ตอนที่ 6 น้ำตาลปั้นรูปท่านแม่

1517 คำ
หลังจากที่ออกมาจากจวนตระกูลฉินแล้ว เหวินเจียวเมิ่งก็ไม่ได้กลับจวนบ้านเดิมตัวเอง เพราะว่าในยุคนี้ผู้หญิงที่แต่งงานออกไปก็เหมือนกับน้ำที่ถูกสาดทิ้งไปแล้ว หากว่ากลับไปก็จะเป็นข้อครหานินทาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเสียเปล่า อีกอย่างในมือก็ยังมีสินเดิมกับเงินอีกจำนวนหนึ่งคิดว่าหากขยันทำมาหากินนางกับลูกชาตินี้ก็คงไม่อดตาย เมืองหลวงแคว้นสุ่ยนั้นยิ่งใหญ่นัก เมื่อออกมาข้างนอกจวน เหวินเจียวเมิ่งเห็นว่ามีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ร้านรวงเปิดเต็มพื้นที่ไปหมด ดูท่าทางแล้วก็เจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อย หากว่านางคิดทำการค้าอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้วละก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ในเมื่อกลุ่มผู้ซื้อมีมากมายถึงเพียงนี้และดูท่าทางก็ออกจะร่ำรวยเสียด้วย เหวินเจียวเมิ่งพาลูกชายเดินตามทางไปโรงเตี๊ยมก่อน เพื่อที่จะพักสักสองสามคืนแล้วจะทำอะไรต่อค่อยคิดอีกที โชคดีที่จวนของสามีเก่าอยู่ไม่ไกลจากตลาดมาก ระหว่างทางนางจึงได้มองหาลู่ทางทำการค้าไปด้วย ยิ่งเห็นข้าวของมากมายก็ยิ่งตื่นเต้นความคิดดี ๆ แล่นเข้ามาในหัวเต็มไปหมด ไหน ๆ ก็ออกมาแล้ว ฉินอวี้เฉินเองก็เพิ่งเคยออกจากบ้านครั้งแรก นางจึงมีความคิดที่จะพาลูกเดินเล่นเปิดหูเปิดตาที่ตลาดดูก่อน ลูกชายไม่เคยออกมาด้านนอกพอเห็นของกินของเล่นก็อยากได้นั่นอยากได้นี่ตามประสาเด็ก ๆ ในความทรงจำของเหวินเจียวเมิ่งนั้นลูกชายอยู่ที่จวนของบิดาแทบจะไม่ได้กินอาหารดี ๆ เลย อาหารส่วนใหญ่ก็มาจากที่เหลือจากสำรับของผู้อื่นทั้งนั้น วันนี้จึงให้เขาเที่ยวเล่นให้เต็มที่ ไม่ว่าเขาจะอยากินอะไรนางก็จะซื้อให้กินทั้งหมด "ท่านแม่ ตรงนั้นที่เสียบไม้อยู่หลาย ๆ อันคืออะไรหรือขอรับ" ฉินอวี้เฉินถามพลางชี้มือไปที่ชายชราคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งเทน้ำตาลเคี่ยวลงบนแผ่นเหล็ก "นั่นเรียกว่าขนมน้ำตาลปั้น อวี้เฉินอยากได้หรือ" เหวินเจียวเมิ่งถามลูกชายอย่างเอ็นดู เด็กชายทำท่าทางครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะถามออกมาอีกว่า "อร่อยหรือไม่ขอรับ ท่านแม่เคยทานหรือไม่" "เคยสิ อร่อยที่สุดเลย หากว่าเจ้าอยากได้แม่จะซื้อให้" "อยากได้ขอรับ" ฉินอวี้ฉินตอบด้วยเสียงสดใส เขาดีใจมากที่จะได้กินขนมที่ไม่เคยกินมาก่อน "ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ" นางพูดจบก็จูงมือลูกชายไปที่ร้านขายน้ำตาลปั้นร้านนั้น เมื่อถึงหน้าร้านเด็กชายก็ยืนพิจารณาอยู่นานว่าจะเลือกน้ำตาลปั้นอันไหนดี มีทั้งที่เป็นรูปกระต่าย รูปกระรอก รูปมังกร และอื่น ๆ อีกมากมายแต่ว่าก็ไม่ถูกใจฉินอวี้เฉินสักอัน "หนุ่มน้อย อยากได้รูปอะไรล่ะ เดี๋ยวลุงจะปั้นให้" ท่านลุงขายน้ำตาลปั้นเอ่ยถามอย่างใจดี เด็ก ๆ ส่วนใหญ่เห็นน้ำตาลปั้นของเขาก็มักจะชี้นิ้วเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทว่าเด็กคนนี้กลับยืนมองและครุ่นคิดอยู่นานจนเขาต้องเอ่ยถาม "ท่านลุงปั้นได้ทุกอย่างจริงหรือขอรับ" ฉินอวี้เฉินไม่ได้ตอบว่าอยากได้น้ำตาลรูปอะไร แต่กลับมีคำถามถามขึ้นมา ลุงขายน้ำตาลปั้นยิ้มให้เขาอย่างใจดีก่อนจะตอบกลับว่า “ย่อมได้อยู่แล้ว หากหนุ่มน้อยอยากได้รูปอะไรลุงปั้นให้ได้ทั้งหมดเลย” "ข้าอยากได้รูปท่านแม่ขอรับ" ฉินอวี้เฉินตอบด้วยความจริง เขาไม่ต้องการสิ่งใดทั้งนั้นยกเว้นท่านแม่ของตน คำตอบของเด็กน้อยทำให้ทั้งเหวินเจียวเมิ่งและลุงขายน้ำตาลปั้นถึงกับหลุดหัวเราะออกมา หญิงสาวลูบศีรษะของลูกน้อยเบา ๆ ก่อนจะถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เจ้าจะอยากได้รูปแม่ไปทำไมกัน มีอันอื่นที่น่าอร่อยกว่าตั้งมากมาย" "ข้าจะไม่กินขอรับ ข้าจะเก็บเอาไว้" เด็กน้อยไร้เดียงสาไม่รู้เลยว่าน้ำตาลปั้นอีกไม่นานก็ละลายแล้ว หากรู้ว่าท่านแม่ของเขาจะหายไปไม่รู้ว่าจะร้องไห้เอาแต่ใจแค่ไหน "เอาเถอะ ข้าจะปั้นรูปท่านแม่ของเจ้าให้ก็แล้วกัน" ลุงขายน้ำตาลปั้นได้ฟังความปรารถนาของเด็กน้อยแล้วก็ลงมือปั้นน้ำตาลรูปท่านแม่ให้เขาทันที หลังจากได้น้ำตาลปั้นรูปท่านแม่แล้วฉินอวี้เฉินก็ถืออย่างภาคภูมิใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ลูกชายบอกว่าจะไม่กินน้ำตาลปั้นร้านนี้ เหวินเจียวเมิ่งจึงซื้อให้อีกอันหนึ่งเพื่อให้เขาได้ลิ้มรสความอร่อยของมัน จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินตลาดต่อได้ของกินมาเต็มไม้เต็มมือเลยทีเดียว เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมเหวินเจียวเมิ่งก็เช่าห้องพักเป็นเวลาสามวัน เนื่องจากตอนนี้ยังหาที่พักที่เป็นหลักแหล่งไม่ได้จึงคิดว่าจะพักที่โรงเตี๊ยมไปสักระยะก่อน ระหว่างนี้นางก็จะคอยดูว่ามีบ้านหรือว่าอาคารร้านค้าประกาศขายบ้างหรือไม่ หากว่าหาซื้อได้แล้วก็จะย้ายไปทันที ห้องที่เลือกพักก็เป็นห้องที่ไม่ใหญ่มากพอให้นอนได้สองคนแม่ลูก ช่วงนี้นางยังไม่อยากเสียเงินค่าที่พักมากนัก ยังต้องเก็บเงินไว้ลงทุนอีก เมื่อจัดการเรื่องห้องพักเสร็จแล้ว เหวินเจียวเมิ่งก็ตั้งใจว่าจะพาเขาลงไปทานอาหารที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมในอีกสักครู่ "ท่านแม่ พวกเราจะอยู่ที่นี่อีกนานหรือไม่ขอรับ หลังจากนี้ท่านแม่จะพาข้าไปที่ใด" เป็นธรรมดาของเด็กที่ไม่เคยออกจากบ้าน เขาไม่รู้เลยว่าต่อจากนี้ไปเขาจะต้องไปอยู่ที่ไหนจะมีบ้านหรือไม่ แม้จะรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้าง สิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาได้ในตอนนี้ก็คือท่านแม่ของเขาเท่านั้น "พวกเราจะอยู่ที่นี่กันไปสักระยะก่อน ตอนนี้แม่กำลังมองหาบ้านอยู่ คิดว่าคงอีกไม่นาน พอได้บ้านแล้วแม่ก็จะพาอวี้เฉินย้ายไปอยู่ที่บ้านเราดีหรือไม่" "ดีขอรับ ข้าเองก็ช่วยท่านแม่หาบ้านด้วย" เหวินเจียวเมิ่งขยี้ผมของเขาอย่างเอ็นดูแล้วจูงมือเขาเดินออกมาจากห้อง "ไปทานข้าวเย็นกันเถอะ ได้เวลาแล้ว" “ขอรับ” เมื่อลงมาถึงข้างล่างนางก็สั่งอาหารสองสามอย่างแล้วทานกับลูกชายด้วยความอร่อย ฉินอวี้เฉินมีความสุขมาก เขาพูดถึงเรื่องวันนี้ไม่หยุด หญิงสาวเห็นลูกชายมีความสุขนางก็มีความสุขเช่นกัน ดีที่เขาไม่กังวลและอยากกลับจวน ไม่อย่างนั้นนางก็คงไม่รู้จะบอกเขาอย่างไรเช่นกัน "ท่านแม่ทานเยอะ ๆ นะขอรับ เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราต้องไปหาบ้านกันอีก หากทานน้อยประเดี๋ยวจะไม่มีแรงเดิน" ฉินอวี้เฉินพูดพร้อมกับคีบเนื้อจากจานใส่ในถ้วยข้าวของแม่ "ขอบใจเจ้ามาก เจ้าเองก็ต้องทานเยอะ ๆ เหมือนกันนะ เพราะพรุ่งนี้ยังไงก็ต้องไปเดินกับแม่ด้วย" เหวินเจียวเมิ่งบอกพลางคีบเนื้อใส่ถ้วยข้าวของเขาไปสองชิ้น "ขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะเดินเป็นเพื่อนท่านแม่ทั้งวันเลย" ฉินอวี้เฉินรีบพุ้ยข้าวเข้าปาก เขาทั้งทานอาหารทั้งพูดไปด้วย ดวงตาเล็ก ๆ เปล่งประกายเต็มไปด้วยความสุข นี่เป็นอาหารมื้อใหญ่มื้อแรกของทั้งสองจึงทานอาหารกันอย่างพอใจ น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมคงไม่เคยมีความสุขเหมือนตอนนี้ ไม่ได้เห็นลูกชายทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ในใจจึงระลึกถึงเจ้าของร่างเดิมแล้วบอกกันนางว่า 'ข้าจะดูแลบุตรชายของเจ้าให้เอง อย่าได้กังวลเลย' ระหว่างที่ทานข้าวอยู่ที่โรงเตี๊ยมสายตาของเหวินเจียวเมิ่งเห็นว่าด้านหน้ามีร้านหลายร้านเป็นอาคารสองถึงสามชั้นถูกปิดเอาไว้ นางคิดว่าย่านนี้ทำเลดีไม่น้อย เพราะอยู่ในตลาดพอดี ผู้คนเข้าถึงจึงคิดที่จะซื้ออาคารเหล่านี้สักหลัง เอาไว้ทำการค้าอะไรสักอย่างเพื่อเลี้ยงตัวเองกับลูกชาย แต่ว่าตอนนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม