“คุณ..คุณ”
ทิพย์วารีลองเรียกเขาอีกครั้ง คราวนี้เขามีปฏิกิริยาตอบรับ...
นั่น ทำให้เด็กสาวดีใจไม่น้อย
“คุณ..ได้ยินที่ฉันเรียกไหม”
เด็กสาวเอ่ยถามต่อ เมื่อเห็นขนตางอนยาวชนิดว่าผู้หญิงบางคนยังต้องอายเริ่มกะพริบ ก่อนคนเจ็บจะเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเธอ...
ใบหน้าหล่อเหลาขาวสะอาดตอนนี้ดูซีดลงกว่าเดิม และเหยเกเล็กน้อยเหมือนว่าเขาเพิ่งรับรู้ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ได้รับ
“คุณถูกยิง ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง...เจ็บมากไหม”
เด็กสาวกระตุ้นเขาด้วยคำถามเมื่อเห็นเขายังมีท่าทีมึนๆ งงๆ อยู่มาก แต่ก็ดีใจไม่น้อยที่ภาษาอังกฤษที่เธอสื่อสารออกไป เขาทำท่าว่าจะฟังรู้เรื่อง
“เธอเป็นใคร”
เจ้าของเสียงทุ้มแหบแห้งถามกลับด้วยภาษาเดียวกัน หากมันก็ฟังลอยๆ คล้ายสติของเขายังไม่กลับมาเต็มที่....
ดวงตาคมหรี่ปรือพยายามมองคนตรงหน้าอย่างจับสังเกต แม้จะมีหมวกสวมอยู่บนศีรษะและตกลงมาปิดบังใบหน้าบางส่วนแต่ตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าคนที่มาช่วยเขาเอาไว้เป็น
‘เด็กผู้หญิง’
“ฉันเป็นคนแถวนี้แหละ พอดีแวะมาที่เกาะนี้แล้วเจอคุณเข้า”
“พวกมันล่ะ”
“ใคร คนที่ยิงคุณน่ะเหรอ”
คนเจ็บทำเพียงแค่พยักหน้า
“ฉันก็ไม่ทันเห็นหรอก พอดีได้ยินเสียงปืน แล้วก็เห็นว่ามีเรือเร็ววิ่งออกไปจากเกาะ ก็เลยลองขับเรืออ้อมมาดู แล้วก็เจอคุณนอนเจ็บอยู่นี่แหละ”
“ทำไมถึงช่วยผม”
“อ้าว! เห็นคนได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงหน้าถ้าไม่ให้ช่วยแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ....หรือว่าคุณจะเดินหนี”
ประโยคดังกล่าวแม้จะฟังกระแทกกระทั้นอยู่บ้างแต่ก็เรียกรอยยิ้มเพลียๆ จากคนเจ็บได้ดีพอสมควร
“ขอบใจนะ”
“ไม่ต้องขอบใจหรอก ฉันยังไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย ถ้าคุณยังไม่ฟื้นก็ยังคิดไม่ตกเลยเนี่ยว่าจะพาคุณไปยังไง”
“ไปไหน”
“เอาขึ้นเรือไปทำแผลน่ะสิ”
หญิงสาวบอกเร็วๆ เพราะบรรยากาศรอบๆ ตัวเริ่มขมุกขมัวเข้าไปทุกที
“ตอนนี้คุณก็รู้สึกตัวแล้ว คุณพอจะลุกไหวไหม เรือฉันจอดอยู่ตรงนั้น”
ทิพย์วารีชี้ให้เขาดู แต่พอหันกลับมาเห็นคนเจ็บพยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเลก็อดเข้าประคองไม่ได้
“ดีๆ นะคุณ เดี๋ยวกระเทือนแผล”
เด็กสาวไม่วายเป็นห่วงเขา ทั้งที่บรรยากาศและสถานที่ในตอนนี้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงและเป็นห่วงที่สุดก็คือตัวเอง
ดวงตาคมกริบมองไปยังเรือยางลำเล็กที่ลอยอยู่บนผิวน้ำห่างจากฝั่งไม่มากเท่าไหร่ แน่นอนว่าเขาสามารถเดินลุยน้ำไปขึ้นเรือลำนั้นได้ แต่ปัญหาคือเขาไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะฉะนั้นเขาจะประมาทไม่ได้เลย
“ผมยังไม่อยากกลับไปที่เกาะ คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม”
เพราะเขาไม่รู้ว่าจะมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ตามเกาะที่เขามาพักอีกกี่คน เพื่อความปลอดภัย เขาไม่ควรรีบกลับไปที่นั่นตอนนี้
“กลัวว่าพวกมันจะกลับมาซ้ำเอาอีกหรือไง”
“มันก็เป็นไปได้ไม่ใช่หรือ”
“แล้วจะให้ฉันช่วยยังไง...แต่เดี๋ยวก่อนนะ คุณเป็นคนดีใช่ไหมเนี่ย ไม่ใช่โจรผู้ร้ายที่ไหนหรอกนะ”
แม้จะรู้สึกเจ็บปวดกับแผลถูกยิงไม่น้อย แต่เสียงหัวเราะเบาๆ ก็หลุดรอดออกมาอย่างไม่อาจห้ามเอาไว้อยู่ เมื่อได้ยินคำพูดกับท่าทางซื่อๆ นั้น
เด็กหนอเด็ก...ถึงเขาจะเป็นคนร้ายจริง แต่เล่นถามแบบนี้ใครที่ไหนจะยอมรับ
“ผมเป็นคนดีและไม่ใช่ผู้ร้ายแน่นอน คุณสบายใจได้ ผมเดินทางมาเที่ยวที่นี่เพื่อพักผ่อน ขอรับประกันด้วยเกียรติว่าไม่มีอะไรแอบแฝง”
หนุ่มแปลกหน้าบอกกับเธอแบบนั้น...
เธอรู้ว่าไม่ควรไว้ใจคนง่ายๆ โดยเฉพาะเขาเป็นผู้ชายด้วยแล้ว แต่ทำไมกับคนตรงหน้าเธอถึงไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะเป็นอันตรายกับเธอเลย ความรู้สึกบอกกับเธอว่า เธอสามารถไว้ใจและก็เชื่อใจเขาได้
เอาน่า มาถึงขั้นนี้แล้ว อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยให้มันเกิดแล้วล่ะ...
ถ้าสิ่งที่ทำ การช่วยเหลือเขาด้วยความหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจจะนำอันตรายมาสู่ตัวเธอ ก็ค่อยหาทางเอาตัวรอดตอนนั้นก็แล้วกัน
“ถ้ายังไม่กลับไปที่เกาะก็ต้องหลบอยู่ที่นี่ไปก่อน คุณไหวไหมล่ะที่นี่มันไม่มีอะไรเลยนะ”
ทิพย์วารีบอกเขาตามที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก
“คุณจะอยู่กับผมใช่ไหม”
“ก็หลวมตัวมาดูแล้ว มันก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ”
“ขอบใจมากนะ ผมนึกอยู่แล้วว่าคุณจะต้องเป็นคนดี”
“ไม่ต้องมายอหรอก ที่ฉันช่วยก็เพราะไม่อยากให้เกาะสวยๆ ได้ชื่อว่ามีคนมาตายอยู่ที่นี่ก่อนจะได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนชมเท่านั้นแหละ”
“ถึงอย่างนั้นผมก็อยากจะขอบใจอยู่ดี”
“เออ..เออ รู้แล้ว”
เด็กสาวทำสุ้มเสียงรำคาญกับคำขอบใจไม่จบไม่สิ้นของอีกฝ่าย
“เดี๋ยวฉันจะช่วยพยุงคุณเข้าไปในเกาะ ฉันเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว บนเกาะมีถ้ำเล็กๆ อยู่ ฉันจะพาคุณไปไว้ที่นั่น”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันจะไปหาสมุนไพรมาใส่แผลให้ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้เลือดได้หมดตัวคุณแน่ แล้วถ้าคุณไม่ยอมลุกแล้วก็เอาแต่ซักฉันอยู่แบบนี้ คุณก็อาจจะตายเป็นผีเฝ้าเกาะอยู่ที่นี่ได้เหมือนกัน”
พอได้ฟังคำบ่นพึมของคนตัวเล็ก ร่างสูงใหญ่ก็ยันตัวลุกขึ้นตามการพยุงของเด็กสาวโดยไม่ต่อปากต่อคำใดๆ กลับ...
เขาทำตัวเป็นผู้ถูกช่วยเหลือที่ดี และพยายามไม่เทน้ำหนักตัวเกือบแปดสิบกิโลกรัมไปยังเด็กสาวเกินกว่าความจำเป็น