สุดท้ายแล้วพิณพัชก็ยอมให้ธารัณย่ำยีร่างกายและจิตใจของเธอ หลังจากถูกเขาทำร้ายจนหนำใจหญิงสาวจึงค่อย ๆ ยันกายลุกจากที่นอน หันไปมองคนหลับใหลด้วยแววตาที่แสนเจ็บปวดก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชา
พิณพัชพาร่างอันบอบช้ำเดินกลับมาที่ห้องนอนของตน ปรากฏว่าลูกชายวัยหกเดือนยังหลับสนิท เห็นหน้าลูกน้ำตาก็รินไหลลงมาอัตโนมัติ ในขณะที่หูทั้งสองข้างได้ยินเสียงเจ้าเหมียวตัวโปรดดังแว่วเข้ามา
“ฮือออ หมีเทา”
พิณพัชร้องไห้ยามนึกถึงแมวตัวโปรดที่มารดามอบให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว และเธอเองก็ทั้งรักทั้งผูกพันกับมันมาก เพราะไม่เคยต้องห่างกันไปไหน ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีเจ้าหมีเทาอยู่เคียงข้างกันตลอด มันมักออดอ้อนและเข้ามาคลอเคลียเจ้าของประหนึ่งลูกตัวน้อยอ้อนแม่
แต่เมื่อทอดสายตามองลูกน้อยบนเตียง พิณพัชก็หยุดความคิดที่จะออกไปตามหาเจ้าแมวรัก เพราะมิอาจละทิ้งหน้าที่ความเป็นแม่ด้วยการทิ้งลูกไว้เพียงลำพังกับอสูรกายเลวทราม ที่นำแมวของเธอไปปล่อย...สุดท้ายหญิงสาวจึงตัดใจทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเคียงข้างน้องปัน
ชีวิตอันน่าสมเพชนี้เริ่มต้นมาตั้งนานแล้ว ซึ่งเธอเองก็หวังให้ธารัณเป็นแสงสว่างคอยจับมือพากันเดินบนเส้นทางอันโหดร้าย เพราะเขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกับเธอตั้งแต่ยังเล็ก และเธอเองก็รู้สึกพิเศษกับเขาอยู่ไม่น้อย ทว่าเรื่องจริงกลับไม่สมหวังเหมือนตระกูลอื่น ๆ ที่ถูกจับคลุมถุงชน เธอจึงต้องจับเขาด้วยของสกปรกพรรค์นั้น...
หวังให้ได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากันเพื่อที่เธอจะได้หลุดพ้นจากขุมนรกในบ้านเสียที...แต่เปล่าเลย! ชีวิตใหม่ของเธอทุกวันนี้ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น ด้วยสามีที่เป็นคู่หมั้นคู่หมายตีค่าเธอเพียงเศษขยะเน่าเหม็น เขาพูดถึงความผิดของเธอซ้ำ ๆ ย้ำใส่หูทุกวันจนความโกรธความโมโหแปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน
เช้าวันต่อมา...ธารัณลงจากห้องในเวลาสิบโมงตรง วันนี้เป็นวันหยุดเขาจึงตั้งใจจะไปเยี่ยมครอบครัวที่บ้าน โดยจะพาลูกชายวัยหกเดือนไปด้วย
“เตรียมของให้ลูกด้วย”
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างเขาจึงเอ่ยบอกพิณพัชที่กำลังเล่นกับลูก ก่อนเดินตรงไปยังโต๊ะกินข้าวหยิบขนมปังขึ้นมากัดหนึ่งแผ่น ทิ้งตัวนั่งลงแล้วคว้าหนังสือพิมพ์ขึ้นมากาง หญิงสาวละสายตาจากลูกชายหันมาถามอีกฝ่ายเสียงแผ่วว่า...
“เราจะไปไหนเหรอคะ”
“ไม่ใช่ ‘เรา’ แค่ฉันกับเจ้าปัน”
ปากตอบคำถามหากสายตาไล่อ่านข่าวการเมืองผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ทิ้งพิณพัชนั่งอึ้งอยู่กับลูก หัวตาทั้งสองข้างร้อนผ่าวด้วยความแสลงใจที่นับเป็นมูลค่าไม่ได้
“ได้ค่ะ”
ตกปากรับคำสามีก่อนอุ้มลูกพากันเดินขึ้นมาชั้นบน จัดการเปลี่ยนชุดให้ลูกอย่างหล่อเหลา แล้วสวมกอดแกเบา ๆ พลางตบให้จังหวะแผ่นหลังน้อย
“ไปกับคุณพ่อเป็นเด็กดีนะครับพี่ปัน”
ค่อย ๆ ถอนกอดมองหน้าลูก ปรากฏว่าแกยิ้มสดใสยามเห็นมารดาส่งยิ้มให้ หญิงสาวจูบกระหม่อมน้อยเต็มชื่นใจ ก่อนหอมแก้มซ้ายขวาเหมือนทุกครั้ง กลิ่นของลูก สัมผัสอันอ่อนโยนของแกทำให้คนเป็นแม่มีพลัง
ธารัณขนข้าวของลูกชายขึ้นรถในเวลาเที่ยงตรง ติดตั้งคาร์ซีทไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะได้เห็นลูกอยู่ในสายตาตลอด ส่วนพิณพัชอุ้มลูกชายเดินออกมาจากบ้าน ดวงตากลมโตมองพ่อของลูกสลับกับข้าวของในรถ พลางนึกทบทวนว่าขาดของสำคัญอะไรไปหรือเปล่า
“ส่งลูกมา” ธารัณพูดกับภรรยา ก่อนยื่นมือทั้งสองข้างรอรับลูก
“จะกลับกี่โมงคะ”
พิณพัชตั้งคำถาม พลางส่งลูกชายให้เขา หากธารัณไม่ยอมตอบซ้ำยังทำหน้าตาคล้ายกับว่า ‘รำคาญ’ เจ้าหล่อน
“ที่ถามเพราะจะได้เตรียมนมไปเพิ่ม”
“ก็ไปเอามาสิ”
คำตอบของเขาทำให้พิณพัชรู้ทันทีว่าฝ่ายชายจะกลับมาถึงเย็น และค่อนข้างมั่นใจว่าเขาคงพาลูกชายไปหาครอบครัวที่บ้านใหญ่
“พัดไปด้วยไม่ได้เหรอคะ”
พิณพัชตัดสินใจร้องขอ หากเธอทำพลาดมหันต์เพราะสายตาธารัณที่จ้องมองกันมีแต่ความหงุดหงิดใจ รีบโต้กลับอีกฝ่ายทันที
“พี่ธารกลับมาจากสวิตเซอร์แลนด์ ครอบครัวเราเลยจะไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกัน”
‘พี่ธารกลับมาแล้วเหรอ? ทำไมไม่รู้เรื่องเลย’
พิณพัชเผลอนึกถึงพี่สาวของสามี หากยังไม่ทันอ้าปากถามอื่นใด ธารัณก็พูดต่อจากประโยคก่อนหน้าว่า...
“แล้วฉันก็อยากให้มีแค่ ‘ครอบครัว’ ที่อยู่ในงาน เพราะงั้นเธอถึงไม่ได้ไปไง”
‘ออ! อย่างนี้นี่เอง’
พิณพัชบอกกับตัวเองในใจราวกับไม่รู้สึกรู้สาใด ๆ หากสีหน้าแสดงออกชัดเจนว่ารับไม่ไหว
“เดี๋ยวพัดไปหยิบนมกับผ้าอ้อมมาเพิ่มให้ พี่อย่าเพิ่งไปนะ”
พูดจบก็รีบหมุนตัวหันหลัง เป็นเวลาเดียวกับที่น้ำตาหลั่งไหลรดแก้มอย่างมิอาจกักกลั้นเอาไว้ได้อีก เธอน้อยใจ เสียใจและโกรธธารัณสะสมมากขึ้นทุกวินาที สิ่งที่หวังไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้สวนทางกันแทบจะคนละโลก คนไม่รักต่อให้ทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่เห็นค่า มิหนำซ้ำเขายังเหยียบย่ำหัวใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
ธารัณขับรถพาน้องปันมาหาครอบครัวที่บ้าน ‘เทวสกุลชัย’ ซึ่งวันนี้ญาติพี่น้องราว ๆ ห้าสิบชีวิตมารวมตัวกันเพื่อฉลองการกลับมาของ ธารรัก ลูกสาวคนโตที่เกิดจากธัชช์และเกวลินภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยหายหน้าไปเล่าเรียนปริญญาโท ต่อด้วยปริญญาเอกนานเกือบหกปี บรรยากาศงานในวันนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของคนในตระกูล เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่คิดถึงธารรัก...
“ธาม!”
ธารรักโบกมือเรียกน้องชายที่อุ้มเจ้าหลานตัวน้อยเข้ามาในบ้าน เธอยิ้มหวานในขณะที่ก้าวขาไปหาทั้งคู่ และเมื่อเห็นหน้าเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อยใกล้ ๆ คนเป็นป้าก็น้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ
“แม่ต้องดีใจแน่ ๆ เลย”
ธารรักเอ่ยถึงมารดาที่เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน พานให้น้องชายหลุบตาข่มอารมณ์รวดร้าวแทบไม่ทัน
“มาหาป้าหน่อยครับ ป้าขออุ้มน้องปันหน่อย”
ธารัณส่งลูกให้พี่สาวด้วยความระมัดระวัง จ้องมองทั้งคู่ด้วยแววตาแห่งความปลาบปลื้มใจ จนกระทั่งอีกฝ่ายถามออกมาว่า
“พัดล่ะ? ทำไมยังไม่เข้ามา”
ไม่เพียงแต่พูดเปล่า! สายตาธารรักยังสอดส่ายหาน้องสะใภ้อีกต่างหาก ธารัณหน้าขรึมรีบส่ายหัวช้า ๆ
“ไม่ได้มา”
“อ้าว! ทำไมไม่มาล่ะ งานนี้ญาติมาเกือบหมดเลย พัดต้องมาสิ”
ธารัณไม่ตอบเพราะไม่มีอะไรจะอธิบายให้พี่ฟัง ซึ่งธารรักเองก็พอเข้าใจสถานการณ์ระหว่างสองคนนี้อยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียก็เป็นคู่หมั้นคู่หมายกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ช้าก็เร็วน้องเธอกับพิณพัชก็ต้องลงเอยกันอยู่ดี...
“มันจะไม่ดีถ้าคนอื่นไม่เห็นพัด” ธารรักเตือนสติน้องชาย
“แต่มันก็จะไม่ดีเหมือนกันถ้าย่าเจอยายนั่น”
ธารรักคิดตามก่อนถอนหายใจดังออกมาหนึ่งอึก แล้วมองหน้าเด็กชายวัยหกเดือนที่อยู่ในอ้อมกอด ใบหน้า ผิวพรรณและทุกอย่างบนตัวน้องปันเหมือนพิณพัชไม่มีผิด หลานของเธอน่ารักน่าชังอะไรเช่นนี้
“ยิ่งย่าไม่พอใจยิ่งต้องให้พัดมา มาเอาชนะใจย่า” เธอออกความเห็น
“เอาชนะกับผีอะไรพี่ ไม่มีความดีให้ใครเห็นแล้ว...พี่ก็รู้นี่ว่าพัดใช้ยาปลุกเซ็กซ์กับผม ผู้หญิงที่ทำเรื่องแบบนั้นได้ผมไม่นับว่าเป็นคน”
ธารัณพยายามกัดฟันพูดให้ได้ยินกันแค่สองคนกับพี่สาว ซึ่งธารรักก็รีบเถียงแทนน้องสะใภ้
“พัดคงมีเหตุผล พี่รู้จักน้องมาตั้งแต่เด็กพัดไม่ใช่คนแบบนั้น”
“เหตุผลอะไรพี่? นอกจากร่านอยากได้ผมน่ะสิ ถามจริงเหอะ! พี่เอาอะไรมามั่นใจในตัวพัด ขนาดผมที่คิดว่ารู้จักเขาดีแล้วยังหน้าหงายไม่เป็นท่าเลย”
“เอาเถอะ! ยังไงก็ต้องไปรับพัดมางานวันนี้ คนอื่นเขาจะคิดยังไงถ้าเจ้าปันมางานโดยไม่มีแม่ของแก หลานยังเล็กนะ...”
“ผมไม่อยากให้ย่าไม่สบายใจ”
“อย่าเอาย่ามาอ้างหน่อยเลย ท่านอาจจะตกใจเรื่องยากับเรื่องท้อง แต่โดยเนื้อแท้แล้วย่าก็ไม่ได้เกลียดอะไรพัดสักหน่อย”
ธารรักพูดตามเนื้อผ้า หากธารัณไม่ได้คิดเช่นนั้น
“ย่าช็อกเลยนะพี่ ย่านอนน้ำตานองอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือน ๆ ก็เพราะพัด แล้วอย่างนี้พี่จะให้ผมไปพาคนที่ทำร้ายย่าเข้ามาในบ้านของท่านอีกเหรอ”
“ไปพามาเถอะ”
น้ำเสียงนี้เป็นของธัชช์ บิดาของธารรักและธารัณ ท่านเดินเข้ามาในวงสนทนาของบุตรทั้งสอง ก่อนจดจ้องหลานชายนัยน์ตาเป็นประกาย ค่อย ๆ โน้มหน้าจูบแก้มขาวด้วยความทะนุถนอม
“ไปรับยายพัดมางานตอนเย็น พ่อคุยกับย่าแล้ว”
ดวงตาของธารัณเหมือนกับดวงตาของธัชช์ราวกับคนเดียวกัน อีกทั้งอุปนิสัยใจคอยังละม้ายคล้ายคลึงกันอีกต่างหาก แต่โชคดีที่คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนไม่บุ่มบ่ามเท่าลูกชายคนเล็ก และมีสตินึกคิดมากกว่าตั้งแต่ไหนแต่ไร...
“ยังไงผมก็ไม่อยากให้เขามา พัดไม่ใช่คนในครอบครัว”
ธารัณพูดตามที่ใจคิด แต่คำตอบของเขาไม่เป็นที่พึงพอใจเท่าไหร่นัก ธัชช์ตอกกลับอีกฝ่ายเสียงดังฟังชัดว่า
“ถ้าเมียไม่ใช่คนในครอบครัว แล้วหมาที่ไหนจะใช่ล่ะ!”
รถแท็กซี่จอดสนิทที่ลานวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ธารัณกับพิณพัชอาศัยอยู่ เมื่อประตูรถเปิดกว้างร่างหญิงสาวคนหนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถ ขบเม้มริมฝีปากด้วยความกังวลใจ พยายามมองไปรอบ ๆ อาณาบริเวณ เพื่อหาเจ้าหมีเทาแมวเหมียวคู่ใจ
“เมี้ยว เมี้ยว หมีเทาครับ”
พิณพัชร้องเรียกหมีเทา พลางเดินไปรอบ ๆ วัดเพื่อค้นหามัน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา แถมยังซ้ำเติมความเจ็บปวดด้วยการเห็นแมวจรถูกกัดเป็นแผลทั้งตัว บ้างก็ถูกสุนัขเจ้าถิ่นไล่ต้อน จนต้องหนีมาหลบซ่อนหัวซุกหัวซุน บ้างก็ถูกขย้ำอย่างบ้าคลั่งจนพระในวัดต้องมาจับแยกด้วยวิธีของท่านเอง
“ฮึก ๆ”
หญิงสาวยกมือปิดปากด้วยความสะเทือนใจ พานให้นึกเป็นห่วงหมีเทาขึ้นมา แมวของเธอไม่เคยออกมาเผชิญโลกภายนอกเลยสักครั้ง เพราะเลี้ยงดูระบบปิดมาตั้งแต่แรก มันคงจะกลัวน่าดูถ้าต้องถูกทอดทิ้งไว้กับอันตรายรอบ ๆ ตัว
พิณพัชตั้งท่าจะเดินหาต่อหากเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นมาเสียก่อน จึงหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าธารัณคือคนที่โทรเข้ามา
ขณะเดียวกัน...บนท้องถนนที่การจราจรติดขัดจนรถแทบจะไม่ขยับ ธารัณส่งเสียงจิ๊จ๊ะเมื่อโทรหาแม่ของลูกเข้าสายที่สามแล้วแต่หล่อนไม่สนใจรับ กระทั่งสายที่สามกำลังจะสิ้นสุดลง...