อริศราเดินไปนั่งเบาะข้างคนขับอย่างว่าง่าย เธอต้องการออกไปจากตรงนี้โดยด่วน รถยนต์หรูสีดำขับเคลื่อนเข้ากลางลานจอดรถตลาดโต้รุ่งเป็นจุดเดิมที่ถูกฉุดกระชากขึ้นรถตู้ไปโดนกระทำอย่างป่าเถื่อน
คนบนเบาะนั่งน้ำตาไหลมาตลอดทาง เจ็บใจเป็นที่สุดเมื่อถูกพรากความสาว อย่าจะฆ่าไอ้สารเลวด้วยมือตัวเองก็ได้แต่กัดฟันกรอดๆ
“ลงไปได้แล้ว”
“คนอย่างแกมันไม่น่าเกิดมาเป็นคน” มองหน้าอสูรตัวร้าย
“อยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ เพราะต่อให้พูดมันก็เอาอะไรคืนกลับมาไม่ได้”
เย้ยหยันอย่างเจ็บแสบ อริศรานั่งกุมมือจิกจนเนื้อแทบหลุด โคตรแค้นผู้ชายที่ชื่ออังกูร
“ลงไปได้แล้ว”
เอื้อมมือเปิดประตูฝั่งตรงข้ามและผลักไหล่คนบอบซ้ำกระเด็นหลุดจากตัวรถ ก่อนจะดังประตูปิดดังตึ้ง แล้วขับออกไปอย่างไม่แยแส
อริศราหอบตัวเองขึ้นรถอย่างทุลักทุเล เจ็บปวดไปหมดทั้งตัว เธอซบหน้าบนพวงมาลัยแล้วปล่อยน้ำตาที่ไม่รู้จักหมดรดรินไหลตามขอบพวงมาลัยรถ เสียงสะอึกสะอื้นราวกับคนจะขาดใจตาย ทำอะไรผิด? ทำไมถึงทำร้ายกันแสนสาหัสเช่นนี้
หน้าบ้าน
ลงจากรถและเดินเข้าห้องนอนช้าๆ ไฟสีส้มสลัวเปิดไว้บนหัวเตียง แฟนสาวนอนซุกผ้าห่มมีหมอนข้างสีชมพูพลาสเทลอยู่ในอ้อมกอด ทุกครั้งที่เธอไม่อยู่น้ำอุ่นก็จะใช้หมอนตัวเก่งเป็นตัวเพิ่มความอบอุ่นข้างกายแทนอริศรา
“อึก” อีกแล้วหลั่งรินน้ำใสๆอาบแก้ม ยิ่งเห็นคนที่รักยิ่งร้าวรานไปทั้งหัวใจ หากน้ำอุ่นรู้ว่าเธอถูกผู้ชายทำเรื่องอย่างว่าจะรับได้ไหม
เธอค่อยๆวางกระเป๋าอย่างเบามือ แต่สายโซ่ของกระเป๋าก็ตกลงพื้นดังแก๊กจนนอนรู้สึกตัว
“อริศ กลับมาแล้วเหรอ” คนบนเตียงงัวเงียลุกขึ้นพร้อมขยี้ตาปรับโฟกัสมองแฟนสาวที่ยืนหน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง
“กลับมาแล้ว” น้ำเสียงผะแผ่วพูดไม่เต็มปากและเอียงหน้าฝั่งที่มีแผลออกห่างไม่ให้น้ำอุ่นมองเห็น
“ไปอาบน้ำสิคะ แล้วรีบมานอน มันจะตี 2 แล้วนะตัวเอง”
น้ำอุ่นลุกหยิบผ้าเช็ดตัวส่งให้อริศราและสูดจมูกดมตามตัวอย่างสงสัย
“กลิ่นอะไรอ่ะตัวเอง”
ใจเต้นตุบตับ ร่างกายมีแต่กลิ่นคาวเลือดและคราบอสุจิ
“กลิ่นอาหารมั้งค่ะ อริศแวะกินข้าวต้มปลาก่อนกลับ”
ต้องโกหกอีกแล้ว ไม่อยากทำเลยสักนิด
“คงกลิ่นคาวปลาสินะ ร้านไหนเนี่ยทีหลังอย่าไปกินอีกนะตัวเอวมันมีกลิ่น”
“อืม วันหลังไม่ไปแล้ว” พยักหน้างึกๆพร้อมน้ำตาที่ร่วงหล่นแล้วรีบเปิดประตูห้องน้ำทันที
เปลือยกายใต้ฝักบัวนั่งขดร้องไห้อย่างหนักหน่วง ยิ่งอยู่ใต้แสงไฟสีขาวยิ่งเห็นร่องรอยจากการทำร้ายอย่างชัดเจน หว่างขามีรอยเลือดเปรอะเปื้อน เนื้อตัวมีรอยซ้ำ อย่างจะกรี๊ดให้สุดเสียงเป็นการระบายความอัดอั้นก็ได้แต่ใช้มือปิดปากร้องไห้โฮกันเสียงเล็ดลอดไปกระทบหูคนนอน
บริษัท เอสคิวอาร์ที กรุป
“คุณอริศ โฆษณาผ่านทุกตัวแล้วค่ะและนี้เป็นตารางการจัดโฆษณาในแต่ละช่วง”
เลขาพลอยยื่นแฟ้มให้เจ้านายสาว
“ขอบใจมาก”
“อุ๊ย!! ภูมิแพ้ขึ้นหรือเปล่าคะคุณอริศ ทำไมเนื้อตัวเป็นรอยแดงแบบนั้น”
เธอก้มมองผิวตัวเอง ร่องรอยความป่าเถื่อนยังปรากฎบนร่างกาย
“ใช่จ๊ะ เป็นภูมิแพ้คันทั้งตัว”
“คุณอริศรอพลอยสักครู่นะค่ะ จะไปเบิกยาที่ห้องพยาบาลมาให้ แต่ถ้าไม่หายตอนเย็นๆ พลอยจะพาไปโรงพยาบาล”
“ขอบใจนะพลอย”
เป็นห่วงเจ้านายอย่างมาก อริศราช่างโชคดีที่มีพลอยดาวเป็นเลขา นอกจากจะเป็นลูกน้องที่ดีคนหนึ่งหล่อนก็เปรียบเป็นดั่งน้องสาวของเธออีกคน เพราะทุกครั้งนอกจากน้ำอุ่นก็มีพลอยดาวที่คอยให้คำปรึกษาและกำลังใจ
รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวปวดหัวปวดไปหมดสะทุกอย่าง อริศราเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานตัวโปรด เธอพักสายตาไปชั่วขณะ แต่กลับรู้สึกว่าเหมือนมีคนยืนจ้องอยู่ เปลือกตาคู่สวยมันบวมเป่งจากการร้องไห้เมื่อคืนค่อยๆ ลืมขึ้น กลับต้องตกใจอย่างหนักเมื่อไอ้คนชาตชั่วยืนพิงโต๊ะทำงานส่งยิ้มมาอย่างร้ายกาจ
“อังกูร” กลืนน้ำลายด้วยความกลัว คล้ายว่ากำลังจะถูกเล่นงานอีกเป็นแน่
“ไม่สบายเหรอครับ” น้ำเสียงฟังดูดีแต่แผดความดุร้ายออกทางแววตา
“นายเข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตให้เข้ามา”
เริ่มหวาดกลัวและระแวงเมื่ออังกูรเดินเข้าใกล้
“ออกไป!! ออกไปจากบริษัทฉัน”
“ไล่แขก ไม่ใช่สิ ไล่ผัวทำไมอริศ”
ขาเล็กไถ่เก้าอี้เตรียมหยิบโทรศัพท์ภายในที่วางไว้ขอบโต๊ะทำงานด้านข้าง อังกูรไวกว่าคว้ามันและปาทิ้งลงกับพื้นจนแตกกระจาย
“อังกูร นายทำลายข้าวของในบริษัทฉัน” กัดฟันกำมัดอยากทุบไอ้บ้านี้ที่ชอบทำพฤติกรรมเถื่อนๆกับเธอ
“เท่าไหร่ ส่งบิลไปเก็บที่บริษัทฉันได้เลย”
ขิงรวยไปอีก เขาควักนามบัตรออกจากเสื้อสูทและโยนให้คนตรงหน้า แต่อริศรากลับขยำมันลงถังขยะ เป็นการประกาศกร้าวว่าไม่ต้องการ
“ออกไปได้หรือยัง”
“ยัง” เสียงแข็งแสดงความเถื่อนออกมาทีละนิด
“แล้วนายต้องการอะไร ทำไมต้องมาระรานฉันถึงที่นี้”
ร่างโตหย่อนก้นลงบนโต๊ะทำงานตัวยาวและมองอริศราที่ยืนตัวสั่นอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“มาย้ำอีกครั้งว่าต้องยกเลิกงานแต่ง”
“…….” เธอยืนเงียบ มันเป็นไปได้ที่จะมาบอกให้เธอยกเลิก
“ได้ยินไหม” ตะคอกจนอริศราสะดุ้งตัวโหยง
“ออกไปจากบริษัท ออกไปเดี๋ยวนี้” รวบรวมสติแข็งข้อกับอสูรตัวร้ายที่กำลังจ้องจะเล่นงาน
“ถ้านายไม่ออกไป ฉันจะโทรแจ้งตำรวจมาลากคอนาย”
มุมปากหยักกระตุกอย่างร้ายๆ ไม่ได้กลัวคำขู่เธอเลยสักนิด และก็ช่างคิดผิดที่กล้าข่มขู่คนอย่างอังกูร
“กะไอ้พวกใส่เสื้อสีกากีมีดีแค่วิ่งไล่จับคนบ้าตามท้องถนน เธอคิดว่าฉันกลัวอย่างนั้นเหรออริศ ห๊ะ!!”
คนแขนยาวโน้มตัวกระชากร่างเล็กชนขอบโต๊ะทำงาน
“โอ๊ะ ฉันเจ็บ” แผลเก่ายังไม่ทันข้ามคืนแผลใหม่ก็เหมือนจะเกิด
“ปล่อยฉัน นายกำลังจะทำร้ายร่างกายฉันถึงที่ และถ้านายทำจริง ฉันก็จะมีหลักฐานไปแจ้งตำรวจเอานายเข้าคุก นายไม่มีทางรอดแน่ ไอ้คนชั่ว”
ร่างสูงเปรยตามองก่อนจะหัวเราะระเบิดราวกับซาตานเข้าสิง
“ตาบอด สายตาสั้นหรือเป็นคนไม่เคยสังเกตอะไร”
อริศราแหงนหน้ามองเพดานทันที กล้องวงจรปิดถูกถอดออกหมดทุกตัวตอนไหนก็ไม่รู้
“เลวจริงๆ”
“อย่าให้ฉันต้องใช้กำลัง ยกเลิกงานแต่ง”
จ้องตาแข็งทื่อ และรอฟังคำตอบที่ต้องการ
“ถ้าฉันยกเลิกเท่ากับฉันทำร้ายคุณป้ากับวาโย”
“เธอเลือกที่จะทำร้ายน้องสาวฉันใช่ไหม”
“ไม่ ฉันไม่เลือก ฉันไม่ได้ทำร้ายใคร”
“มานี่!!” กระชากอริศราไปโซฟา เขากำลังจะทำมันแบบเมื่อคืน
“ปล่อยฉัน ปล่อย”
ก๊อกๆ!!!
“คุณอริศค่ะ ยาแก้แพ้ได้แล้วค่ะ”
เลขาเคาะประตูเรียก ราวกับสวรรค์มาโปรดอังกูรหยุดการกระทำและดึงตัวเธอขึ้น มันถึงกับตกใจอย่ามากชายหนุ่มควักปืนที่เหน็บเอวคลุมทับด้วยสูทตัวหนาจี้เข้าที่เอวเธอ