ตอนที่ 1
ไม่ไปไม่ได้เหรอ
ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์
มือบางกำแผ่นกระดาษขนาดเอสี่เอาไว้แน่น สั่นไหวอยู่ในอุ้งมือเล็กน้อยอย่างไม่อาจห้ามได้ ดวงตาคู่งามมีแวววูบไหวของความสะเทือนใจไหลเอ่อขึ้นจนน้ำใสคลอหน่วย ทว่าความรู้สึกในดวงตานั้นกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหญิงวัยชราที่นั่งอยู่ข้างกาย
ผู้เป็นแม่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าโยกตัวเก่าซึ่งเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกาย นัยน์ตาของหญิงชราเหม่อมองออกไปไกลพ้นกระจกหน้าต่างราวกับกำลังนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าถึง ความสงบเยือกเย็นและปล่อยวางฉายชัดอยู่ทุกกิริยา สวนทางกับหัวใจของหญิงสาวที่กำลังสั่นไหวอยู่ในอกอย่างรุนแรงจนแทบยืนหยัดไม่อยู่
"เอ้า ทำไมเงียบไปล่ะ แม่เป็นอะไร ทำไมไม่อ่านต่อเล่า"
เสียงเรียกของผู้เป็นแม่ปลุกให้เธอกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่กลางลำคอลงอย่างยากลำบาก พยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะขานรับเบาๆ
"แม่เป็น...โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจ้ะ"
"อ้อ...อย่างนี้นี่เอง มิน่าล่ะ พักหลังแม่ถึงรู้สึกว่ามือไม้มันไม่ค่อยมีแรง ชักจะพูดไม่ค่อยออกด้วย" หญิงชราหัวเราะเบาๆ เสียงแหบพร่าตามวัย แต่ยังคงมีความอ่อนโยนเจืออยู่ในน้ำเสียงนั้นอย่างไม่เคยเปลี่ยน
"หมอบอกว่ามันจะค่อย ๆ แย่ลงไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะแม่..." เสียงที่เปล่งออกมาคราวนี้เบาแทบไม่ต่างจากเสียงลมหายใจ
"รู้จ้ะ..." นัยน์ตาเหม่อลอยหันกลับมามองใบหน้าของลูกสาวตรง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน "แม่ก็แค่ไม่อยากให้หนูต้องอยู่คนเดียว"
นานาในวัยยี่สิบสามปีโผเข้าโอบกอดร่างของผู้ให้กำเนิดทันที เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าน้ำตาจะไหลออกมามากเพียงใด เพราะในยามนี้เธอไม่มีสิ่งใดต้องกักเก็บอีกต่อไป สิ่งเดียวที่เธออยากทำคือเก็บภาพของแม่เอาไว้ให้ได้นานที่สุด
"ทำไมแม่ถึงไม่กังวลอะไรล่ะ ทั้งที่มันก็ร้ายแรงมากแท้ ๆ"
น้ำเสียงของหญิงสาวแฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด เพราะในโลกใบนี้…หากไม่มีแม่แล้ว เธอก็ไม่เหลือใครอีกเลย
"ก็บอกแล้วไงว่าแม่แก่แล้ว เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา"
หญิงชราเอื้อมมืออันเหี่ยวย่นมาแตะปลายคางลูกสาวเบา ๆ เพื่อบังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตากัน "ทีนี้เอ็งก็ยอมรับคำขอร้องของแม่ได้แล้วสินะ"
ใบหน้ารูปไข่ที่หม่นเศร้าแนบอยู่กับแผ่นอกของผู้ให้กำเนิด สะท้อนความรู้สึกหนักใจอย่างชัดเจน คำขอของผู้หญิงที่เธอเคารพรักประหนึ่งแสงสุดท้ายของชีวิต…ไม่ได้ง่ายดายเลยสักนิด
ทุกเรื่อง ทุกอย่างจริง ๆ ที่เธอสามารถทำให้แม่ได้ตามคำขอ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน เธอก็ยินดีทำอย่างไม่เกี่ยงงอน เพราะความรักและความกตัญญูที่สั่งสมอยู่ในหัวใจมาแต่เล็ก แต่นี่…สิ่งที่แม่กำลังเอ่ยปากขอ มันเกินกว่าที่เธอคาดคิดไปมากนัก
การแต่งงานกับใครสักคนที่ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ไม่แม้แต่จะได้มีโอกาสเลือกเองนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยสำหรับหญิงสาวในวัยยี่สิบสามปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ‘คนที่แม่เลือกไว้’ คือผู้ชายที่อายุห่างจากเธอถึงสองรอบนักษัตร เธอไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมแม่จึงมั่นใจนักว่า ผู้ชายคนนั้นจะสามารถดูแลลูกสาวคนนี้ได้
"ทำไมต้องเป็นเขาด้วยล่ะแม่ อายุห่างจากหนูก็ตั้งหลายปีนะ นิสัยเป็นยังไงก็ไม่รู้"
เสียงบ่นอุบอิบหลุดลอดออกมาทั้งที่วงแขนยังคงกอดร่างของผู้เป็นแม่ไว้แน่น นานาไม่ได้ตั้งใจจะก้าวร้าว แค่รู้สึกไม่สบายใจเหลือเกินกับคำขอครั้งนี้
"คุณวายุ...คนที่เขามาช่วยซื้อที่ดินของเราแถวฝั่งนู้นนั่นน่ะ"
นานาขมวดคิ้ว เธอจำชื่อได้ทันที "รู้จ้ะ ว่าแค่เขาเคยมาซื้อที่เรานั่นให้ราคาสูงกว่าที่อื่นหลายเท่า บอกว่าจะเอาไปทำโรงแรมอะไรนั้นใช่ไหมคะ"
"ใช่ ๆ คนนั้นล่ะ อายุก็ยังไม่เยอะมาก แถมเคยเป็นอาจารย์มหาลัยใหญ่โตด้วย เอ็งไปอยู่กับเขาน่ะสบายดีแล้ว คิดเสียว่าเขามีพระคุณกับเราก็แล้วกัน นี่ถ้าไม่ได้เขาช่วยซื้อเราก็คงไม่มีเงินขนาดนี้หรอก เอ็งก็จะเรียนไม่จบ แม่ก็จะไม่มีเงินมารักษาตัว"
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่จนอกสะท้าน กลอกตาขึ้นมองเพดานไม้เก่าแล้วบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
"แหงสิ! ก็เขาเป็นเจ้าของโรงแรมนี่ มาซื้อเพราะหวังเกร็งกำไรสินะ"
คำบ่นนั้นไม่เบาพอจะพ้นโสตของผู้สูงวัย
"บ่นอะไรของเอ็ง นานา"
เสียงของแม่ยังฟังดูอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้นานาถึงกับสะอึก
เธอไม่ได้อยากแข็งข้อ...แต่ในวัยยี่สิบสามกับการถูกสั่งให้แต่งงานกับผู้ชายวัยใกล้ห้าสิบที่เคยเห็นแค่ด้านธุรกิจ มันไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับได้ในทันที
แต่ถึงอย่างนั้น…เธอก็รู้อยู่เต็มอก
ถ้าไม่มีคุณวายุคนนั้นเข้ามาซื้อที่ ถ้าเขาไม่ยื่นมือมาในจังหวะที่ครอบครัวเธอกำลังยืนอยู่ตรงขอบเหว ตอนนี้แม่อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะนั่งโยกเก้าอี้ตัวเดิมได้อย่างที่เป็นอยู่ด้วยซ้ำ
"เปล่าจ้ะ แม่จ๋า หนูไม่ไปกับเขาไม่ได้เหรอ หนูอยากอยู่กับแม่นะ..."
เสียงพูดอู้อี้เล็ดลอดออกมาจากอกที่แนบอยู่กับร่างของผู้ให้กำเนิด ก่อนจะตามด้วยเสียงพร่ำบ่นที่แม้จะฟังขัดหูแต่กลับเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย
"อีกอย่างอีตานั่นเป็นคนดีจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ หนูล่ะกลัวว่าจะดีแตกที่หลังล่ะสิ ไม่งั้นคงไม่อยากได้คนที่อายุคราวลูกไปอยู่ด้วยหรอก นี่คงเป็นตาลุงโรคจิตแน่ ๆ โอ๊ย!"
เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นเมื่อแขนเล็กถูกฝ่ามือของแม่ตีเข้าให้หนึ่งทีตามมารยาทของคนที่พูดจาไม่เข้าหูผู้ใหญ่ ก่อนที่เสียงดุเบา ๆ จะตามมาอย่างทันควัน
"พูดจาอะไร ไม่น่ารักเลยนะเรา แม่เป็นคนขอร้องฝากฝังให้คุณวายุเขารับเอ็งไปดูแลเอง อีกอย่างแม่ก็ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เอ็งจะอยู่กับแม่ได้ไง อย่าเรื่องมากน่า"
นานาเบ้ปาก บ่นงุบงิบเหมือนเด็กไม่พอใจทั้งที่น้ำเสียงยังแฝงแววห่วงใยอยู่เต็มเปี่ยม
"โธ่! ก็ถ้าเขาเอาหนูไปเป็นลูก เป็นหลาน เป็นคนใช้ หนูก็ไม่บ่นหรอก แต่นี่จะให้แต่งเข้าบ้าน...ชะรอยจะหื่นหนักละไม่ว่า แม่ก็น๊า น่าจะบอกว่าฝากหนูไปเป็นคนใช้เสียยังดีกว่า"
เธอพึมพำเสียงเบา แต่ก็มากพอที่ผู้เป็นแม่จะได้ยินอยู่ดี สีหน้าไม่สบอารมณ์นักกับชะตากรรมที่ถูกขีดไว้ให้แต่งงานกับพ่อหม้ายวัยใกล้ห้าสิบ ทั้งที่เธอเพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรของโลกกันแน่
"แม่อยากให้เอ็งมีคนดูแล ไอ้โรคนี่ไม่รู้อาการมันจะหนักขึ้นมาเมื่อไหร่ แล้วถ้าเกิดแม่ตายไป..."
เสียงสั่นของแม่ทำให้นานาที่กำลังตั้งท่าจะต่อล้อต่อเถียงถึงกับชะงักงัน เธอเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาแดงก่ำวาวน้ำ
"พอแล้วแม่ รู้แล้ว ๆ หนูไปกับเขาก็ได้"
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลืนความเจ็บปวดลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา
"แต่แม่ต้องสัญญานะ ว่าจะให้ความร่วมมือกับหมอในการรักษาตัวอย่างดีน่ะ...ต้องหายให้ได้นะจ๊ะ"
หญิงชราพยักหน้าเบา ๆ พลางลูบศีรษะลูกสาวด้วยมือที่เริ่มอ่อนแรง หากแต่เปี่ยมไปด้วยความรักทุกอณู
"จ้ะ แม่สัญญา..."
เสียงตอบรับนั้นอ่อนโยนและสั่นไหว
ในขณะที่ดวงตาของคนเป็นลูก...เต็มไปด้วยแสงแห่งการยอมจำนน.