เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากห้องนั่งเล่น ทำให้ธีร์ชะงักก่อนจะหันไปมอง แล้วก็ต้องเบ้ปากทันทีเมื่อเห็นภาพที่คุ้นตา พ่อกับแม่ของเขานั่งเบียดกันอยู่บนโซฟา หัวเราะกันเหมือนโลกนี้มีแค่สองคน
"แม่จ๋า มานั่งตักพ่อหน่อยเร็ว~"
"โอ๊ยพ่อ! ลูกยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้นะ!" แม่ตีแขนพ่อเบาๆ แต่ก็ยังยิ้มแก้มปริ
"มองก็ช่างมันสิ ลูกมันต้องชินได้แล้ว เพราะพ่ออยากรักแม่ตลอดเวลา" พ่อพูดหน้าตาเฉย แถมยังโอบเอวแม่ไว้แน่น ทั้งยังหอมแก้มฟอดใหญ่เสียงดังจนแม่หัวเราะคิกคักเข้าไปอีก
"โอ๊ยย พอเลยพ่อ!" ธีร์กลอกตาแทบจะทันทีที่ได้ยินพ่อพูดอะไรหวานๆใส่แม่ ทำไมจะต้องมาโชว์ความคลั่งรักต่อหน้าลูกชายกันด้วยเนี่ย!
หมวยเขินจนหน้าแดง ยกมือทุบอกพ่อแก้เขิน แต่เจ้าตัวกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังยักคิ้วอย่างภาคภูมิใจ
“หึๆๆ ก็ช่วยไม่ได้นี่ คนมันคลั่งรัก” พูดจบก็หอมแก้มหมวยอีกฟอด
ธีร์เบ้ปากพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้าม พูดเสียงเอือมสุดขีด “ให้ตายเถอะ ทำอย่างกับอยู่กันแค่สองคน”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเอ็งล่ะ ไอ้ลูกชาย?” พ่อของธีร์หันขวับมามองเขา เอียงคอพลางยิ้มกวนๆก่อนจะเปรยขึ้นลอยๆ
“แต่บางทีพ่อก็สงสัยนะ ทำไมลูกพ่อถึงได้แห้งแล้งขนาดนี้วะ เล่นกับน้องสาวข้างบ้านมาตั้งแต่เด็ก แต่ยังทำได้แค่มองเขา”
ธีร์ที่กำลังนั่งเอกเขนกถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ยังตีหน้าตาย
“เกี่ยวอะไรกับข้าวหอมล่ะ”
“หื้มมม…” พ่อทำเสียงลากยาว จ้องลูกชายตาเป็นประกายขบขันเต็มที่ “หรือว่าอิจฉา?”
“อิจฉาอะไร?” ธีร์ขมวดคิ้ว ทำหน้าสงสัยสุดฤทธิ์ ทั้งที่ลึกๆแล้วเริ่มรู้สึกว่าประโยคต่อไปของพ่อมันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
และแน่นอน… พ่อของเขาไม่ทำให้ผิดหวัง
“ก็อิจฉาพ่อไงล่ะ” พ่อพูดหน้าตายเหมือนกำลังถกเรื่องการเมือง “พ่อกอดแม่ได้ หอมแม่ได้ แสดงความรักต่อหน้าลูกชายได้เต็มที่ แต่ลูกชายพ่อ…” เขาหยุดพูดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากแล้วตอกย้ำอย่างเจ็บแสบ “ทำได้แค่มอง…”
“...”
ธีร์รู้สึกเหมือนโดนชกเข้าเต็มอก สมองดับวูบไปชั่วขณะก่อนรีบเสมองไปทางอื่น มือยกขึ้นเสยผมคลายความอึดอัดที่จู่ๆก็จู่โจมเข้าใส่
“นี่พ่อ! เลิกยุ่งเรื่องของผมสักทีได้ไหม”
พ่อหัวเราะหึๆอย่างเจ้าเล่ห์ พอได้แกล้งลูกชายสมใจแล้วก็หันไปหยอดคำหวานกับแม่ต่อ ทิ้งให้ธีร์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น พลางขบกรามแน่นอย่างอดกลั้น
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
"โอเคๆ พอแกล้งลูกแล้วก็ได้เวลาข่าวดี" แม่ของธีร์พูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม
ธีร์ที่กำลังทำหน้าเซ็ง แอบถอนหายใจโล่งอกที่รอดจากการถูกพ่อแซวแล้ว
"เมื่อกี้แม่เพิ่งคุยกับพ่อแม่ของข้าวหอมมา เขาฝากขอบคุณที่ลูกจะช่วยรับส่งน้องไปเรียน แล้วก็อยากชวนลูกไปกินข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทน"
คำพูดนั้นทำให้ธีร์ที่แสร้งทำเป็นไม่สนใจอยู่ถึงกับชะงัก แต่เขาต้องรีบตั้งสติ ตีหน้าเรียบเฉยไว้ก่อนที่จะหลุดอาการออกมาให้พ่อแม่จับได้
"อืม..." เสียงตอบรับในลำคอของเขาฟังดูเฉยชาแบบสุดๆ แต่ถ้ามีใครมาวางมือบนอกตอนนี้ล่ะก็ คงสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นตึกตักจนแทบกระเด้งออกมาข้างนอก
แน่นอนว่าเขาไปบ้านนั้นบ่อยอยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้ใช้เวลากับข้าวหอมมากขึ้น มันก็เหมือนเป็นของขวัญที่เขาแอบหวังมาตลอด
"ทำเป็นเล่นตัว" พ่อแซวเสียงยานคาง ขยับตัวพิงโซฟาอย่างรู้ทัน "ในใจนี่คงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ล่ะสิ"
ธีร์เด้งตัวลุกขึ้นยืนแทบจะทันที "ขี้คร้านจะเถียงกับพ่อ ผมขึ้นห้องล่ะ"
"เอ้า! ไปแล้วเหรอ?" พ่อร้องตามหลัง แต่ยังไม่วายส่งคำพูดแสบๆ คันๆตามมาอีกระลอก "อ๋อ หรือจะขึ้นไปคิดแผนว่าพรุ่งนี้จะแกล้งน้องสาวยังไงให้เนียนที่สุด?"
ฝีเท้าของธีร์ที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดถึงกับหยุดกึกไปเสี้ยววินาที แต่เขาไม่หันไปตอบอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้เสียงหัวเราะของพ่อแม่ดังไล่หลังไปแทน
...แต่ก็ใช่ พ่อพูดถูกทุกอย่างนั่นแหละ!
หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ธีร์ก็เดินออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังบ้านข้างๆตามความเคยชิน ประตูรั้วเปิดแง้มรออยู่แล้ว เขาจึงก้าวเข้าไปโดยไม่ลังเล บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นและคุ้นเคยเหมือนทุกครั้ง แสงไฟจากในบ้านส่องสว่าง ขับให้ตัวบ้านดูน่าอยู่และเป็นกันเอง
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหาร สายตาก็ปะทะเข้ากับพ่อของข้าวหอมที่นั่งเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มือหนึ่งไถโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์ ส่วนแม่ของข้าวหอมยังคงวุ่นอยู่กับการจัดจานและวางอาหารลงบนโต๊ะด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ทุกอย่างดูเป็นภาพที่เขาเห็นมานับไม่ถ้วน แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมอ
“เจ้าธีร์มาแล้วเหรอ มาๆ มานั่งเลย” พ่อของข้าวหอมละสายตาจากโทรศัพท์ พร้อมกับตบที่เบาะเก้าอี้ข้างตัว
“สวัสดีครับลุง สวัสดีครับป้า” ธีร์ยกมือไหว้อย่างสุภาพ แม้จะไม่ได้มีพิธีรีตรองมากนักเพราะสนิทสนมกับครอบครัวนี้มานาน
แม่ของข้าวหอมยิ้มกว้าง ขณะจัดสำรับอาหาร “โอ๊ย ไม่ต้องไหว้เยอะลูก นั่งเลยๆ กินข้าวด้วยกันบ่อยจนเป็นลูกบ้านนี้ไปแล้ว กันเองทั้งนั้น”
ธีร์ยิ้มรับก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง “ขอบคุณครับป้า”
พ่อของข้าวหอมวางโทรศัพท์ลง หันมามองเขาด้วยสายตาอบอุ่น “ขอบใจมากนะธีร์ ที่ช่วยดูแลข้าวหอมให้ลุง”
“ใช่จ้ะ” แม่ของข้าวหอมเสริม “ข้าวหอมน้องมันขี้ลืม แถมบางทีเหม่อลอยจนป้ากลัวว่าจะเดินหลงไปไหน พอได้ธีร์ช่วยรับส่งก็สบายใจไปเปราะนึง”
ธีร์ยกยิ้มบางๆ พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด “ไม่เป็นไรเลยครับป้า ผมเต็มใจ”
“หื้ม?” พ่อของข้าวหอมเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกเหมือนเจออะไรน่าสนใจ “เต็มใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
คำถามนั้นทำให้ธีร์ชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “หมายถึงพี่ชายที่เต็มใจช่วยดูแลน้องสาวน่ะครับ”
พ่อของข้าวหอมไม่พูดอะไรต่อ แต่สายตาของเขากลับบอกทุกอย่าง เป็นสายตาของคนที่ ‘มองออก’
ธีร์พยายามไม่แสดงอาการอะไรออกมา ทั้งที่ในใจเริ่มร้อนรนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยคิดว่าความรู้สึกที่เก็บไว้มันจะถูกจับได้ง่ายขนาดนี้ พ่อของข้าวหอมรู้เหรอ? หรือแค่แซวไปเรื่อย? แล้วถ้ารู้จริงๆล่ะ… พวกเขาจะโอเคกับเรื่องนี้ไหม?
เขาต้องทำตัวให้เป็นปกติ ห้ามหลุดพิรุธเด็ดขาด
“ธีร์” เสียงแม่ของข้าวหอมดังขึ้น เรียกให้เขาหลุดจากภวังค์ “หนูช่วยขึ้นไปเรียกข้าวหอมให้ป้าหน่อยสิ บอกน้องมันให้ลงมากินข้าวได้แล้ว”
ธีร์รีบพยักหน้ารับ “ได้ครับป้า” แล้วลุกขึ้นทันที
ธีร์พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แม้ในใจจะแอบพองโตอย่างห้ามไม่ได้ การถูกขอให้ไปเรียกข้าวหอม มันเป็นเรื่องเล็กๆที่ไม่น่าจะมีอะไรพิเศษ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างประหลาด