“ตระกูลเรามีมาตั้งแต่ยุคมุโรมาจิ ทางเราเข้าใจเรื่องธรรมเนียมดีและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด” เขาเว้นไปก่อนจะเอ่ยต่อ “ตระกูลอาซุมะ ที่ก่อตั้งยุคเอโดะเองก็ช่วยเห็นใจตระกูลซากุระทีนะที่มันเก่าเสียจนดูไม่มีขนบ”
วาจาเจ็บแสบจากนักเลงได้ตบหน้าชนชั้นสูงเข้าให้แล้ว หากจะพูดง่าย ๆ ก็คือตระกูลอาซุมะนั้นพึ่งสร้างได้ไม่นานเท่าตระกูลซากุระ ถึงแม้จะเป็นผู้ดีก็ยังเป็นพวกเศรษฐีใหม่ ต่างจากตระกูลซากุระที่แม้จะเป็นนักเลงแต่ก็มีอารยธรรมมายาวนานไม่ต้องให้ผู้ดีใหม่มาสอนเรื่องขนบธรรมเนียม
ด่าตระกูลซากุระว่าเป็นพวกเถื่อนแล้วตระกูลอาซุมะที่พึ่งก่อตั้งเล่าเรียกว่าอะไร
โชคิดว่าการทำทีพูดดีแต่แฝงมีดเอาไว้ของไดชิไม่ได้ทำให้มันสูงกว่าเขาเท่าไหร่ เหมือนพวกถุยน้ำลายรดฟ้าอย่างไรอย่างนั้น
ไดชิสูดหายใจเพื่อระงับความโกรธ เป็นภรรยาเขาที่เข้ามากู้สถานการณ์
“ท่านโชกับยามาโมโตะซัง อย่าถือสาพวกเราเลย ที่พูดไปเมื่อครู่ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะว่ากล่าวอะไรคนตระกูลซากุระ หากคำพูดอะไรที่กล่าวไปทำให้ท่านโชขุ่นเคืองใจ ทางเราก็ขออภัย”
โชยิ้มกว้าง ถือว่าไดชิเลือกเมียมาดี ได้ข่าวว่าคุณผู้หญิงท่านนี้มาจากตระกูลผู้ดีเก่า ดูท่าจะจริง จากการแต่งตัวและกริยา ของแบบนี้มันดูไม่ยาก
“คุณนายอาซุมะพูดจารื่นหูดีจริง ๆ ทำไมไม่พูดให้มากหน่อยเล่าครับ การสนทนาของสองตระกูลจะได้ราบรื่น” ยามาโมโตะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสต่างจากเมื่อครู่ที่โมโหจนเลือดขึ้นหน้า เอาสิ อยากพูดจาเชือดนิ่ม ๆ ต่อไปก็เชิญ ฝั่งเขาก็มีปากเช่นกัน เมื่อครู่เขาก็พึ่งด่ากระทบไดชิประมุขคนปัจจุบันของ อาซุมะไปว่าให้หุบปากเพราะพูดจาพาซวย !
อาซุมะ ยูมิ ยิ้มเจื่อน ฝีปากผู้ชายสามคนนี้ช่างเสนาะหูนัก หากแต่ไตร่ตรองให้ดีในวาจาที่สุภาพกลับมีเข็มนับร้อยรอทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามให้กระอักเลือดตาย
“ที่เราเชิญมาเพราะอยากจะขอคุยเรื่องการแต่งงานของคายาโตะและหนูยูมากิ”
โชพยักหน้า “ทางเราต้องขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนทำให้ทางอาซุมะเสียเงินไปหลายร้อนล้านเยน หากไม่ว่าอะไร ให้ทางเราชดใช้ค่าเสียหายได้มั้ย ยูมิจัง” ประโยคหลังเขาถือวิสาสะเรียกชื่อเล่นหญิงสาว “เรียกยูมิจังได้ใช่มั้ย ผมเห็นว่าคุณน่าคบหา”
คุณนายใหญ่ตระกูลอาซุมะยิ้มพรายพยักหน้าช้า ๆเธอก็รู้สึกชอบใจนิสัยใจนักเลงของฝั่งตระกูลซากุระเช่นกัน น้อยคนนักที่จะกล้าพูดจาสู้สามีของเธอ
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเราทั้งสองตระกูล เสียแล้วก็ให้เสียไป หากแต่ฉันอยากถามท่านโชถึงความคืบหน้าในการตามหาหนูมากิจังว่าตอนนี้ได้เบาะแสอะไรบ้าง”
โชส่ายหัว รู้สึกท้อเมื่อพูดเรื่องยูมากิ “ไม่รู้ว่ามากิไปกบดานอยู่ที่ไหน ทางเราตามตัวไม่ได้เลย บัญชีก็ไม่เดิน เหมือนหายไปดื้อ ๆ”
ใช่ ! ! เขาติดต่อน้องสาวไม่ได้มาสี่วันแล้วอีกสิบชั่วโมงครบห้าวัน ไม่รู้ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาห่วง ไม่ได้ห่วงพ่อตามเจอ พ่อเขาไม่เจอไว ๆ นี้หรอก แต่เขากลัวน้องเขาอดตายต่างหาก ยิ่งยัยเด็กนั่นชอบคิดว่าไม่เป็นไรมีพี่กับพ่ออะไรแบบนั้น ไม่ได้เตรียมใจกับเรื่องไม่คาดคิด กลัวจะไปเจอปัญหาอะไรเข้า
“เพราะแบบนั้นเราจึงอยากมาเจรจา” ไดชิพูดหลังจากพยายามจัดการอารมณ์ตัวเองนานพอสมควร
“โอ้ ไดชิ” โชทำทีตกใจเหมือนไม่เห็นว่าเขานั่งตรงนี้แต่แรก “อยากเจรจาอะไรล่ะ”
ไดชิกำมือแน่น สาบานเลยว่าเขาจะไม่ประทะฝีปากกับพวกซากุระอีก มันกัดไม่ปล่อย !
“งานแต่งงานจัดไว้เรียบร้อยแล้วรอก็แต่เจ้าสาว” ไดชิเว้นช่วงไปสังเกตอารมณ์ของสองพ่อลูกซากุระเมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติจึงกล่าวต่อ “ทางเราไม่ได้ต้องการให้รับผิดชอบเรื่องเงิน หากแต่เราต้องการทำตามธรรมเนียมที่มีมานานของทั้งสองตระกูล”
“เรายังอยากให้การแต่งงานยังคงเกิดขึ้น” ยูมิเสริม
“แต่เรายังหามากิไม่เจอนะครับ” ยามาโมโตะแย้ง จะจัดงานแต่งอย่างไร ไอ้ตระกูลหัวดื้อนี่ !
“ก็ปัญหามันอยู่ที่เราไม่มีเจ้าสาว เราเลยอยากจะขอเปลี่ยนตัว”
คำที่พ่อเคยบอกว่าเขาจะได้แต่งงานแทนผุดขึ้นมาในหัว ถ้าเขาต้องแต่งกับคายาโตะขึ้นมาจริง ๆ เล่า ! !
“เราอยากให้ยามาโมโตะแต่งงานแทน”
ชายหนุ่มเจ้าของชื่อตาโตเท่าไข่ห่าน เอาจริงดิ ! ? จะให้เขาแต่งกับไอ้คายาโตะจริง ๆ เหรอ อันนี้ก็เคร่งธรรมเนียมจนสุดกู่ไปโว้ยย
“ถ้าให้ยามาโมโตะแต่งไหนล่ะเจ้าสาว” โชถาม
ไม่เอาคายาโตะ
ไม่เอคายาโตะ
ไม่เอาคายาโตะ
เขาได้แต่ภาวนาในใจ
ยูมิยิ้ม “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย เรามีเจ้าสาวเตรียมพร้อมไว้แล้ว”
“ลูกคนที่สองของเรา อาซุมะ ยูนะ” ไดชิว่า “แต่อาจจะ...”เขาเว้นช่วงไปก่อนจะหันไปมองภรรยา
ยูมิเองก็ลำบากใจ แต่ก็ต้องยอมบอก “แต่อาจจะเด็กไปสักหน่อย ยามาโมโตะซังอายุเท่าไหร่จ๊ะ”
“ยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปดครับ” เขาตอบหลังจากโล่งใจแล้วว่าไม่ได้โดนจับแต่งกับคายาโตะ
ยูมิยิ้มก่อนจะปรบมือหนึ่งทีอย่างโล่งใจ “ดีจัง ยูนะจังของเราก็สิบเจ็ด ห่างกันไม่กี่ปีเอง”
ไม่กี่ปีกับผีอะเซ้ ! !