ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาคุณหมอหนุ่มทั้งสองเดินกลับไปยังมุมโปรดของพวกเขาพร้อมด้วยจานอาหารในมือ ของคุณหมอธามคือสปาเก็ตตี้ ส่วนคุณหมอคริสต์คือผัดไทยกุ้งสดตัวโตๆ ที่เขาชอบทานมากเป็นพิเศษนั่นเอง
“เอาหน่อยไหมหมอ”
อาคิราห์ยังมีแก่ใจชวนหมอติณห์ ในขณะที่หมอธามเริ่มไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วครับ หมอหิว พอก้นแตะเก้าอี้ได้เท่านั้นหมอก็จัดการส่งสปาเก็ตตี้เข้าปากกันเลยทีเดียวเชียว
“ตามสบายครับ ขอบคุณมาก เอ้าหมอธามใจเย็นๆ ครับเดี๋ยวเส้นติดคอ ฮ่าๆๆ ท่าทางหมอจะหิวจริงอย่างนี้ผมว่าหมอหาคนทำกับข้าวที่บ้านสักคนดีไหม ก่อนออกมาทำงานหมอจะได้ทานข้าวเช้า”
“เหอะๆๆ โน้ว!”
คุณหมอธามสวนทันควันทั้งที่ยังไม่กลืนเส้นสปาเก็ตตี้ลงท้องด้วยซ้ำ คำแนะนำของหมอติณห์ทำเอาเขาแทบสำลัก สปาเก็ตตี้ตาย พอกลืนลงคอได้ต้องรีบยกน้ำดื่มตามแทบ ไม่ทัน ก่อนส่งคำใหม่เข้าปากตามไปอีก ก็บอกแล้วว่าเวลานี้เขาสามารถกินช้างได้หมดทั้งตัว
“หมอๆ ผมว่าหมอใจเย็นๆ ก็ได้ ผมไม่แย่ง ของผมมีเยอะครับ”
หมอคริสต์ขำท่าทางของหมอธามแล้วอดแซวไม่ได้
“ถ้าคุณกินช้า ผมจะแย่งกุ้งตัวโตๆ ในจานคุณแน่ๆ หมอคริสต์” คนหิวมากขู่กลับ
“อ้าวเวร!”
เดือดร้อนอาคิราห์ต้องเลื่อนจานหนีนิดหนึ่ง ก่อนหมอจะเริ่มต้นกินกุ้งก่อนเลย เพราะกลัวหมอธามแย่งของโปรด แล้วสามคนก็หัวเราะกันอีก เวลาทำงานมันเครียดและจริงจังเพราะมันคือนาทีชีวิตของคนไข้ที่เขาฝากไว้ในกำมือหมอ พอนอกเวลางานสามคุณหมอหนุ่มหล่อก็อยากผ่อนคลายบ้าง
“อืม! เรี่องที่ผมชวนว่าไง คุณสองคนโอเคไหม”
หมอติณท์เอ่ยทวงถามคำตอบเรื่องที่เขาชวน สองคุณหมอหนุ่มให้ไปนั่งดื่มผ่อนคลายด้วยกัน
“หมอคริสต์คุณว่างไหม” หมอธามถาม
อาคิราห์กลืนผัดไทยลงคอก่อนตอบ
“วันนี้ผมต้องกลับบ้านหน่อย ไม่รู้มีอะไรหรือเปล่า พี่ชายโทรมาตามตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ”
ปกติอาคิราห์ไม่ค่อยได้กลับไปพักที่บ้านใหญ่เท่าเท่าไรนัก เมื่อหลายปีมาแล้วเขาซื้อบ้านเดี่ยวบรรยากาศดีที่ทางธนาคารประกาศขายเอาไว้ และบ้านหลังนี้ก็อยู่ใกล้โรงพยาบาลมากกว่าบ้านหลังใหญ่ของพี่ชายต่างบิดา
“ว้าเสียดาย บ่ายนี้ผมว่าง”
คุณหมอติณห์โอดครวญอย่างเสียดายที่เวลาของพวกเขาไม่ค่อยตรงกัน
“ผมมีนัดคนไข้ที่คลินิก คิวยาวเหยียด กว่าจะหมดคนผมคงหมดแรงจะขับรถไปผับล่ะหมอ”
“งั้นเอาไว้โอกาสหน้าเราค่อยนัดกันใหม่ ทีนี้จะบอกล่วงหน้า”
“โอเคครับตามนั้น เดี๋ยวผมขอตัวเลยนะว่าจะแวะไปงีบที่บ้านนี้ก่อนเย็นๆ ค่อยไปบ้านใหญ่”
อาคิราห์บอกเมื่อส่งผัดไทยคำสุดท้ายเข้าปากเคี้ยวกลืนก่อนส่งน้ำเปล่าเย็นๆ ตามไปและวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะเรียบร้อย พร้อมด้วยการยกนาฬิกาข้อมือเรือนสวยขึ้นดูเวลา เพราะว่าวันนี้เขามีเคสผ่าตัดยาวมาตั้งแต่ตอนตีห้า ได้พักหายใจไม่ถึงสิบนาทีก็ต้องลงตรวจคนไข้ที่วอร์ด จากนั้นมีเคสผ่าตัดเข้ามาเรื่อยๆ และล่วงเลยเวลามาจนเกือบจะบ่ายสองครึ่ง
สามหมอแยกย้ายโดยหมอธามและหมอติณห์กลับไปที่แผนกของตัวเอง ส่วนอาคิราห์แยกมาที่ลานจอดรถหลังโรงพยาบาล
หนึ่งทุ่มตรงคือเวลาอาหารของบ้านกุลบดินทร เสียงรถเบนซ์คันหรูวิ่งเข้ามาภายในอาณาบริเวณของบ้านหรูก่อนที่จะจอดนิ่งอยู่ตรงมุกหน้าบ้านพร้อมด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบหายไป คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารรอไม่นานก็มองเห็นร่างสูงๆ ของน้องชายเดินตรงเข้ามาหา
“สวัสดีครับพี่โชค”
อาคิราห์ที่เป็นคนเอ่ยทัก เจ้าของบ้านส่งยิ้มมาให้
“กองไว้ตรงนั้น”
“หืม! เป็นอะไรไปครับพี่ ใครทำอะไรให้ไม่พอใจ”
“ก็นายไง อย่ามาพูดดีเลยคริสต์ นี่ตกลงว่านายงานยุ่งหรือติดสาวกันแน่วะ นี่ไม่ได้เข้ามานอนที่บ้านนานเป็นเดือนแล้วนะโว้ย รู้ตัวบ้างหรือเปล่า” คนเป็นพี่ชายโวยวาย
ส่วนน้องชายไหวไหล่แรงๆ ก่อนนั่งประจำที่ของตัวเองที่เขาเคยนั่งประจำเมื่อมาทานข้าวร่วมกับครอบครัวของพี่ชายต่างบิดา
“ไม่ได้ติดสาวหรอกครับ ส่วนงานก็ยุ่งเป็นเรื่องธรรมดาของหมอ แต่ที่ไม่ค่อยกลับมาเพราะผมพักที่บ้านโน้นก็สะดวกดีครับ เดินทางไปมาใกล้โรงพยาบาลมากกว่า”
“อืม! ไม่ใช่ว่านายมีใครแอบซ่อนไว้ที่บ้านโน้นแล้วหรอกนะคริสต์”
“ไม่มีครับ แล้วนี่พี่นุชไปไหนครับ ไม่อยู่เหรอ”
“อยู่ในครัว เดี๋ยวคงออกมาแล้ว ว่าแต่นายอยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าฉันจะได้สั่งเขาทำให้”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยังไงก็ได้ ทานได้หมดไม่มีปัญหาหรอก”
“งั้น จะขึ้นไปอาบน้ำก่อนไหม เพิ่งมาจากโรงพยาบาลหรือเปล่านายดูเพลียๆ”
“เปล่ามาจากบ้าน พอดีช่วงบ่ายแก่ๆ หมดเคสแล้วก็เลยกลับมานอนเอาแรงที่บ้าน เมื่อเช้ามีเคสผ่าตัดตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ นอนไม่อยากจะตื่นก็เลยยังดูงงๆ มั้ง”
พูดแล้วเจ้าตัวก็ปิดปากหาว ยังไม่มีใครได้พูดอะไรกันต่อเสียงแจ้วๆ ก็ดังออกมาจากทางห้องครัว
“น้านุชคะ พรุ่งนี้น้านุชจะไปสตูดิโอกับอริสด้วยหรือเปล่าคะ”
สาวน้อยหุ่นน่าฟัดในสายตาของคุณหมอหนุ่มกำลังเดินคุยกันมากับพี่สะใภ้ของเขานั่นเอง