ช้องนางอายุได้เก้าปี ตอนที่พี่บานชื่นได้พบกับพี่ยอด
เวลานั้นครอบครัวยังอยู่เมืองสุพรรณ เป็นคหบดีระดับกลาง ก็พอมีกินอยู่บ้าง มิได้ลำบากอะไรนัก เว้นเสียแต่ว่า ช้องนางเป็นลูกเมียบ่าวซึ่งตายไปตั้งแต่คลอดตน ช้องนางจึงอยู่ในความดูแลของนางเสลา มารดาของบานชื่นอีกทีหนึ่ง เพื่อความไม่วุ่นวาย เสลาให้ช้องนางเรียกตนว่าแม่ให้เหมือนที่บานชื่นเรียก เพื่อจะได้ลืมๆ เรื่องที่นายต้วนผู้เป็นสามี เมาขาดสติจนไปได้กับบ่าว จึงเกิดช้องนางขึ้นมา
บานชื่นกับช้องนางจึงอายุห่างกันมาก ตอนที่ช้องนางอายุเก้าปี บานชื่นก็อายุยี่สิบต้นๆ แล้ว นางยังไม่ออกเรือนเป็นตัวเป็นตน แต่ขึ้นชื่อนักเรื่องความรักสนุก จนชาวบ้านนินทาไปทั่ว แต่นางก็หาได้สนใจไม่ เพราะถือว่าบิดาเป็นคนมีเงิน
ช้องนางในวัยเด็ก จำได้ว่าในบรรดาผู้ชายทั้งหมดที่พัวพันกับบานชื่น พี่ยอดเป็นหนุ่มรูปงามที่สุด เขาว่าพี่ยอดเป็นทหารอโยธยาปลอมตัวมา รบทัพจับศึกมาตั้งแต่สมัยศึกสามเจ้าฟ้าระหว่างอโยธยากับหงสาอันโด่งดัง พี่ยอดคอยจะให้ช้องนางวิ่งส่งเพลงยาวให้พี่บานชื่น พี่บานชื่นก็จะให้ช้องนางส่งหมากพลูบ้าง ผ้าซับหน้าบ้าง กลับไปให้เขา กระทั่งสองคนได้นัดหมายกันข้างนอก พี่บานชื่นก็ยังให้ช้องนางไปด้วย เพื่อจะให้ไปดูต้นทางให้
สำหรับช้องนางแล้ว แม้พี่บานชื่นจะชอบใช้งานตนบ่อยๆ แต่พี่บานชื่นก็ยังมีเอ็นดูนางด้วยเห็นว่าเป็นน้องที่มีพ่อเดียวกัน ดังนั้นบานชื่นให้ทำอะไรนางจึงยอมทุกอย่าง เพราะการอยู่กับพี่บานชื่น อย่างน้อยยังเป็นหลักประกันได้ว่า ตนจะไม่ถูกแม่เสลาตบตีอย่างไม่มีเหตุผล เพราะแม่เสลาเกลียดตนที่เป็นลูกเมียบ่าว เป็นหนามยอกอก แต่พี่บานชื่นไม่เคยทำร้ายร่างกายตน ยังให้ขนมและเสื้อผ้าเครื่องใช้ดีๆ และให้บ่าวเรียกตนว่าคุณหนู แม้พวกบ่าวจะไม่เต็มใจ
สิ่งที่ขัดใจช้องนางที่สุด คงเป็นการที่เห็นบานชื่นพลอดรักกับพี่ยอดที่แสนดีคนนั้นไม่พอ พี่สาวยังแอบนัดพบผู้ชายคนอื่นอีก แต่นางไม่กล้าทักท้วง และไม่กล้าบอกพี่ยอดด้วย กระทั่งวันหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงแม่เสลาดังลั่นมาจากห้องพี่บานชื่น นางตกใจมาก แต่ก็กลัวพี่สาวจะถูกตบตีเหมือนที่ตนเคยโดน เลยรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างไม่คิดชีวิต และก็เป็นจริงตามนั้น บานชื่นถูกแม่ตบจนทรุดลงไปกับพื้น แก้มแดงช้ำ ริมฝีปากแตก ช้องนางปราดเข้าไปกั้นกลางพี่สาวกับแม่ทันที
“มึงมาก็ดี อีช้องนาง เพราะมึงเป็นแน่ ทำให้พี่บานชื่นของมึงใจแตกจนปล่อยตัวให้ท้องได้เช่นนี้” นางเสลาฉุดกระชากเด็กหญิงแล้วตบซ้ายขวาสุดแรงจนหน้าหัน บานชื่นพยายามช่วยดึงตัวน้องกลับ แม่ก็ผลักนางอีกจนกระแทกพื้นจุก
“มึงบอกกูมา อีช้องนาง ไอ้ชั่วที่ทำพี่สาวมึงท้องคือใครหา กูจะได้ให้พ่อพวกมึงไปฆ่ามันเสีย”
ช้องนางไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง นางยังเด็ก ยังไม่รู้ว่าผู้หญิงจะท้องได้อย่างไร เด็กหญิงหันไปมองหน้าพี่สาวอย่างไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร บานชื่นได้แต่ส่ายหน้าและร้องไห้อย่างเดียว เสลาเห็นอาการทั้งพี่ทั้งน้อง เลยเปลี่ยนเป็นบีบคอช้องนางแทน
“กูสงสัยมานานแล้ว เวลาที่มึงวิ่งไปวิ่งมา มึงวิ่งไปไหน” ออกแรงบีบมากขึ้นจนเด็กหญิงหายใจไม่ออก หน้าเริ่มเปลี่ยนสี “มึงบอกกูมาที มึงวิ่งไปหาใคร ผู้ชายที่พี่สาวมึงให้ไปส่งของ มันคือใคร”
นั่นคงหมายถึงคนที่จะเป็นพ่อของเด็กในท้องพี่บานชื่นแน่ๆ แม้พี่สาวจะพัวพันกับผู้ชายหลายคน แต่ช้องนางย่อมรักพี่ยอดมากที่สุด เพราะเขาเป็นพี่ชายใจดี
“พี่ยอดเจ้าค่ะ ชื่อพี่ยอด...แค่ก...” พอนางได้พูด เสลาจึงยอมปล่อยคอ เด็กหญิงทรุดฮวบ กุมคอตัวเองไว้ พยายามหายใจเข้าไปก่อน เห็นแม่กำลังจะพุ่งเข้าใส่บานชื่นอีก ช้องนางเลยโผเข้ากอดขาแม่ไว้ “พี่ยอดเป็นทหารเจ้าคะ ทหารอโยธยา พี่ยอดเคยบอกข้าว่า บิดาเขาเป็นขุนนาง...”
คำนั้นเหมือนมีมนต์สะกด ทำให้เสลาชะงักได้ เพราะสิ่งที่นางขาดที่สุด คงจะเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นสิ่งที่ครอบครัวพ่อค้าเช่นนี้ไม่มี
“เป็นทหาร มีพ่อเป็นขุนนาง” นางทวนคำ “ก็เป็นพวกผู้รากมากดีในอโยธยาเป็นแน่ แล้วเหตุใดต้องมาลักลอบ มิเข้ามาทำความรู้จักกันดีๆ ให้เข้าตามตรอกออกตามประตู อีช้องนาง มึงโกหกกูเพื่อจะช่วยบานชื่นเรอะ”
“เปล่าเจ้าคะ ข้าไม่ได้โกหก คุณแม่ถามพี่บานชื่นได้...” เด็กหญิงเปลี่ยนเป็นไปกอดแขนพี่สาวไว้ “พี่บานชื่น บอกคุณแม่ไปสิจ๊ะ ว่าพี่รักอยู่กับพี่ยอด พี่บานชื่น...”
บานชื่นอึกอัก นางมีความนัยอันบอกใครไม่ได้ แต่พอเงยหน้าสบตากับแม่ นางก็รีบพูดออกมาทันที
“เจ้าค่ะ ข้ารักใคร่ชอบพออยู่กับพี่ยอด เขาเป็นท่านหมื่น...” ที่จริงรับปากชายหนุ่มไว้แล้วว่าจะไม่บอกใคร แต่ตอนนี้นางจำเป็นต้องเอาตัวรอด “เป็นทหารอโยธยา สังกัดทัพหลวง เขามีราชการลับผ่านทางนี้บ่อยจึงได้พบกับข้า แล้วเราก็เลย...”
“ไฮ้ นังลูกคนนี้...” เสลาเปลี่ยนเสียงทันที รีบเข้าไปประคองลูกสาวไว้ “แม่จะไปว่าอันใดได้ หากลูกมีใจรักชอบกับใคร เช่นนั้นก็ให้เขามาพูดคุยกับพ่อแม่เถิด ประเดี๋ยวแม่จะพูดกับพ่อให้เอง ตายแล้ว ดูซิ แล้วเจ็บหรือเปล่าลูก เมื่อครู่แม่ตกใจเลยพลั้งเผลอไปหน่อย”
เสลาทำเป็นห่วงใยลูก บานชื่นไม่ตอบอะไรอีก แต่นางกำชายผ้าแน่น ช้องนางเห็นมือข้างนั้นของพี่สาว เลยเข้าไปกุมมือนางไว้ บานชื่นจึงหันมาสบตา ในแววตาพี่สาว มีแต่ความเจ็บปวด แต่ช้องนางไม่เข้าใจ
หมื่นยอดเข้าพบนายต้วนและนางเสลาในเวลาต่อมา ช้องนางยังเด็กจึงถูกกันให้นั่งห่างๆ จึงไม่รู้ว่าผู้ใหญ่คุยอะไรบ้าง รู้แค่เพียงตอนเลิกคุยกันแล้ว พี่บานชื่นเดินมาส่งพี่ยอดที่หน้าเรือน ช้องนางเดินตามห่างๆ อย่างกังวล กระทั่งพี่ยอดกำลังจะออกไป เขาก็กวักมือเรียก
เด็กหญิงเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อไปถึง พี่ยอดก็ทรุดลงนั่งเพื่อให้อยู่ระดับเดียวกับเด็กหญิง เขายิ้มให้อย่างใจดี และลูบหัวนางด้วย
“ช้องนาง ต้องดูแลพี่บานชื่นของเจ้าดีๆ รู้หรือไม่ เจ้ากำลังจะมีหลานตัวน้อยๆ แล้วหนา”
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงรับคำสดใส หันไปมองหน้าพี่สาว ที่แววตาหม่นหมอง นางไม่รู้พี่สาวเป็นอะไร แต่ก็จับมือพี่สาวไว้ “ข้าจะดูแลพี่บานชื่นให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ จะดูแลหลานด้วยเจ้าค่ะ”
“ดีมาก เอ้านี่ รางวัล” ชายหนุ่มส่งห่อผ้าสีหวานให้ “นี่เป็นขนมที่ข้าชอบมากที่สุด ข้าเอามาจากอโยธยาด้วย มันเรียกว่ากลีบลำดวน...”
เด็กหญิงแกะห่อผ้าออก เห็นขนมแล้วก็ตาโต
“เหมือนดอกลำดวนจริงๆ เลยเจ้าค่ะ น่ารักที่สุด ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าจะกินอย่างดีเลย”
พี่ยอดพูดจากับพี่บานชื่นอีกสองสามคำแล้วก็จากไป จากนั้นเขาก็มาอีกเรื่อยๆ แต่คราวนี้ไม่ได้ลักลอบพบกับพี่บานชื่นแล้ว เขาเดินเข้าเรือนตรงๆ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพ่อแม่ และได้อยู่ร่วมห้องกับพี่บานชื่น ช้องนางได้ยินว่า เมื่อพี่บานชื่นคลอดแล้ว เขาจะพาพี่บานชื่นกับลูกไปอยู่อโยธยา เขาจะทูลขอสมรสพระราชทานจากเจ้านาย เพราะพี่ยอดเป็นทหารที่อยู่ภายใต้สังกัดของเจ้าฟ้าหญิงพระองค์หนึ่งที่เป็นนักรบ
“พี่ยอดให้ข้าไปอยู่อโยธยากับพี่บานชื่นไม่ได้หรือเจ้าคะ” เด็กหญิงถามเขาในวันหนึ่ง ที่นางเป็นคนเดินไปส่งเขาออกจากเรือน ชายหนุ่มหันมายิ้มให้ พี่ยอดเป็นคนยิ้มแล้วรูปงามนัก ช้องนางเก็บรอยยิ้มของพี่ยอดไปฝันถึงบ่อยๆ
“คงต้องขออนุญาตพ่อแม่เจ้าก่อน” เขาขยี้ผมนางอย่างเอ็นดู “อีกประเดี๋ยวเจ้าก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว พ่อแม่น่าจะห่วงเจ้ามาก คงอยากให้เจ้าอยู่ที่นี่ ได้ตบแต่งกับคนดีๆ เสียมากกว่าที่จะติดตามแม่บานชื่นไป เพราะอย่างไรเมื่อไปถึงนั่น พี่ก็มีบ่าวไพร่จะดูแลแม่บานชื่นได้”
“แต่...ข้า...” เด็กหญิงก้มหน้า กัดริมฝีปาก นางอึดอัดใจ เพราะรู้ว่าหากชีวิตไม่มีร่มเงาบานชื่นแล้วจะเป็นอย่างไร “พี่ยอดเจ้าขา ให้ข้าไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ เพราะ...เพราะ...ถ้าไม่มีพี่บานชื่นแล้ว ข้าคงมิแคล้วถูกแม่ตบตีไม่วายเว้น ทุกวันนี้ที่ข้ายังรอดอยู่ได้ เพราะข้าไม่ยอมอยู่ห่างพี่บานชื่น แม่จึงไม่กล้าทำอะไร พี่ยอดให้ข้าไปเป็นบ่าวไพร่ก็ได้ ข้ายอมทุกอย่าง แต่อย่าทิ้งข้าไว้ที่นี่เลย ฮึก...”
นี่คือเรื่องใหม่ที่ยอดเพิ่งรู้ เขาเลิกคิ้วงุนงง และทรุดลงนั่งเพื่อจะได้มองเห็นใบหน้าเด็กหญิง เมื่อนางไม่ยอมเงยหน้า เขาก็เลยเชยคางขึ้นมา จึงเห็นว่านางกำลังร้องไห้
“แล้วทำไมแม่ต้องตบตีเจ้าด้วย เจ้าไปทำอะไรให้”
“เพราะ...ข้าไม่ใช่ลูกของแม่เสลาเจ้าค่ะ แม่แท้ๆ ของข้าเป็นบ่าว แม่ตายแล้ว พี่บานชื่นก็คงไม่อยากให้ข้าถูกตบตี เลยให้ข้าอยู่ด้วยตลอดเวลา ถ้าพี่บานชื่นไม่อยู่ ที่นี่ข้าก็ไม่มีใครอีก ทุกคนรังเกียจข้า คอยจะกลั่นแกล้งข้า ฮือ...”
เพราะนางร้องไห้น่าสงสาร ยอดจึงดึงตัวเล็กๆ มากอด ลูบหัวลูบหลังอย่างเวทนา
“อย่างนั้นก็ได้ พี่จะพูดกับพ่อแม่เจ้าเอง” เมื่อนางร้องเบาลง เขาจึงผละอ้อมกอด ใช้นิ้วหัวแม่มือปาดป้ายน้ำตาบนใบหน้าเด็กหญิง พี่ยอดมีรอยยิ้มและแววตาที่อบอุ่นเหลือเกิน “ไม่ร้องแล้วหนาเจ้าเด็กน้อย ไปเก็บเสื้อผ้ารอเลยดีหรือไม่ เวลาพี่มารับแล้วจะได้รีบไปกัน”
“เจ้าค่ะ” ทั้งที่เพิ่งจะร้องไห้ แต่พอเขาบอกให้เก็บเสื้อผ้า นางก็ตาใสขึ้นมาทันที “ข้าจะไปเก็บเสื้อผ้าตอนนี้เลยเจ้าค่ะ พี่ยอดสัญญาแล้ว อย่ากลับคำพูดนะเจ้าคะ ข้าจะรอพี่ยอดเจ้าค่ะ รอทุกลมหายใจ...”
พี่ยอดมาอีกครั้ง ในวันฝนฟ้ากระหน่ำ เขาบุกขึ้นมาบนเรือน หน้าตาท่าทางน่ากลัวมาก นายต้วนและนางเสลา บ่าวไพร่ทั้งหลายล้วนตกใจกันไปหมด เขาไม่พูดกับใครทั้งสิ้น พุ่งเข้าไปในห้องนอนของบานชื่นทันที
หญิงสาวไม่อยู่ที่นั่น มีเพียงทารกน้อยที่เพิ่งคลอดยังไม่ถึงสามวัน นอนหลับสนิทอยู่บนฟูกเพียงลำพัง ข้างๆ มีจดหมายพับไว้ เขาฉวยขึ้นมาอ่าน ก่อนจะขยำแล้วขว้างทิ้ง
“แม่บานชื่นหายไปไหน...” นายต้วนหันไปถามเมีย เสลาไม่อาจรู้ได้ บ่าวไพร่มองหน้ากันไปหมด มีเพียงช้องนางที่เห็น นางจึงบอก
“พี่บานชื่นบอกว่าพี่ยอดเรียกให้ไปหาที่วัดจันทาเจ้าค่ะ ข้าเห็นพี่บานชื่นเอาห่อผ้าไปด้วย ข้าก็เลยจะกลับมาเอาห่อผ้าแล้วตามพี่ๆ ไปเช่นกัน”
“จะไปหาพ่อยอดอันใด เขาก็ยืนอยู่นี่” นางเสลาแย้ง
“ไปวัดจันทาหรืออาจไปที่อื่น แต่ที่แน่ๆ นางไปหาชายอื่น...” ยอดเค้นเสียงลอดไรฟัน หันกลับมามองนายต้วนนางเสลา ตาแดงก่ำ ตัวสั่นเหมือนกำลังจะระเบิด “ลูกสาวท่าน เขียนจดหมายไว้ นางหนีไปกับชายที่นางบอกว่ารัก นางไปกับชายชู้...”
“ชายชู้!” เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก นายต้วนเดินไปหยิบจดหมายที่ถูกขยำขึ้นมาอ่าน จำลายมือลูกสาวได้ แล้วก็เหมือนลมจะตีขึ้น กระนั้นความโกรธมีมากกว่า เขาหันไปตบหน้าเมียจนร่วง
“มึงเลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นหญิงแพศยาได้ถึงเพียงนี้ อีเสลา!”
“พี่ต้วน ข้าไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จริงๆ ก็บานชื่นรักอยู่กับพ่อยอด จนมีลูกออกมาอย่างนี้ แล้วจะไปมีชู้ได้เยี่ยงไร”
“บานชื่นคงรอแค่ว่าคลอดเมื่อไร นางก็จะไปตามทาง ไปกับชายที่ว่ารัก...” เสียงแต่ละคำของยอด ช่างเค้นออกมาได้ยากเย็นนัก “นางทิ้งลูกที่เกิดจากคนที่ไม่ได้รักไว้ที่นี่ แล้วนางก็หนีไปกับคนที่นางรัก ใจอำมหิตนัก ทิ้งได้แม้กระทั่งลูกตัวแดงๆ ...”
น้ำตาชายชาติทหารไหลริน เขาค่อยๆ ช้อนร่างลูกน้อยที่ยังหลับสนิทขึ้นมา มองใบหน้าแล้วก็ทั้งรักทั้งโกรธทั้งเกลียดแม่ของทารกนี้ แต่ลูกของเขาไม่ได้ทำผิดอะไร
“ข้าจะเอาลูกไปเลี้ยงดูเอง” เขาพูดออกมาได้ในที่สุด “เรื่องที่...ลูกสาวพวกท่าน สร้างความอัปยศนี้ ข้าจะไม่ถือสาหาความ ข้าจะ...ไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษจากเจ้านาย ที่คงจะ...ต้องยกเลิกที่ได้เคยขอพระราชทานสมรสไป”
ยอดห่อลูกน้อยกับผ้าอย่างแน่นหนาแล้วมัดกับอกตนไว้ เขาผลุนผลันออกจากเรือนไป มิว่าใครจะต้านทานก็เอาไม่อยู่ ด้วยถือว่าตนได้เมตตาอย่างที่สุดแล้ว
ช้องนางวิ่งตามไปแต่ก็ไม่อาจทันขายาวๆ ของชายหนุ่มได้ นางหกล้มแล้วก็รีบลุกขึ้นมาใหม่ ล้มลุกคลุกคลานไปเรื่อย เมื่อลงบันไดไปก็เจอกับสายฝนกระหน่ำอีก นางพยายามตะโกนเรียกหายอด เขาก็ไม่หันกลับมาเลยสักครั้ง เด็กหญิงกลั้นใจวิ่งสุดฝีเท้าพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไปขวางทางม้าของเขาไว้ และนั่นทำให้ยอดชะงักได้ทันก่อนที่ม้าจะเหยียบนาง
“เจ้าตัวเล็ก...” เพราะช้องนางเอาแต่หลับตาด้วยกลัวตอนม้าจะเหยียบ นางจึงไม่รับรู้อะไรอีก กระทั่งสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่ไหล่ทั้งสองข้างของตน จึงลืมตาขึ้นมา ท่ามกลางสายฝนนั้น เห็นใบหน้าพี่ยอดที่เศร้าโศกได้ชัดเจน “มาขวางทางเช่นนี้ จะถูกม้าย่ำเอา ไม่รู้หรือเจ้า”
“พี่ยอด พี่ยอดเจ้าขา...” นางร้องไห้ฟูมฟาย “พี่ยอดอย่าทิ้งข้า ให้ข้าไปด้วยนะเจ้าคะ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ ไม่มีพี่บานชื่นแล้วข้าก็อยู่ที่นี่ไม่ได้แน่ๆ ให้ข้าไปด้วยนะเจ้าคะ พี่ยอด ฮือ อย่าทิ้งข้าไปแบบนี้”
ยอดไม่ได้พูดอะไรอีก เขาดึงนางมากอด ช้องนางรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากกายเขา พี่ยอดกำลังร้องไห้
“พี่จะพาแม่รักเร่ไปส่งที่เรือนในอโยธยาก่อน แล้วพี่จะกลับมารับเจ้าทีหลัง” เขาถอดแหวนให้วงหนึ่ง มันเป็นแหวนทองที่สลักบางอย่างไว้บนหัวแหวนนั่น ช้องนางไม่รู้หนังสือ นางอ่านไม่ออก “อาจจะหลายวันหน่อย เพราะต้องทำธุระให้เรียบร้อยก่อน”
“แต่หากเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นแหวนประจำตัวที่หลวงให้พี่ มันบอกทั้งนามและตำแหน่ง เจ้าเอาไปแสดงตัวกับทางการของอโยธยาได้ เขาจะพาเจ้าไปที่เรือนของพี่ในอโยธยาเอง”
เพราะนิ้วเด็กหญิงยังเล็ก เขาจึงสวมให้ที่นิ้วหัวแม่มือ ก่อนจะลูบหัวนางอีกครั้ง
“ข้าจะรอ ข้าจะรอเจ้าค่ะ” นางมองแหวนบนนิ้วตัวเองแล้วเลื่อนไปมองหน้าเขา ก่อนจะยื่นมือไปแต่ห่อผ้าที่เขามัดติดไว้กับร่างตน “หลานข้า...ชื่อรักเร่หรือเจ้าคะ ข้ายังไม่ได้ยินใครเรียกชื่อนี้เลยเจ้าค่ะ”
“ใช่ นี่คือแม่รักเร่ พี่เป็นคนตั้งให้เอง” ฝนเริ่มหนักขึ้น และยอดที่ลูบห่อผ้าเบาๆ กลัวลูกสาวจะเปียก นางยังเป็นทารก ตอนนี้ต้องเอาไปไว้ที่ปลอดภัย “รักที่เกิดจากการลวงเล่ห์ จึงเป็นรักเร่ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นลูก ก็เลย...รัก”
พูดไปก็แสนจะกล้ำกลืน ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วโดดขึ้นม้า เขามองช้องนางเป็นครั้งสุดท้าย...ในชีวิต
“พี่สัญญา พี่จะกลับมารับเจ้าด้วยตนเอง”
และนั่นคือคำพูดสุดท้ายในชีวิต และภาพเขาภาพสุดท้ายในชีวิต ที่ช้องนางเห็น นางยืนมองยอดวิ่งม้าจนหายลับไปกับตา และไม่เคยเห็นยอดกลับมาอีกเลย...
ล่วงเลยไปสิบปี ช้องนางที่อายุเกือบยี่สิบ ก็ได้ถวายตัวเข้าเป็นข้าหลวงตำหนักกลาง แห่งฝ่ายในอโยธยา และได้เข้าสังกัดตำหนักพระชายากัลยาในภายหลัง ก่อนจะได้เป็นเพื่อนกับแม่นกยูง