เจ้าขาเดินเข้ามาในบ้านของตัวเองอย่างรีบร้อนและเมื่อเข้ามาถึงห้องรับแขกก็เห็นว่าพ่อและแม่ของเธอกำลังนั่งคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณพ่อ คุณแม่”
“มาแล้วเหรอลูก”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะ ทำไมคุณพ่อคุณแม่ดูเครียดกันขนาดนี้” หญิงสาวถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะครอบครัวของเธอไม่เคยมีความลับต่อกัน ก่อนจะหย่อนสะโพกนั่งลงตรงข้ามกับพวกท่าน
เจ้าขาสังเกตเห็นสีหน้าของธนาผู้เป็นพ่อเคร่งเครียดกว่าเดิมหลังจากเธอถามเช่นนั้น ทำเอาหัวใจดวงน้อยร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“พ่อ…ขอโทษนะเจ้าขา”
“คุณพ่อขอโทษหนูทำไมคะ คุณพ่อไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” เจ้าของร่างเล็กไม่เข้าใจ แต่สองมือเล็กบีบเข้าหากันแน่น ด้วยรู้ว่ามันคงเป็นเรื่องใหญ่ถึงทำให้ผู้เป็นพ่อเอ่ยขอโทษเธอ
“พ่อทำผิดสิ…พ่อดูแลครอบครัวเราไม่ได้” ชายวัยกลางคนพูดเสียงสั่นเครือพลางยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าร้อนผ่าวของตัวเอง
“…”
“เจ้าขาลูก…”
ประมุขของบ้านมองหน้าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างรู้สึกผิด เขาแทบจะไม่กล้าสู้หน้าของเธอเลยด้วยซ้ำ
“…บ้านเรากำลังจะล้มละลาย”
“!!!” วินาทีที่รู้ความจริงร่างกายของเจ้าขาแข็งทื่อไปชั่วขณะหนึ่ง มีคำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวของเธอ…มันเป็นเพราะอะไร ทำไมและมันเกิดขึ้นได้อย่างไร “มะ…มันเป็นแบบนี้ได้ยังไงคะ”
“พะ…พ่อขอโทษนะ” ดวงตาคมแดงก่ำมีน้ำตาเอ่อคลอ เขาหยุดสะอื้นไห้จนภรรยาต้องยกมือขึ้นมาลูบแผ่นหลังเพื่อปลอบโยน “บริษัทถูกยักยอกเงินก่อสร้างคอนโดมิเนียมและกำลังจะโดนฟ้องร้องเพราะใช้วัสดุที่ไม่ได้รับมาตรฐานตรงตามที่ทำในสัญญา”
“แล้วมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ยังไงคะ ปกติบริษัทเราไม่เคยทำอะไรเสียหายแบบนี้นี่คะ”
“…วิชาญมันหักหลังพ่อ” วิชาญคือเพื่อนสนิทที่ร่วมก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาด้วยกัน เป็นเพื่อนรักของธนาที่เขาไว้ใจให้คุมงานก่อสร้างใหญ่ๆ เพราะเขาเป็นคนมีความสามารถ แต่ไม่คิดว่าคนที่ไว้ใจจะหักหลังเขาได้ลงคอ
“อาวิชาญเป็นเพื่อนรักคุณพ่อนะคะ เขาทำแบบนี้ได้ยังไง คุณพ่อคุยกับเขารึยังคะ”
“ตอนนี้มันหนีออกนอกประเทศไปแล้ว มันเอาเงินที่ยักยอกบริษัทไปหนีไปด้วย”
“ถ้าเราหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดได้ เราก็จะไม่ถูกฟ้องร้องใช่ไหมคะ”
“พ่อกำลังคุยกับทางฝั่งนั้นให้เขายืดระยะเวลาออกไปก่อนเพราะบริษัทเรากำลังขาดทุน”
“แล้วมันเป็นเงินเท่าไรเหรอคะ”
“หนึ่งร้อยล้าน”
“บ้านเราก็มีเงินมากพอที่จะชดใช้ไม่ใช่เหรอคะ” ถึงบริษัทของพ่อเธอจะไม่ใช่บริษัทใหญ่โตมากนัก แต่สถานะการเงินของท่านก็น่าจะมีมากพอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้
“บริษัทเรากำลังขาดทุน ไม่มีเงินมากพอขนาดนั้น”
“…” สีหน้าของเจ้าขาเคร่งเครียดไม่ต่างจากพ่อและแม่ในฐานะลูกเธอควรจะช่วยพวกท่าน
“พ่อตั้งใจจะขายบ้านนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้สักสี่สิบล้าน”
“ขายคอนโดกับรถของหนูด้วยเลยค่ะ” รถยนต์และคอนโดมิเนียมของเธอมีราคารวมกันเกือบยี่สิบล้าน มันน่าจะพอแบ่งเบาภาระให้พวกท่านได้
“ไม่ได้นะเจ้าขา แล้วลูกจะอยู่ที่ไหน”
“เดี๋ยวหนูทำงานเช่าคอนโดอยู่ก็ได้ค่ะ คุณพ่อไม่ต้องห่วงหนูหรอกนะคะ” แม้เธอจะเติบโตมาด้วยคำว่าคุณหนู แต่เธอก็ไม่เคยหลงระเริงกับเงินจำนวนมาก เธอยังใช้ชีวิตเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไปและที่สำคัญเธอยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้
“เจ้าขา…พ่อขอโทษนะลูก”
“คุณพ่ออย่าขอโทษหนูเลยค่ะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันต้องช่วยกันอยู่แล้ว” หญิงสาวลุกเดินไปย่อตัวนั่งลงตรงหน้าพวกท่าน “ขาดเหลือเท่าไหร่บอกหนูนะคะ เผื่อหนูจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง”
“ถ้าเมื่อไหร่ที่สถานการณ์มันดีขึ้นพอจะชดเชยทุกอย่างให้ลูกนะ”
“ค่ะ” เจ้าขาพูดนัยน์ตายิ้มเพื่อให้พวกท่านสบายใจทั้งๆ ที่ภายในใจของเธอกำลังร้อนรุ่มอย่างหนักว่าจะช่วยวิกฤตแย่ๆ เหล่านี้ของครอบครัวได้อย่างไร
วันต่อมา…
@บริษัท AT
“เจ้าขา”
“…”
“เจ้าขา!”
เฮือก!
“ตะโกนทำไมเนี่ยคิม” เจ้าขาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อเสียงของเพื่อนร่วมงานอย่างคิมหันต์ดังขึ้นข้างหู
“ฉันเรียกเธอตั้งหลายรอบแล้ว เป็นอะไรทำไมนั่งเหม่อแบบนี้” คิมหันต์เดินอ้อมมาหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้แล้วเลื่อนเข้ามาใกล้กับเจ้าขา แม้ว่าทั้งสองคนจะรู้จักกันในตอนที่เข้ามาฝึกงานพร้อมกัน แต่ก็สนิทกันมากที่สุด
“มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ”
“นิดหน่อยจริงเหรอ หน้าเธอเหมือนคนอมทุกข์มากเลยนะ” ปกติเจ้าขาเป็นผู้หญิงยิ้มเก่ง แต่พอเธอทำหน้านิ่งเฉยจึงดูออกง่ายว่าเธอกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ
“อือ”
“ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจและอยากระบาย ฉันเป็นผู้ฟังที่ดีนะ”
“ขอบคุณนะคิมหันต์”
“เราเป็นเพื่อนกันแล้วนิ อย่างน้อยๆ ก็สามเดือนที่ฝึกงานด้วยกัน” ชายหนุ่มยิ้มให้คนตัวเล็กอย่างจริงใจ แล้วหันไปหยิบช็อกโกแลตบนโต๊ะทำงานของตัวเองส่งให้กับเธอ “กินช็อกโกแลตจะได้อารมณ์ดี”
“นายนี่ใจดีกับฉันจังนะ”
“นิสัยของพระเอกครับ”
“ระวังจะได้เป็นพระรองนะ” เจ้าขาแซวกลับนัยน์ตายิ้มแล้วรับช็อกโกแลตที่ถูกแกะห่อแล้วมาจากมือของคิมหันต์ ก่อนจะส่งมันเข้าปากของตัวเอง