ตอนที่ 19 : ความหลัง

2464 คำ
เสียงฝีเท้าย่องเหยียบใบไม้แห้งดังแกรกกราก ลมพัดหวีดหวิว สุมทุมพุ่มไม้เอนไหวไปทั่วบริเวณ เสียงใบไม้สีกันคล้ายเสียงครวญครางของผีสาง บรรยากาศมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากไฟฉายแรงสูงกระบอกเดียวที่ส่องอยู่ ลำแสงตัดกับความมืดส่องสะท้อนสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ให้เปิดเผยออกมา ป่าช้าเก่าแห่งนี้ ปัจจุบันถูกปล่อยร้าง หญ้าขึ้นรก ดอกไม้มาลัยแห้งเหี่ยว ธูปเทียนหัก เศษซากเจดีย์ใส่กระดูกแตกหัก บ้างล้มกองกับพื้น บ่งบอกว่าญาติผู้เสียชีวิตไม่เคยมาเหลียวแลหรือทำบุญให้เลย นี่แหละหนา ... เมื่อตอนมีชีวิตหากไม่ทำบุญกุศลด้วยตนเองแล้วล่ะก็ จะมาหวังตอนตายให้ลูกหลานทำบุญให้ก็คงยาก แสงไฟในมือกวาดส่องไปทั่วบริเวณ เขาพลันเหลือบไปเห็นป้ายหน้าเจดีย์ใส่กระดูกซึ่งมีชื่อคนตายบนนั้น รอยยิ้มปรากฎบนสีหน้าเขาทันที ต้องเป็นยายคนนี้แน่นอนที่หลานโทรเข้ามาในรายการ แล้วบอกว่ายายมาเข้าฝัน ว่าอยากกินบัวลอย ลมพัดแรงขึ้น หอบกลิ่นฝนมากระทบฆานประสาท ฝนคงใกล้ตกในไม่ช้า เขาต้องรีบแข่งกับเวลาก่อนที่หยาดฝนเม็ดแรกจะตกลงมา และทุกอย่างจะไม่ทันการ และก่อนที่เขาจะปราดเข้าไปถึงหน้าเจดีย์กระดูก ... ทันใดนั้น "เชี่ยย ... เหยียบตีนกู" กู๊ดโวยวายขึ้น กระโดดเหยง รีบชักเท้าออกมา "ไอ้เดย์ มึงเดินดีๆ สิวะ" เขาหันไปด่าเดย์ที่กำลังถือกล้องตัวสั่น "ออ ... ขอโทษทีไม่ใช่เดย์หรอก ผมเองที่เหยียบตีนคุณ มันมืดนี่หว่า มองอะไรไม่เห็นเลย" อาจารย์พีระเอ่ยขึ้น "แม่ง ... จารย์เดินดี ๆ ดิวะ " กู๊ดสบถ "ถ้าคุณมึงจะสบถดังขนาดนี้ ไม่ต้องเรียกกูว่าอาจารย์ก็ได้ครับไอ้คุณกู๊ด" กู๊ดหน้านิ่วส่ายหัว ตั้งแต่อาจารย์พีระเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมงานช่อง Afterlife ทำให้ยอดวิวพุ่งกระฉูด จากช่องที่หลายคนมองว่าขายหน้าตา ช่องเด็กเกรียนล่าผีไร้สาระ แต่พออาจารย์พีระเข้ามาก็กลายเป็นช่องที่คนดูและสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจมากขึ้น ดึงคนวัยผู้ใหญ่ให้มาติดตามได้ พร้อมตั้งคำถามว่าช่องแบบนี้ทำไมระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยถึงมาร่วมงานด้วย "ทำไมเราต้องมากันที่นี่ด้วย" เสียงสั่นเครือของเจดังขึ้น "เพื่อแฟนคลับไง ยอดวิวกระฉูดแน่ มีแต่คอมเม้นท์อยากให้มาที่นี่ เรามาทำตามคำขอร้องของน้องคนนั้นกันเถอะ ในเมื่อยายอยากกินบัวลอย ทางช่องของเราก็จะจัดให้ครับ" กู๊ดจัดการเทบัวลอยในถ้วย และวางไว้หน้าเจดีย์กระดูกของยาย "ไม่ต้องห่วง เรามีกูรูทางด้านเห็นผีมาด้วย รับรองเรียกไม่ผิดตัวแน่ เชิญอาจารย์เรียกยายมากินได้เลยครับ" อาจารย์พีระยิ้มเล็กน้อย "จัดไปคร๊าบบบ" จากนั้นหลับตาและตั้งจิตอธิษฐาน จันทร์เต็มดวงเวียนกลับมาอีกหน แม้ในความมืดยังมีแสงของดวงจันทร์ที่ส่องสะท้านพอให้เห็นเค้าลางแห่งการเคลื่อนไหว ร่างนั้นนั่งยองแผ่กระแสความมืดอยู่รอบกาย มือยาวผิดรูป เล็บแหลมยาวงุ้มกำลังควักจ้วง ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานอยู่ในภพแห่งอบาย แม้จะส่งเสียงเพียงใด รอบด้านก็ปราศจากการได้ยิน บางครั้งน้ำตาไหล แต่น้ำตานั้นกลับกลายเป็นน้ำกรดที่กรีดผิวบนใบหน้าจนเน่าแฟะ แสงสว่างที่ได้รับจากคนที่เปรียบเสมือนลูก ทำให้อิ่มเพียงครู่ แต่บาปหนาที่ได้กระทำ ยังส่งผลให้เขาได้รับทัณฑ์ทรมานนี้ ประหนึ่งชั่วกัปชั่วกัลป์ ร่างอสุภะหยาบช้าร้องโหยหวนเจียนขาดใจ ความแค้นที่สุมรุมในอกยิ่งทำให้เปลวไฟที่เผาร่างรุกกระหน่ำ ไอ้สารเลวที่มาในคราบนักบุญมันหลอกให้เขาต้องเลี้ยงลูกมันทั้งสองคนนานนับปี "กูรู้ ... กูรู้หมดแล้ว อีแพศยา" เขาตะโกนลั่นด้วยความบันดาลโทสะ ก่อนที่จะขาดสติลงมือทำร้ายเธอ ผู้อำนวยการที่เขาเคารพดั่งพี่ชายคนหนึ่ง ทรยศหักหลัง เอาความไว้ใจเชื่อใจของเขามาทำร้ายเขาเอง รวมถึงนังผู้หญิงร่าน พวกมันรวมหัวกันสวมเขา เขามาหลายปี แอบไปสมสู่กันจนมีลูกและกล่าวตู่ว่าเป็นลูกของเขา "คุณเป็นหมันนะครับ คุณมีภาวะโครโมโซมที่ผิดปกติ ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตอสุจิต่ำกว่าคนทั่วไป ในน้ำเชื้อของคุณมีปริมาณอสุจิน้อยกว่ามาตรฐาน ซ้ำยังไม่แข็งแรงรวมถึงพิการเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาของคุณเป็นในระดับโครโมโซม ซึ่งยากกว่าสาเหตุอื่นครับ" หมอประจำตัวของเขาอธิบายให้ฟัง วีระกิจเริ่มระแคะระคายหลายอย่างในตัวเมียรัก ตั้งแต่วันที่เธอคะยั้นคะยอให้เขาทำประกันชีวิต เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายอย่างก็เกิดขึ้นกับเขา คนเราแม้จะโง่แค่ไหนแต่ลางร้ายที่กำลังมาสู่ตน มักส่งสัญญาบางอย่างเสมอ เขาคล้ายคนโดนของ กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับกระวนกระวายใจ จนทำให้การทำงานเริ่มด้อยประสิทธิภาพลง ผู้อำนวยการเรียกเขามาตักเตือนอยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่เขาจะรู้ความจริงว่ามันนี่แหละเป็นชู้กับเมียเขา และเพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเอง เขาจึงถูกมอบหมายภาระจากผู้อำนวยการ ให้เป็นคนจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา รวมดูแลเรื่องงบประมาณปรับปรุงอาคาร ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้อำนวยการ แต่เมื่อถูกมอบหมายมาเช่นนี้ เขาก็จำต้องรับภาระนี้มา แต่สุดท้ายเขาก็ทำมันเละเทะ เอกสารเยอะเหลือเกิน รายละเอียดเยอะเกินไป ต้องไปติดต่อหน่วยงานราชการมากมาย สร้างความปวดหัวให้วีระกิจเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งช่วงนี้ที่เขาทะเลาะกับเมียเกือบทุกวัน เมื่อถูกบีบคั้นทุกวัน จนในที่สุดสาระภีเองที่เป็นคนสารภาพว่าลูกทั้งสองไม่ใช่ลูกที่เกิดจากเขา "ก็คุณเองที่ไร้น้ำยา ฉันไม่เคยมีความสุขแม้แต่ครั้งเดียวที่นอนกับคุณ" พูดจบเธอก็เก็บข้าวของออกไปจากบ้าน ก่อนออกไปเธอปรายหางตามาทางเขา "อาทิตย์หน้าฉันจะมารับลูกไปอยู่ด้วย" พูดเพียงเท่านี้เธอก็ออกจากบ้านไปอย่างไร้เยื่อใย เมื่อเขาขึ้นไปชั้นบน เขาเห็นลูกชายคนโตนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง ส่วนน้องคนเล็กนอนหลับอย่างไร้เดียงสาอยู่ข้าง ๆ เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เสียงทะเลาะของผู้ใหญ่ปลุกเด็กน้อยให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับน้ำตา วีระกิจลูบหัวลูกชายคนโต ความรักที่พ่อมีต่อลูกไม่ได้น้อยลงเลย แม้เขาจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้วก็ตาม สาเธอจะไปก็ไปเถอะ ถึงลูกจะไม่ใช่ลูกฉัน แต่ฉันจะเลี้ยงเอง เขาคิดในใจขณะที่ลูบหัวเด็กน้อย วันรุ่งขึ้นแม้เขาจะเจอสารภีที่โรงเรียน แต่เธอทำเหมือนเขาเป็นอากาศ เขาพยายามเข้าไปพูดคุย ทำข้อตกลงกันเรื่องลูก แต่เธอกลับบ่ายเบี่ยง โดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะที่จะคุยกันในโรงเรียน ความอดทนของเขามาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อมีคำสั่งให้เขาย้ายด่วน ความไม่ชอบมาพากลนี้เกิดจากหญิงชั่วชายเลวคู่นั้นแน่นอน มันต้องการกำจัดเขา!!! เหตุทะเลาะวิวาทในโรงเรียนเกิดขึ้นอีกครั้ง "มึงหลอกกูมาเป็นปี มึงทำแบบนี้ได้ยังไงอี กระหรี่" วีรกิจชั่ววูบจากโทสะ ลงมือทำร้ายฝ่ายหญิงจนกระทั่งเธอถึงแก่ชีวิต เขาพ่ายแพ้ให้กับมัน สิ่งนั้นเป็นกิเลสที่ชื่อว่าโทสะ มารู้ตัวอีกทีเมื่อเขาซบหน้าร้องไห้กับพื้นห้อง สติเริ่มกลับคืนมา ความกลัวเข้ามาแทนที่ รู้อย่างเดียวว่าต้องทำลายหลักฐานและกลบเกลื่อน เมื่อจัดการทำลายหลักฐาน และจัดฉากใหม่เรียบร้อย เขาจึงค่อย ๆ แง้มบานประตู มองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงรีบวิ่งออกมา และทันใดนั้น เสียงหวีดร้องของเด็กผู้หญิง ทำให้เขาต้องหันขวับ เขารีบวิ่งเข้าไปในตัวอาคารอีกครั้ง เขารู้ว่าเธอตกใจอะไร เขาเห็นเด็กน้อยวิ่งเข้าไปในห้องพยาบาลและล้มลงตรงนั้น 'เดือนเต็ม' เด็กหญิง ป.6 เขาไม่รู้ว่าเธอเห็นอะไรบ้าง หรือจะเห็นตั้งแต่ต้น !!! แม้เด็กน้อยจะล้มลงไปแล้ว แต่ยังมีลมหายใจแผ่วเบา และก่อนที่ใครจะกรูเข้ามาในห้องนี้ ความหวาดกลัวต่อความผิดมีอำนาจเหนือความละอายต่อบาป ทำให้เขาต้องหันไปคว้าหมอนบนเตียง และลงมืออีกครั้ง คนที่เคยสอนให้เธอหายใจ กลับเป็นคนพรากลมหายใจของเธอเสียเอง ร่างอสุภะเน่าเหม็นหลับตาแน่น เมื่อหวนนึกถึงอกุศลกรรมที่ทำในอดีต วันนั้นเขาได้ปลิดลมหายใจคนถึง 3 คน สารภี ลูกในท้อง และเด็กน้อยผมหน้าม้า ดญ.เดือนเต็มคนนั้น !!! น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้มันกลายสภาพเป็นน้ำกรด กัดกินผิวบนใบหน้าให้แสบร้อนดั่งไฟแผดเผา เขาร้องอย่างโหยหวน ทรมาน เมื่อไหร่ความทุกข์ตรมนี้จะหมดสิ้นเสียที ผู้ใดกันจะมาช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ไปจากเขาได้ หากเขารู้ว่าการลงทัณฑ์จะสาหัสถึงเพียงนี้ เขาจะไม่กระทำการอันหยาบช้านั้นลงไปเลย ร่างอันทุกข์ทนได้แต่จมอยู่กับเวทนาอันเศร้าหมองนี้ แสวงหาการหลุดพ้นที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อใด เก้าอี้โยกถูกโยกเบาๆ ตามแรงของชายชราที่นั่งบนเก้าอี้ คล้ายจะกล่อมให้นิทรา แต่ความคิดอันวกวนของเขา ทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่จะเคลิ้มหลับ ชายชราถอนใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต "ผมขอเวลาสักหน่อยนะครับ ผอ.เขต ผมจะหาเงินมาคืนให้เร็วที่สุดครับ" เขาในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนพูดละล่ำละลัก "เงินเป็นล้าน คุณจะเอาที่ไหนมาคืน เดือนหน้าทางกระทรวงก็จะมาตรวจแล้ว ฉันคงต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย แบบนี้คดียักยอกนะคุณ" ผู้อำนวยการเขตมองเขาหัวจรดเท้าด้วยหางตา ก่อนจะเชิดหน้าและพูดว่า "โรงเรียนนี้เป็นมูลนิธินะคุณ เงินสนับสนุนตั้งเยอะแยะ ทั้งจากรัฐบาลและเอกชน แต่ดูสภาพโรงเรียนสิ ยังเป็นอาคารไม้อยู่เลย อุปกรณ์กีฬาก็ไม่พอ ถ้าไม่เป็นเพราะคุณและเมียใหม่ของคุณพากันล้างผลาญ ป่านนี้เด็กนักเรียนคงจะได้กินเยอะกว่านี้ มีอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนที่มากกว่านี้ ... แต่เอาเถอะฉันจะให้โอกาสคุณ อย่างน้อยฉันกับคุณก็เคย .... " เธอหยุดชะงักไปเพียงเท่านี้ พร้อมกับเม้มปากสีชมพูจัดของเธอ "ฉันจะเห็นแก่คุณนะ เพราะถ้าคุณติดคุกด้วยคดียักยอกทรัพย์ มันก็ส่งผลลบต่อฉันด้วยเหมือนกัน ... ฉันให้เวลาคุณหนึ่งเดือน ไปจัดการเรื่องนี้มาให้เรียบร้อย" "หนึ่งเดือน!!!" เขาเงยหน้า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ระยะเวลาเพียงเท่านี้ จะทำให้เขาสามารถหาเงินหลักล้านมาได้ "ฉันไม่ได้คาดหวังว่าระยะเวลาเพียงเท่านี้คุณจะหาเงินเป็นล้านได้หรอกนะ ... โธ่ !!! อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า คุณก็รู้ว่าฉันหมายความว่าอย่างไร" เธอแยกเขี้ยวเผยให้เห็นฟันสีขาวตัดกับริมฝีปากสีชมพูจัด "คุณหมายถึงให้ผมป้ายความผิดให้ใครสักคนใช่ไหม" เขากล่าวแผ่วเบา "มันไม่ได้ยากสำหรับคุณนี่ อย่างกับคุณไม่เคยทำมาก่อน ก่อนคุณย้ายมาที่นี่ไง คงไม่ต้องให้ฉันย้ำเตือนความจำของคุณหรอกนะ ... เอาล่ะคุณมีเวลาหนึ่งเดือนสำหรับเรื่องนี้ ทำให้แนบเนียนที่สุด ฉันจะหลับข้างหนึ่งก็แล้วกัน" พูดจบเธอทำท่าขยิบตาให้เขา คล้ายเป็นการส่งสัญญาณ เธอเดินบิดสะโพกออกไป สะโพกขนาดมหึมาทั้งสองข้างทำให้กระโปรงที่แนบเนื้อแทบจะปริขาด คนเราเมื่อลองตกเป็นทาสแห่งมารที่ชื่อว่ากิเลสแล้ว มันไม่ยอมปล่อยให้เราหลุดพ้นไปได้ง่าย ๆ หน้าที่ของมาร คือกระชากศีรษะมนุษย์ที่จำนนเป็นทาสของมันให้กระทำผิดมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เขาเดินไปเดินมาในห้องทำงาน ก่อนระเบิดโพล่งขึ้นมาว่า "สา ... คุณจะหอบเสื้อผ้ามาอยู่กับผมตอนนี้ไม่ได้นะ อะไรมันยังไม่ลงตัวเลย" สารภีนั่งไขว่ห้าง กระดิกเท้า ก้มหน้าจ้องเล็บสีแดงสดของเธอ สีหน้าไม่ได้บ่งบอกถึงความอาทรร้อนใจแต่อย่างใด "เขารู้แล้ว ว่าพีระกับรพีไม่ใช่ลูกเขา" สารภีพูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาปกติ "ห๊ะ!!!" เขาหันขวับ "เขารู้ได้ไง" "ไม่รู้สิ ไปตรวจมั๊ง เห็นว่าเป็นหมัน" สารภีเบ้ปากยักไหล่ ดูเธอไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งสิ้น ก่อนพูดต่อว่า "เอาล่ะ สานอนที่โรงเรียนก่อนก็ได้ ถ้า ผอ.ยังไม่ยังสามารถเคลียร์เรื่องราวบ้าบอต่าง ๆ ให้ลงตัวได้ ตึกนอนของเด็กนักเรียนก็ยังมีเตียงว่างอยู่" "ผมขอโทษสาจริง ๆ นะ ผมจะรีบเคลียร์ทุกอย่าง" เขาเข้ามาโอบกอดเธอ "สาว่าง่ายอยู่แล้วค่ะ สารอแต่ให้มันตาย สาจะได้เงินประกันของมัน วิธีการอะไรก็ได้ ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นอุบัติเหตุก็ได้นี่คะ สาเกลียดมัน ขยะแขยงมันเต็มทนแล้ว" เธอคะยั้นคะยอ "มันไม่ง่ายขนาดนั้นนะสา เอาล่ะผมสัญญา เราทั้งคู่จะได้กำจัดศัตรูหัวใจ ซ้ำยังได้เงินมันมาอีก" สารภีเขย่งตัวขึ้นจูบแก้มเขา ก่อนจะผละออกไป เขาเหมือนหนูติดจั่น จนปัญญา จนหนทาง ทางขวาก็เรื่องเงินที่ทุจริตมา ทางซ้ายก็รักสามเศร้าที่ปล่อยคาราคาซังนานนับปี ซ้ำยังพลาดท่าไปมีลูกกับเธออีก เขานั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะทำงาน หนังสือสั่งย้ายด่วนของวีรกิจอยู่บนโต๊ะ มันเป็นจดหมายที่เขาจงใจยัดเยียดข้อหาให้กับครูผู้น้อย เขาไม่ได้อยากทำเลย แต่เมื่อไฟมาถึงตัว เขาจำเป็นต้องปัดให้พ้นตัว เขาต้องหาแพะสักตัวมาเชือดเพื่อบูชายัญ "ผมขอโทษนะวีรกิจ ผมขอโทษ" เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ *** พรุ่งนี้ตอนจบนะคะ ฝากติดตามด้วยนะคะ 😊😊 *** คอมเม้นท์ติชมกันได้นะคะ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม