ตอนที่ 2 อดีต

3170 คำ
ตอนที่ 2 อดีต           3 ปีก่อน     “สุดยอดเลยนะคะคุณข้าวหอมเนี่ยสอบได้ที่หนึ่งอีกแล้ว”     “ข้าวหอมขอบใจที่ช่วยติวให้ฉันนะ”     “คุณข้าวหอมถ้าไม่รังเกียจเที่ยงนี้ไปกินข้าวกับผมไหมครับ”     “พี่ข้าวหอมหนูชอบพี่ค่ะ!”     “หนูข้าวหอมเก่งจริงๆ สมแล้วที่เป็นลูกสาวของคุณประพันธ์กับคุณภิมล”     คำชม และแซนด์วิชสรรเสริญเยินยอมากมายทั้งจากอาจารย์ เพื่อน และคนใกล้ตัวมากมายต่างก็พูดชื่นชมเธอตลอดเวลา ต่อให้สิ่งที่เธอทำผิดคนพวกนั้นก็ยังคงมาเป็นโล่ ทำไม่รู้ไม่เห็นและปกป้องเธอ เพียงเพราะนามสกุลของเธอเป็นนามสกุลของหนึ่งใน 5 ตระกูลที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ แต่สำหรับเธอ เธอรู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการใส่หน้ากากและสังคมจอมปลอมเท่านั้น     “อ้าว...ข้าวหอมกลับมาแล้วเหรอลูก”     “ค่ะแม่ นี่ผลการสอบ”     ข้าวหอมในช่วงที่เรียนอยู่ ป.6 เตรียมขึ้นเทอมสองยื่นผลการสอบปลายภาคของเทอมแรกให้กับผู้เป็นมารดา และตัวเลขทศนิยมทุกช่องทุกวิชานั้นก็มีเพียงเลข 4.0 เท่านั่น     “ว้าว~ลูกแม่เก่งจริงๆ เลยนะเนี่ย ว่าแต่ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะลูก ดูหนูเหมือนไม่ดีใจเลย”     “ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ หนูขอตัวนะคะอยากอ่านหนังสือเงียบๆ ในห้อง”     “จ้ะๆ งั้นอีกเดี๋ยวแม่จะทำขนมไปให้นะลูก”     “ขอมาการองกับชาได้ไหมคะ”     “ไม่ได้จ้ะเป็นแซนด์วิชทูน่าน่ะดีแล้ว หนูจะได้จำเนื้อหาทุกอย่างได้อย่างง่ายๆ”     “ค่ะ”     ข้าวหอมเดินขึ้นมาบนห้อง ก่อนที่เธอจะตรงเข้าไปในมุมอ่านหนังสือพลางแอบถอนหายใจอย่างเบื่อๆ เล็กน้อย เพราะทั้งแม่และพ่อของเธอค่อนข้างเข้มงวดเรื่องผลการเรียนเพียงอย่างเดียว โดยที่เธอและน้องชายต้องมีผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 3.6 ไม่เช่นนั้นทั้งเธอและน้องชายจะถูกงดค่าขนม ซึ่งสำหรับเด็กประถมแล้ว เงินที่พ่อกับแม่เธอให้มาใช้ตอนนี้ก็สามารถซื้อขนมได้หลายร้อยชิ้น     ก๊อก ก๊อก     พอเวลาผ่านไปได้พักใหญ่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เด็กน้อยต้องละสายตาออกมาจากตัวหนังสือตรงหน้า ก่อนที่เธอจะหันไปขานรับคนที่อยู่หลังประตู     “หนูไม่ได้ล็อกค่ะแม่”     เด็กสาวตอบกลับไปเล็กน้อยก่อนที่เธอจะหันกลับมาสนใจหนังสือต่อ พอดีกับที่มีเสียงของการเปิดประตูกับเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาภายในห้องด้วย เพราะรู้อยู่แล้วว่าแม่ของเธอนั้นจะต้องเอาแซนด์วิชรสชาติจืดๆ มาให้ แทนที่จะเป็นขนมหวานที่เธออยากกิน ตัวเธอเลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่หากแต่..     “หื้ม? กลิ่นนี่....”     จากที่เคยทำสีหน้าเบื่อหน่าย พอเด็กน้อยได้กลิ่นชาก็ปรากฏรอยยิ้มแสนน่ารักขึ้นบนใบหน้า และเธอแทบจะหันกลับไปมองทันที ถ้าหากไม่ถูกผู้ที่เอาเจ้าของกลิ่นนี้มาพูดดักทางเธอก่อน     “ห้ามหันมานะคะ ตอบให้ได้ก่อนไม่งั้นฉันจะเอาไปเททิ้ง”     “ฮะ! พลอยอย่าเททิ้งเชียวนะ”     “ก็ตอบก่อน~”     “งื้อ~ขี้แกล้ง”     “หนึ่ง”     “อะ”     “สอง”     “ตอบแล้วๆ เอิร์ลเกรย์ เอิร์ลเกรย์ใช่ไหม”     “ถูกต้องค่า~”     “เย้~”     ข้าวหอมในวัยเด็กนั่นชูมือขึ้นฟ้าอย่างดีใจก่อนที่คนด้านหลังจะเอาแก้วชานั่นมาวางให้กับเธอบนโต๊ะ พร้อมกับมาการองหลากสีสัน ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่รสที่เธอชื่นชอบ     “มาการอง~ขอบใจนะพลอย”     เธอเงยหน้าขึ้นไปขอบคุณเด็กสาวที่ดูจะมีอายุมากกว่าเธอเล็กน้อย อืม ก็เล็กน้อยจริงๆ นั่นแหละ เพราะเท่าที่เธอถามแม่ของอีกคนนั้นก็ได้รู้ว่าอีกคนเกิดช่วงต้นปีถัดจากวันปีใหม่ไม่กี่วันเท่านั้นเองส่วนเธอนั้นเกิดช่วงเกือบท้ายปีช่างต่างกันจริงๆนั่นแหละ     “เล็กน้อยค่ะ”     พลอยใสพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่มีความเป็นกันเองและยังเป็นรอยยิ้มที่ข้าวหอมนั้นยอมรับว่ามันเป็นรอยยิ้มที่สวยมากๆ ทั้งที่เราก็อายุเท่ากันและไม่ว่าเธอจะมองกี่ทีเธอก็ไม่รู้สึกเบื่อรอยยิ้มนั่นเลย     “ว่าแต่...รู้ได้ไงว่าฉันอยากกิน”     “ก็ตอนนั้นฉันทำความสะอาดห้องรับรองอยู่ค่ะอีกอย่างหูของเอลฟ์นั้นสามารถได้ยินดีกว่ามนุษย์”     “น่าอิจฉาจังเลย ฉันเองก็อยากเกิดเป็นเอลฟ์บ้างจัง”     “ทำไมอยากเกิดเป็นเอลฟ์เหรอคะ”     “ก็เวลาสอบนะฉันจะใช้ดวงตาที่สามารถมองเห็นได้ไกลๆ แอบลอกข้อสอบคนข้างหน้า และใช้ประสาทหูคอยฟังว่าจะมีอาจารย์คนไหนเดินเข้าใกล้ไหม”     ข้าวหอมพูดอย่างติดตลก หากแต่สำหรับพลอยใสการที่มีประสาทสัมผัสดีเยี่ยมแบบนี้มันออกจะทำร้ายเธอในบางครั้ง ยกตัวอย่างมีอยู่ครั้งนึงที่น้องชายของอีกคนเอาแตรมาเป่าใส่หูเธอ แน่นอนว่าเยื่อแก้วหูของเอลฟ์เด็กนั้นค่อนข้างบอบบางพอโดนเสียงดังๆ ในระยะประชิดก็ทำเอามีเลือดไหล ดีที่ตอนนั้นคนตรงหน้ามาช่วยเธอและเธอยังได้รับเงินจากนายหญิงเพื่อเข้ารับการรักษาด้วย     “ดีเกินไปมันก็ลำบากนะคะ ในหลายๆ เรื่อง”     “ก็...จริง..เอ้อ! นี่ๆ เธอเห็นผลสอบฉันหรือยังพลอยใสได้ 4 ทุกช่องเลยนะ”     พอเห็นว่าเพื่อนมีสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อย ข้าวหอมก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะกลัวเพื่อนจะนึกถึงตอนที่น้องชายตัวแสบเธอเอาแตรมาเป่าใกล้หูจนเลือดออก     “เห็นแล้วค่ะ เพราะงั้นฉันเลยแอบ ดื้อ ทำชุดน้ำชามาให้แทนแซนด์วิชทูน่านี่ไงแล้วก็”     “เป็นความลับ ถูกไหมล่ะ งั้นมาทำสัญญากัน”     “ค่ะ”     พลอยใสตอบผู้มีศักดิ์เป็นเจ้านายของเธอ ก่อนที่ทั้งสองนั้นจะเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของฝ่ายตรงข้ามก่อนจะเอามาเกี่ยวกันและจบลงที่การเอามาแตะที่ปากตัวเอง เป็นสัญลักษณ์ที่ทั้งคู่คิดขึ้นมาเวลาพวกเธอมีเรื่องอยากปิดบังผู้ใหญ่ตอนที่อยากทำอะไรนอกกฎแบบนี้     “ใครโกหก”     “เป็นลูกโป่งเน่า”     “....”     “....”     “อุฟ...ฮะอ่าๆ”     สิ้นคำพูดเด็กสาวทั้งสองก็จ้องหน้ากันและกัน ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะออกมาอย่างที่พวกเธอนั้นไม่สามารถหยุดได้ ก่อนที่หลังจากนั้นทั้งสองจะช่วยกันติวหนังสือ และค่อยขอแม่ของข้าวหอมออกมาวิ่งเล่นที่สวนหลังบ้านยามเย็น และด้วยความที่ข้าวหอมมีเพื่อนเป็นเอลฟ์ที่พอจะใช้เวทย์พื้นฐานได้บ้าง เธอเลยมักจะอ้อนให้อีกคนช่วยใช้เวทย์ลมทำให้ตัวเธอลอยเหนือพื้นประมาณหนึ่งเมตร บินเล่นอยู่แถวนั้นก่อนที่ทั้งสองคนจะมานอนพิงต้นไม้ใหญ่อายุหลายร้อยปีที่อยู่สุดขอบรั้วบ้านของเธอ     “สนุกจังเลยเวทมนตร์มันดีจริงๆ อะนะ อยากใช้ได้บ้างจัง”     “งั้นเอาไว้ช่วงปิดเทอมนี้ฉันจะสอนให้นะคะ”     “จริงเหรอ!”     “ค่ะ แต่อย่างมากคงได้เพียงทฤษฎี และถึงใช้ได้ก็อาจจะทำได้เพียงเล็กน้อย”     “ไม่เป็นไรหรอก แค่ฉันสามารถทำได้แค่นั้นฉันก็พอใจแล้วล่ะ นี่พลอย”     “คะ”     “เธอคิดว่าพวกเราจะได้เล่นด้วยกันแบบนี้อีกนานแค่ไหนเหรอ”     “ทำไมถามแบบนั้นล่ะคะ”     “ก็...”     “ก็?”     พลอยใสหันไปมองเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอเพื่อรอคำตอบ แต่ดูเหมือน ข้าวหอมจะไม่ยอมพูดออกมา     “ม...ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”     “ซะ...งั้น”     “แหะๆ ขอโทษนะ”     ข้าวหอมพูดขอโทษอีกคนและแกล้งหยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เก้อ หากแต่ตอนที่เธอหยิบมือถือขึ้นมานั่น มันก็ดันพอดีกับที่มีข้อความจากแอปพลิเคชันสีเขียวเด้งขึ้นมาบนหน้าจอของเธอ ซึ่งพอได้อ่านข้าวหอมก็ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนที่เธอจะทำการกดลบข้อความนั่น โดยไม่ลืมที่จะตั้งค่าบล็อกคนที่ส่งข้อความมาหาเธอ ซึ่งท่าทางแบบนั้น พลอยใสก็รู้ได้ทันทีว่าคุณหนูของเธอกำลังเซ็งเรื่องอะไร     “คนมาจีบอีกแล้วเหรอคะ”     “อืม...พอใกล้จะขึ้นม.ต้นนี่ก็ส่งกันมาเยอะเลยล่ะ แถมบางครั้งคุณพ่อยังพาไปแนะนำตัวตาม มารยาทและให้ฉันตัดสินใจก็เถอะแต่....”     “มันก็น่ารำคาญ ใช่ไหมคะ”     พลอยใสพูดอย่างรู้ทันอีกคน ซึ่งนั่นก็ทำให้ข้าวหอมยิ้มออกมาแต่ก็ไม่ได้ตอบอีกคน ก่อนที่เธอจะล้มตัวมานอนหนุนตักอีกคนเพื่อให้อีกคนลูบหัว พลอยใสก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือรังเกียจอะไรที่อีกคนทำแบบนี้ เพราะความที่อีกคนนั้นเป็นลูกสาวมหาเศรษฐีชื่อดังเลยมักจะต้องออกงานสังคมตั้งแต่เด็กทำให้      บางครั้งพวกผู้คนที่หวังจะใกล้ชิดตระกูลนี้ ต่างก็จะส่งลูกหรือหลานเข้ามาแนะนำหรือถ้าให้พูดตามตรงก็คือการดูตัวนั่นแหละ บางคนพอรู้ว่าข้าวหอมเรียนโรงเรียนไหนก็ถึงกับย้ายโรงเรียนลูกหลานเพื่อให้พวกเขาเข้ามาตีสนิทเด็กสาวทันที และทุกครั้งข้าวหอมก็มักจะมาบ่นเรื่องที่โรงเรียนที่ต้องมีทั้งคนตามจีบ คนที่ชอบใส่หน้ากากเข้าหาให้เธอได้ฟัง ราวกับเป็นการระบาย น่าแปลกที่เธอกลับยินยอมเป็นที่ระบายสำหรับเพื่อนสาวคนนี้ตลอด     “ขออีก 5 นาทีนะพลอยใส”     “ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว อีกอย่างใครบางคนดันมาทำน้ำลายหกใส่กระโปรงฉันตอนหลับ”     “แงะ! เค้าขอโทษเพื่อนจ๋ายกโทษให้กันเถอะนะ”     “....”     “นะๆ”     ข้าวหอม พยายามใช้ลูกอ้อนกับเพื่อนสนิท ซึ่งเธอมั่นใจเลยว่าไม่มีใครสามารถหนีท่านี้ของเธอได้พ้นหรอก     “ก็ได้!”     นั่นไงล่ะ สุดท้ายเอลฟ์สาวขี้อายก็ไม่สามารถทนต่อสายตาอ้อนวอนของเธอได้เดินหนีไปนู่น และด้วยความอยากแกล้งอีกคนต่อ เธอเลยจะใช้ท่าเดิมแกล้งอีกคนเล่นแต่พอเห็นรูปของตัวเองนอนหลับน้ำลายยืดใส่กระโปรงเพื่อนสาวเท่านั้นแหละเธอเลยจำเป็นต้องชะงัก     “อย่าคิดจะแกล้งเชียวฉันแค่บอกจะยกโทษให้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะลบรูปนี้นะหอม”     “ง้า~ลบเดี๋ยวนี้เลยนะพลอย แล้วถ่ายไว้ตอนไหนน่ะ ลบเลยๆ น่าอายอะ”     “ม่ายอาว~”     พลอยใสตอบเจ้านายของเธอด้วยรอยยิ้มก่อนที่เธอนั้นจะวิ่งหนียัยข้าวหอมที่พยายามจะวิ่งมาแย่งรูปหลุดของตนเอง แต่ที่จริงเธอจะให้อีกคนไปก็ได้เพราะเธอทำการเซฟเอาไว้แล้วหลายที่ แน่นอนว่าเธอตั้งเป็นส่วนตัวเพื่อไม่ให้เพื่อนเสียใจด้วย       เช้าวันต่อมาหลังจากที่ข้าวหอมตื่นนอนและกำลังลงมาด้านล่างเพื่อหาอะไรกิน ซึ่งระหว่างนั้นเธอก็ได้เจอเข้ากับหญิงสาวเผ่าเอลฟ์ท่าทางใจดีสวมชุดเมดแบบสุภาพกำลังยืนเตรียมอาหารมื้อเช้าให้กับคนทั้งบ้านด้วยรอยยิ้ม ใช่เธอคนนั้นเป็นแม่ของ พลอยใส ชื่อว่า ‘พิมพ์ใจ หรือ น้าพิม’     “น้าพิม~เช้านี้มีอะไรกินเหรอคะ”     “คุณหนู ตื่นเร็วเหมือนเคยเลยนะคะ หรือว่ามีเรียนเช้า?”     “หนูปิดเรียนแล้วค่ะ”     “ปิด...ปิดเทอมเหรอคะ”     “ใช่ค่ะ หนูปิดเทอมแล้ว ว่าแต่เช้านี้มีอะไรกินเหรอคะหนูหิ้ว หิว”     “หิวมากหรือเปล่าคะถ้าไม่มากน้าไม่บอกน่า~”     “หิวม๊าก~ยิ่งได้กลิ่นอาหารของน้ายิ่งหิว เพราะน้าทำข้าวอร่อยที่สุด”     “ฮะฮ่าๆ ถ้าคุณนายมาได้ยินเข้าคงเสียใจน่าดูเลยนะคะที่ลูกสาวมาชอบอาหารของน้ามากกว่าแบบนี้”     “ก็หนูพูดเรื่องจริงนี่น่า ว่าแต่สรุปจะบอกหนูได้ยังอะคะตอนนี้อยากรู้ม๊ากมาก”     “ก็ไม่ทำอะไรพิเศษหรอกค่ะ แค่ข้าวต้มกุ้งกับอาหารเช้าของฝรั่ง เพราะคุณท่านทั้งสองไม่อยากทานอะไรกันหนักๆ เช้านี้ส่วนของคุณหนู...”     “โจ๊ก โจ๊กใช่ไหมคะ”     “ค่ะ โจ๊กหมูใส่ไข่ไม่เอาขิงกับปาท่องโก๋และโอวัลติน”     “เย้~อาหารเช้าของปิดเทอมวันแรกที่สดใส ว่าแต่พลอยใสละคะน้าพิม”     ข้าวหอมถามหาเพื่อนสาวก่อนที่หญิงสาวตรงหน้านั่นจะเงยหน้ามองนาฬิกาเล็กน้อยแล้วถึงจะบอกคำตอบให้เธอ     “ถ้าตอนนี้คงกำลังดูแลสวนดอกไม้อยู่ที่เรือนกับลุงภพ มั้งนะคะ”     “เหรอคะ ขอบคุณค่ะ งั้นเดียวหนูมาใหม่นะคะ”     “ค่ะ”     พอได้รู้ว่าตอนนี้เพื่อนสาวของเธออยู่ที่ไหน ข้าวหอมก็รีบลาแม่ของเพื่อนสนิทก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปที่เรือนกระจก ที่อยู่ฝั่งซ้ายของบ้านและต้องบอกเลยว่าเธอชอบมามองพ่อลูกเอลฟ์ช่วยกันทำสวนมาก เพราะทุกวันที่พวกเขาเข้ามาดูแลพืชพรรณในเรือนกระจกนี้ บรรยากาศโดยรอบก็มักจะสดชื่น เหล่าต้นไม้และพืชผักปลอดสารพิษที่ทั้งสองพ่อลูกช่วยกันปลูกนั่นก็กำลังขยับตามแรงลมอ่อนๆ ราวกับมีชีวิต และเหมือนพวกมันกำลังดีใจที่สองพ่อลูกเอาอาหารมาให้     “โอ๊ะ..นี่ใครเอ่ย~”     “ข้าวหอม”     พลอยใสตอบโดยที่เธอไม่ต้องเสียเวลาคิด แน่นอนว่าท่าทางแบบนั้นทำให้ข้าวหอมถึงกับพองแก้ม เพราะเธอ อยากเห็นเพื่อนคนนี้ตกใจหรือทำท่าคิดสักหน่อย     “งือ...ทำไมรู้อะ”     “จำเสียงฝีเท้าได้น่ะ เดินทียังกะโขลงช้าง”     “นี่! เกินไปหรือเปล่าพลอยฉันไม่ได้เดินดังขนาดนั้นนะ”     “หว้า~ขนาดเจ้าตัวยังไม่รู้เลยเหรอ ช่างน่าสงสารเหล่ามดตัวเล็กๆ ที่โดนเหยียบแบนจังเลย~”     “พลอย...ใส...นี่แน่ะ!”     ด้วยความหมั่นไส้ ข้าวหอมเลยทำการแกล้งเพื่อนคืนด้วยการจี้จุดอ่อนของอีกคนนั่นก็คือเอว แต่แค่จี้หรือจิ้มมันไม่ค่อยจะได้ผลกับคนตรงหน้าหรอก มันต้องมีการขยับมือขึ้นลงตามจังหวะด้วย อีกคนถึงจะหลุดขำออกมาแบบนี้     “ฮะฮ่าๆ ....ข้าว...ฮะฮ่าๆ ...พอก่อน…ฮะฮ่าๆ”     “ม่ายหยุดหรอกก~”     สุดท้ายเอลฟ์สาวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เพราะไม่สามารถทนต่อการโจมตีของคนด้านหลังได้ ก่อนที่เธอจะสะดุ้ง ขนลุกซู่ เพราะโดนยัยเพื่อนตัวดีเป่าลมใสหูเธอ     “กรี๊ดด! หอม!!”     “จ๋า~เรียกทำไมเหรอคนหน้าแดง”     “ใครหน้าแดงไม่มีสักหน่อย อีกอย่างฉันบอกเธอหลายรอบแล้วนะว่าอย่าเป่าลมใส่หูแบบนี้อะ”     “จร้า~เค้าขอโต๊ดนะตัวเอง แต่เวลาเธอหน้าแดงมันน่ารักดีอะ ฉันชอปชอบ”     “ข้าว...หอม....”     “ว้ายน่ากลัวๆ ลุงภพ ช่วยหนูหน่อยสิ~”     ยัยเพื่อนตัวแสบรีบวิ่งไปหลบหลังผู้เป็นพ่อของเพื่อนสาวก่อนที่ผู้เป็นพ่อนั้นจะทำสัญญาณมือเพื่อปรามลูกสาวให้หยุด ซึ่งอีกคนก็ต้องยอมทำตามและใช่พ่อของพลอยใสนั้นไม่สามารถพูดได้ เพราะเขาเคยได้รับบาดเจ็บที่คอจนทำให้เขาพูดได้เบาและไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ดังนั่นส่วนใหญ่เขาเลยเลือกที่จะใช้ภาษามือแทนการพูดจนทุกคนในบ้านต่างคิดกันไปเองว่าเขานั้นพูดไม่ได้     แต่ข้าวหอมก็เคยเห็นลุงภพพูดนะ แต่เป็นการพูดเชิงสอนลูกสาวในวัยเด็กที่ทำผิดวิ่งเล่นจนสะดุดลงบ่อโคลนช่วงฝนตกจนทำเสื้อผ้าเลอะ แม้ว่าต้นเหตุนั่นจะมีข้าวหอมร่วมด้วยก็ตาม เธอก็ไม่ได้โดนเขาบ่นนะแต่โดนแม่ตัวเองตีเลยล่ะนึกแล้วก็เจ็บก้น     “ยัยขี้โกง”     “แบร่~”     “หึ้ม!”     พลอยใสสะบัดหน้าหนีทันทีที่เห็นเพื่อนสนิทแลบลิ้นใส่ ส่วนข้าวหอมที่รู้ว่าอีกเดี๋ยวเพื่อนเธอจะงอนทำแก้มเป็นซาลาเปาแน่ถ้าเธอไม่รีบง้อ     “นี่ๆ ลุงภพคะ หนูหิวแล้วอะ ไปกินข้าวด้วยกันนะ”     ข้าวหอมเงยหน้าถามเอลฟ์หนุ่มท่าทางใจดี ซึ่งเขาก็ยิ้มให้เธอก่อนจะพยักหน้า โดยที่เขาไม่ลืมมองไปทางลูกสาวที่กำลังทำท่าทางงอนเด็กน้อยอยู่ด้วย     “วันนี้น้าพิมบอกว่ามีโจ๊กก~ด้วยนะใส่ไข่สองฟอง”     ยัยตัวแสบพยายามเน้นคำว่า ‘โจ๊ก’ ซึ่งเป็นของโปรดทั้งเธอและเพื่อนสาวดังๆ แน่นอนว่าด้วยความที่อีกคนชอบกินโจ๊กแม้จะหันหน้าหนีแต่เธอก็เห็นว่าหูของอีกคนกระดิกเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี     “โจ๊กร้อนๆ หอมอร่อยฝีมือน้าพิม และสัมผัสที่ละลายในปาก~”     โครก~     เสียงท้องร้องเล็กๆ ของเพื่อนสาวดังขึ้นทันทีที่ข้าวหอมเล่นบรรยายความอร่อยของโจ๊ก แน่นอนว่าเมื่อกี้ท้องเธอเองก็เกือบร้องดีที่ร้องไปก่อนหน้าระหว่างมาที่นี่แล้วไม่งั้นอายทั้งคู่     “....”     “อ้าว...จะไปไหนอะเพื่อนสาว~”     “กินโจ๊ก”     “หิวเพราะฉันบรรยายดีชะม้า~”     “อย่าหลงตัวเองเลยฉันแค่ หิว เท่านั้นแหละ”     “จร้าๆ”     สุดท้าย ข้าวหอมก็เดินไปจูงมือเพื่อนรักเพื่อกลับเข้าไปกินข้าวเช้า โดยมีลุงภพเดิมตามอยู่ห่างๆ     “โอ้~มากันแล้วเหรอ”     “พ่อ แม่ อรุณสวัสดิ์ดิ์ดิ์ดิ์ค่ะ”     “อรุณสวัสดิ์ดิ์ดิ์จ้ะลูกรัก มานั่งใกล้ๆ แม่สิ”     “ค่า~”     ข้าวหอมเดินไปนั่งใกล้ผู้เป็นแม่ส่วนครอบครัวของพลอยใสนั้นก็ต้องมายกอาหารไปวางบนโต๊ะของครอบครัวเจ้านาย ก่อนที่สองพ่อลูกเอลฟ์จะเดินถอยออกมา เพื่อรอให้เจ้านายทั้งหมดได้ทานข้าวเช้าเสร็จก่อน ส่วน พิมพิ์ใจก็ต้องอยู่ตักข้าวต้มให้กับครอบครัวของข้าวหอม ซึ่งตอนที่เธอตักโจ๊กมาใส่จานของ ข้าวหอมนั้นด้วยความช่างสังเกตก็ทำให้เด็กน้อยได้เห็นรอยแผลที่เหมือนกับโดนของมีคมฟัน แถมมันยังดูเหมือนพึ่งเกิดได้มาไม่นานนี้เอง
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม