดลูกชายได้ยังไม่ถึงเดือนไม่นานก็บ่นอยากกินเนื้อกวาง มันเองก็ยังไม่ถึงเวรออกไปล่า แต่ใครจะไปรู้ว่าท่านไอยศูรย์จะนำมาให้แถมยังให้ไปแบ่งกับคนอื่นๆ อีก
ไม่ว่าอย่างไรลึกๆ สมิงผู้นำตนนั้นก็ยังคงเป็นคนที่ใจดีเสมอแม้ว่าผู้ใดจะไม่เห็นก็ตาม
“จริงหรือพี่” สมิงแม่ลูกอ่อนถามอย่างไม่อยากเชื่อ ตนพึ่งจะไปจับกลุ่มคุยกับสมิงคนอื่นๆ มาถึงความโหดร้ายของผู้นำตนเมื่อครู่แล้วก็บ่นเรื่องเสียงคำรามที่ทำเอาเรือนที่มีเด็กเล็กเดือดร้อนกันไปทั่วเมื่อคืน พวกตนน่างสงสารยิ่งนักที่ต้องเกิดมารับใช้ผู้นำเผ่าสมิงที่เหมือนเป็นสมิงคลั่งโมโหร้ายเช่นนี้
“จริงสิ ข้าจะโกหกเอ็งเพื่ออะไรเล่า”
“ข้าไม่เคยได้ยินว่าท่านไอยศูรย์ใจดีแบบนี้”
อินทุถอนหายใจเมื่อได้ยินเมียสาวพูดเช่นนั้น ศิจันทร์เป็นสมิงสาวที่พึ่งเกิดมามีอายุได้เพียงแปดสิบปีจึงไม่ทันรู้เรื่องราวในอดีต ในอดีตนั้นไอยศูรย์เป็นสมิงที่มีความใจดีมีเมตตาต่อเหล่าสมิงด้วยกันเองเป็นอย่างมาก สมิงหนุ่มไม่ถือตัวทุกคนสามารถเข้าหาได้ อารมณ์ดียิ้มแย้มมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เมื่อคิดถึงอดีตที่ผ่านมาอินทุก็ได้แต่เศร้าอยู่ในใจ คนเก่าๆ ที่รู้เรื่องนี้นั้นก็มีน้อยเต็มทีส่วนมากต่างตกตายในคืนนั้นกันหมด นี่ก็ผ่านมาเกือบจะถึงสองร้อยปีแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สมิงผู้โชคร้ายตนนี้จะหลุดพ้นจากความเจ็บปวดนี้เสียที
“ท่านไอยศูรย์เหตุใดจึงตัวเปรอะเปื้อนเลือดเช่นนั้นเล่าขอรับ”
เสียงนุ่มทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นทำให้ร่างสูงกำยำกำลังจะเดินกลับที่พักตนหยุดชะงัก
"เวฬกาล”
เจ้าของชื่อยิ้มตอบอย่างสุภาพก่อนจะเอ่ยถาม “ไปที่ใดมาหรือขอรับ? เมื่อวานเหล่าผู้อาวุโสพากันประชุมเรื่องงานชุมนุมสี่เผ่าของปีนี้เหตุใดข้าไม่พบท่านเล่า”
ผู้นำเผ่าสมิงได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยตอบ “พวกเขาหาได้บอกข้าไม่” ใบหน้าดุดันเริ่มมีร่องรอยของโทสะนิดๆ ไม่มีผู้ใดมารายงานตนจึงได้ออกไปเที่ยวเล่นล่าสัตว์นอกเขตไกลจากเผ่ามากโขจนเกือบถึงเขตของเผ่าอื่น
สมิงหนุ่มนามเวฬกาลได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าตกใจก่อนจะรีบเอ่ยแก้ตัวแทน “คงประชุมกันเบื้องต้นเท่านั้นข้อสรุปทั้งหมดอย่างไรเสียก็คงจะหารือกับท่านอีกครั้งหนึ่ง”
“…” ไอยศูรย์ยังคงมีสีหน้าโกรธเคืองเขม็ง
เวฬกาลเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงเตรียมที่จะเอ่ยเบี่ยงประเด็น “ท่านไอ-” แต่ก็มีเสียงของคนอื่นขัดขึ้นเสียก่อน
“ท่านไอยศูรย์ท่านศิราวตรีต้องการพบเจ้าค่ะ” รมิตาสมิงสาวผู้รับใช้เอ่ยถ่ายทอดคำสั่งของนายตนกับไอยศูรย์ก่อนจะหันไปทางเวฬกาล “ท่านเวฬกาลด้วยนะเจ้าคะ”
เจ้าของชื่อมีสีหน้าฉงนชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “ข้าด้วยหรือ?”
“เจ้าค่ะ เวลานี้เหล่าผู้อาวุโสทั้งสามเองก็อยู่ที่ถ้ำของท่านศิราวตรีกันหมดแล้ว” สมิงสาวทำท่านึกก่อนจะเอ่ยต่อ “เห็นว่าจะหารือกันเรื่องวันพระจันทร์สีเลือดใกล้จะถึงนี้เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินชื่อวันพระจันทร์สีเลือดสมิงหนุ่มก็ยิ่งมีสีหน้าตึงเครียดบรรยากาศรอบกายขมุกขมัวขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะออกเดินนำไปยังสถานที่ที่เหล่าคนสำคัญในเผ่ารวมตัวกันอยู่ในขณะนี้โดยไม่รอผู้ใดทิ้งให้สองสมิงหนุ่มและสาวเป็นฝ่ายตามมาทีหลัง
“นี่ก็ใกล้วันเข้ามาทุกทีหากว่าเป็นเช่นนี้เผ่าสมิงเราคงถึงคราวตกต่ำของจริงแล้ว” เสียงแหบของชายวัยชราผู้หนึ่งเอ่ย
ชายชราที่มีสีหน้าดุดันอีกคนพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเอ่ยเสริม “หลังจากวันพระจันทร์สีเลือดอีกเพียงห้าวันก็ถึงวันเดินทางไปงานชุมนุมสี่เผ่า เจ้าคิดว่าเผ่าสมิงเราจะเป็นเช่นไรหากมีผู้นำอ่อนแอแถมยังกลายเป็นสมิงคลั่งควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้เช่นนี้ศิราวตรี”
“ข้ากล่าวตามตรงนะศิราวตรี นี่ก็ผ่านคืนวันพระจันทร์สีเลือดมากี่รอบแล้วทุกๆ ครั้งที่ผ่านพ้นคืนนั้นอำนาจการควบคุมก็ลดลงเรื่อย ๆ จนแทบจะควบคุมเผ่าสมิงไม่ได้อยู่รอมร่อสติสติสัมปชัญญะทดถอยลงทุกที ถึงเวลาที่พวกข้าเห็นทีว่าจะต้องพิจารณาตำแหน่งผู้นำเผ่าใหม่เสียแล้ว” ใช่อยู่ที่ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเผ่าสมิงจะต้องมาจากผู้นำคนปัจจุบัน แต่กรณีไอยศูรย์พวกตนจนปัญญาจริงๆ เพราะอีกฝ่ายหาได้มีคู่ครองที่จะสืบทอดทายาท ทางเดียวก็คือจะต้องหาคนอื่นที่มีความสามารถขึ้นมาทำหน้าที่นี้แทน ก่อนที่เผ่าสมิงจะพินาศไปกว่านี้
สตรีเพียงหนึ่งเดียวในวงล้อมที่ถูกกดดันจากสมิงเฒ่ามากอำนาจเพียงแค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันใดๆ จากทั้งสาม เทียบกันแล้วทั้งสี่คนมีพลังอำนาจไม่ได้แตกต่างกันมากนักเพราะอยู่กันมานานพอสมควรหากรวมอายุทั้งหมดเข้าด้วยกันคงเรียกได้ว่าเป็นสหัสวรรษ แต่สิ่งที่ทำให้ต่างก็คงจะเป็นความสามารถเฉพาะตัว
“พวกท่านใจร้อนไปแล้ว”
“เจ้าต่างหากที่ใจเย็นเกินไป!” หนึ่งในสามเอ่ยกระแทกเสียงใส่หญิงชรานามศิราวตรี ตั้งแต่ที่ไอยศูรย์ขึ้นเป็นผู้นำเผ่าแทนผู้นำคนก่อนอำนาจของสมิงกลับไม่เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย พลังยังต้านพวกตนไม่ได้ด้วยซ้ำทั้งที่อำนาจควรจะต้องมีมากกว่าทุกคนในเผ่าเพื่อควบคุมและปกป้องสมิงใต้อาณัติตน เผ่าสมิงในปัจจุบันเป็นรองอีกสามเผ่าอยู่มากจนถูกก่อกวนสร้างความเดือดร้อนบ่อยๆ จากเบาๆ ก็หนักขึ้นจนมีสมิงพลเรือนบาดเจ็บล้มตายหรือสูญหายไปหลายตนแล้ว ณ ตอนนี้ไอยศูรย์กลายเป็นผู้นำเผ่าที่ไร้ความสามารถ
นางสมิงเฒ่าหรี่ตาลงแล้วมองไปยังคนพูดขึ้นเสียงใส่ตน “ศิขาล เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือผู้ใด?”
สมิงนามศิขาลชะงักก่อนจะใช้สมองคิดบางอย่างความเดือดร้อนใจที่มีก็ค่อยๆ เบาลง ตนลืมไปได้อย่างไรว่าศิราวตรีคือสมิงที่มีความสามารถพิเศษคือการหยั่งรู้เป็นสมิงตนสำคัญที่ทำให้เผ่าของพวกตนนั้นไม่เป็นรองเผ่าใด แสดงว่าอีกฝ่ายคงจะรู้ว่าเรื่องนี้จะต้องมีทางออกแน่นอนถึงได้ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเช่นนี้
หลังจากที่เห็นว่าทั้งสามดูสงบปากสงบคำมากขึ้นศิราวตรีก็เอ่ยต่อ “สาเหตุที่อำนาจของไอยศูรย์ไม่เพิ่มขึ้นนั่นก็เพราะเขายังไม่ได้ทำการผูกพันธะกับคู่ของตน” คนเป็นผู้นำเผ่าจะเกิดมาพร้อมอำนาจบางอย่างที่สามารถกดข่มสมิงทุกตนให้อยู่ใต้อาณัติของตน เมื่อผูกพันธะกับคู่ของตนแล้วพลังอำนาจที่ว่าก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้นและสมิงที่เป็นผู้นำจะถูกกำหนดคู่ชะตามาตั้งแต่กำเนิด เป็นคู่ชะตาที่จะมาส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ผู้นำเผ่า
เพราะไม่ได้ผูกพันธะอำนาจแห่งการควบคุมจึงไม่ได้มีมากเท่าที่ควรมี
เมื่อได้ยินสิ่งที่นางสมิงผู้มากฤทธิ์เอ่ยอธิบายถึงข้อเท็จจริงหนึ่งในนั้นก็รีบเอ่ยท้วงอย่างกังวลอีกครั้ง “แล้วจะทำเช่นไรในเมื่อคู่พันธะของไอยศูรย์นั้นได้ตายไปแล้ว” และเรื่องนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ไอยศูรย์กลายเป็นสมิงอารมณ์ร้ายจนถึงปัจจุบัน
ทั้งหมดเงียบสนิทเมื่อเอ่ยถึงอดีตคู่พันธะของผู้นำเผ่าสมิง
“ตายไปแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีคู่ชะตาคนใหม่” คำบอกเล่าจากสมิงผู้หยั่งรู้ทำให้คนที่เหลือต่างพากันมองหน้ากันไปมา
“เจ้าจะบอกว่าเจ้าพบคู่ชะตาคนใหม่ที่สามารถผูกพันธะได้หรือ?” การที่อีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้นก็คงเพราะต้องนิมิตเห็นอะไรมาเป็นแน่ นี่ก็ผ่านจะสองร้อยปีอาจจะมีทางออกให้กับเผ่าของตนและพวกตนก็เข้าใจถูกเมื่อนางสมิงพยักหน้าเป็นการตอบกลับมา
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบนำตัวสมิงนางนั้นมาทำพิธีผูกพันธะเสียสิ” เผื่อทุกอย่างจะดีกว่าเดิม
คราวนี้สมิงผู้หยั่งรู้ส่ายหน้า “นำตัวคนมาที่นี่ตอนนี้ไม่ได้” หากนำมาตอนนี้ที่ยังไม่ได้ทำอะไรคู่พันธะของไอยศูรย์โดนเหล่าสมิงรุมทึ้งแน่ “หลังคืนวันเดือนดับเรื่องที่พวกท่านกังวลจะหายไปเอง” ศิราวตรีบอกได้เพียงเท่านั้นบางสิ่งบางอย่างหากรู้มาแล้วบอกออกไปเสียหมดผลมันอาจจะไม่เป็นอย่างเห็น
เหล่าสมิงอาวุโสทั้งสามพยักหน้าเมื่อเห็นว่าผู้หยั่งรู้ของเผ่ารับรองถึงขนาดนั้น แต่หนึ่งในนั้นก็รู้สึกตงิดใจกับคำพูดของนางสมิงที่เรียกคู่พันธะของไอยศูรย์ว่า ‘คน’ ไม่ใช่ ‘ตน’ อยู่ไม่น้อยครั้นจะเอ่ยปากถามคนที่เป็นหัวข้อในการสนทนาก็เดินเข้ามาเสียก่อน
ดวงตาสีอำพันเข้มมองไปยังทั้งสี่ด้วยสายตานิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความกดดันจากนั้นจึงเอ่ยขึ้น “พวกท่านให้คนไปเรียกข้ามาด้วยเหตุใด”
“พวกข้าอยากหารือกับเจ้าเรื่องงานชุมนุมสี่เผ่า” ศิขาลบอก พวกตนเลือกที่จะไม่พูดว่าพวกตนทั้งสี่คุยเรื่องอะไรกัน เมื่อมีทางออกแล้วพวกตนก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้เป็นเรื่องหมางใจกัน ไม่ใช่เรื่องดีที่จะเป็นปรปักษ์กับผู้นำเผ่าเพราะไม่ช้าไม่เร็วสมิงหนุ่มตรงหน้าจะต้องมีพลังอำนาจมากกว่าสมิงชรากว่าพวกตนอยู่ดี
ใบหน้าดุดันขมวดคิ้วเมื่อสิ่งที่ได้ยินจากสมิงรับใช้เมื่อครู่ไม่ตรงกับสิ่งที่หนึ่งในผู้อาวุโสของเผ่าพูดจึงหันไปทางนางสมิงเฒ่าที่ตนไว้ใจมากที่สุดเพื่อขอคำตอบ อีกคนก็เพียงแต่ยิ้มไม่ได้ขยับปากพูดอันใดแต่เสียงนุ่มก็ดังในหัวของสมิงหนุ่ม
เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง
ไอยศูรย์ที่ได้ยินเสียงในหัวก็ไม่เอ่ยอันใดอีกจากนั้นไม่นานเวฬกาลก็ตามเข้ามาทั้งหมดจึงได้เข้าสู่การประชุมเรื่องสำคัญกันเสียที
“ไม่มีผู้ใดแล้วมีอะไรจะพูดก็พูดมา” ร่างสูงเอ่ยกับศิราวตรีทันทีเมื่อทุกคนกลับมาออกไปหมดแล้ว
“เรื่องที่ข้าเคยบอกเจ้าไปเป็นอย่างไรบ้าง”
สมิงหนุ่มไร้คำตอบให้แก่ศิราวตรีแต่เอ่ยคำถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหงุดหงิด “เมื่อไหร่ข้าจะได้พบคนผู้นั้นเสียที”
“อีกสามวันเจ้าจงไปที่หมู่บ้านนั้นด้วยตนเอง เดี๋ยวเจ้าจะได้เจอนางอีกครั้ง”
“ไหนท่านบอกข้าว่าต้องไปทุกคืนเดือนดับ อีกสามวันที่บอกมันยังไม่ถึง แล้วทำไมข้าต้องไปด้วยตนเองแค่ให้คนนำมันมาก็เพียงพอแล้ว?” เครื่องสังเวยที่จะทำให้พลังอำนาจตนเพิ่มมากขึ้นไม่จำเป็นต้องให้ตนเสียเวลาไปด้วยตัวเอง
“เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีผู้ใดมาชิงตัวคนไป?”
“…”
“หรือเจ้าจำไม่ได้ว่าเมื่อสิบเก้าปีก่อนเหล่าสมิงในเผ่าพากันควบคุมสติไม่ได้ออกจากป่าไปถล่มหมู่บ้านเพื่อหาคนผู้นั้นอย่างบ้าคลั่ง”
“…”
“เจ้าจะยอมให้คนมาแย่งชิงของของตนหรือไอยศูรย์ เจ้าจงอย่าลืมว่าคนผู้นั้นเป็นที่ต้องการของเหล่าสมิงมากแค่ไหนเพราะเจ้าเป็นผู้นำข้าถึงยอมปล่อยให้เป็นของเจ้า หากมิเช่นนั้นเหยื่ออันโอชะผู้นี้ข้าคงเก็บไว้ใช้งานเอง” ศิราวตรีเอ่ยเตือนให้ได้คิดดูดีๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เผ่าสมิงเราจะต้องมีผู้นำที่แข็งแกร่งกว่านี้”
ได้ยินคำที่คล้ายจะบอกอ้อมๆ ว่าตนนี้ตนอ่อนแอแค่ไหนจนอีกฝ่ายจึงต้องหาทางช่วยเหลือ สมิงหนุ่มขบกรามดังกรอดดวงตาวาวโรจน์ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวแต่ก็ไม่อาจเถียงได้เพราะตอนนี้ตนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มพลังอำนาจของตนเอง มีเพียงต้องเชื่อฟังสมิงตรงหน้าตนเท่านั้น
“หวังว่าคำทำนายจะไม่พลาดก็แล้วกัน” ไอยศูรย์ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินสะบัดหน้าออกไปจากถ้ำของศิราวตรีเพราะเกรงจะระงับอารมณ์ของตนเองไว้ไม่ไหว
“ท่านศิราวตรีก็อยากได้คนคนนั้นมาเพิ่มอำนาจของตนเองหรือเจ้าคะ?” รมิตาเอ่ยถามขึ้นเมื่อในถ้ำเหลือเพียงตนและนายตน
ศิราวตรีหันมองสมิงรับใช้ของตนพร้อมส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไม่มีใครที่จะสามารถช่วงชิงคนผู้นั้นไปจากไอยศูรย์ได้หรอก” ขนาดสิบเก้าปีก่อนไม่น่าจะรอดแล้วแท้ๆ ยังสามารถรอดจนมีชีวิตได้ถึงทุกวันนี้ ทุกสิ่งมันถูกลิขิตมาแล้วทั้งนั้น
“แล้วทำไม...”
“ข้าเพียงพูดให้ไอยศูรย์ยอมไปเจอคนผู้นั้นด้วยตนเองต่างหากเล่า” ดวงตาสีม่วงอ่อนที่แตกต่างจากเหล่าสมิงเปล่งแสงสีทองวูบหนึ่งในหัวเกิดภาพบางอย่างขึ้นเสี้ยววิ นางสมิงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงคล้ายเหนื่อยใจยิ่งนัก
ความสามารถที่แสนพิเศษนี้ช่างทำให้นางเหน็ดเหนื่อย บางครั้งการรู้สิ่งใดล่วงหน้าก็ไม่ใช่ผลดีเสมอไป…