อาจารยพีระนั่งซึมกระทือบนฐานปูน ที่เมื่อครั้งก่อนมันเคยเป็นที่ตั้งของเสาธง สายตามองเหม่ออย่างไร้จุดหมาย ยากที่จะเดาความรู้สึก ใบหน้ามีรอยฟกช้ำจากหมัดคนเป็นน้อง
นายตำรวจรพีเดินกลับไปกลับมา ดูหงุดหงิดงุ่นง่าน สบถพึมพำในลำคอ
ส่วนกู๊ดมองกลับไปมาระหว่างอาจารย์พีระและนายตำรวจรพี อยากจะเอ่ยปากถามอยู่หลายครั้งแต่ก็ยั้งไว้ ไอ้สองคนพี่น้องนี่มันอะไรกันวะ เขาทำได้แค่คิดในใจ
"มีใครจะอธิบายให้ผมเข้าใจได้ไหม ว่าเรื่องบ้าทั้งหมดนี่มันอะไร" สุดท้ายเขาตัดสินใจรวบรวมความกล้าถามขึ้นมา
รพีหันมองขวับไปที่เขา ใบหน้าที่ระอุไปด้วยอารมณ์โกรธ บัดนี้มันยิ่งทวีคูณ และสลับไปมองผู้เป็นพี่ชายที่นั่งไร้อารมณ์อยู่
"มึง ... มึงเป็นคนพูด" รพีชี้นิ้วไปยังพี่ชายของตัวเอง
ด้วยสีหน้าเรียบสนิท ไร้อารมณ์ อาจารย์พีระผู้ที่อ้างว่าตนเองสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้ เอ่ยมาว่า
"แม่เราสองคน ตายที่นี่ แม่ผูกคอตาย ข่าวออกว่าแม่เป็นเมียน้อย ผอ. เมียหลวงตามจับได้เลยเสียใจฆ่าตัวตาย แม่งจะเป็นไปได้ยังไงวะ แม่ไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นได้ และยิ่งตอนนั้น ... ตอนนั้น" น้ำตาอาจารย์พีระไหลอาบแก้มอีกครั้ง ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา สูดน้ำมูกราวกับเด็กน้อย และพูดต่อด้วยเสียงสะอึกสะอื้น
"ตอนนั้นแม่กำลังท้อง แม่จะฆ่าตัวตายไปเพื่ออะไรวะ ต่อให้น้อยใจแค่ไหนก็ตาม แม่ไม่มีทางทำแบบนั้นได้ แม่งต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่ผมคาใจมาตลอดชีวิต"
"และมึงก็คิดว่าพ่อเราเป็นคนฆ่าแม่เหรอ มึงคิดแบบนี้ได้ยังไง เขาเลี้ยงเรามานะ" จู่ๆ รพีก็ตะเบงเสียงขึ้นมา
"มันไม่ใช่พ่อ มันไม่เคยเป็นพ่อกูกับมึง ที่มันเลี้ยงเราเพราะสำนึกผิดไง ที่มันฆ่าแม่เรา" อาจารย์พีระตะเบงเสียงแข่งกับน้องชาย
รพีเดินปรี่เข้าไปหาพี่ชายด้วยโทสะเกินระงับ ส่วนพีระก็ลุกขึ้นยืนทันที และสองพี่น้องก็ตะลุมบอน ล้มกลิ้งกับพื้น รัวหมัดใส่กันไม่ยั้ง
"โว้ยๆๆๆ พอโว้ยๆๆ มาช่วยกันคิดดีกว่าไหม จะทะเลาะกันทำไมวะ" กู๊ดจับทั้งคู่ให้แยกจากกัน ทั้งคู่นอนแผ่หรา หายใจหอบ ตามเนื้อตัวและบนหัวมีแต่เศษหญ้าแห้ง ดูน่าสมเพชเสียจริง
"เอาล่ะ ผมแค่จะมาตามหาแม่ ไม่ได้อยากดูมวยคู่เอก อาจารย์ครับสรุปแม่ผมอยู่ที่นี่ไหม ผมเสียเวลามามากแล้ว" กู๊ดตะโกน ประโยคหลังเขาหันไปถามอาจารย์พีระที่กำลังลุกขึ้นมาปัดเศษหญ้าตามเนื้อตัว
อาจารย์สูดหายใจลึกก่อนตอบว่า
"อยู่ ... ตามผมมา" พอสติกลับมา อาจารย์พีระก็ทำท่าขึงขังอีกครั้ง อาจารย์เดินผ่านฐานปูน ตัดตรงไปยังลานกว้างที่ขณะนี้แดดร้อนจัด กู๊ดเดินตามโดยไม่ลังเล เมื่อเขาเดินตามอาจารย์ไปไม่กี่ก้าว เขาก็เห็นว่านายตำรวจรพีก็เดินตามมาด้วย สีหน้าบอกบุญไม่รับ
เกือบสุดทางของลานโล่ง ต้นหญ้าปกคลุมจนเริ่มเดินลำบาก อาจารย์พีระพาทั้งหมดมายังซากปรักหักพัง มันเคยเป็นสิ่งก่อสร้างอะไรสักอย่างที่ขณะนี้มองไม่ออก กระถางดินเผาแตก เศษดินแห้งกรัง ต้นไม้ตายซาก และตรงนั้น ....
'แม่' ..... แม่ของกู๊ดยืนถือบัวรดน้ำสังกะสีสนิมกรังที่ไม่มีน้ำบรรจุอยู่ภายใน แม่ทำท่ารดน้ำต้นไม้ในกระถางที่มีแต่ดินแห้งกรังไม่มีสัญญาณความมีชีวิตของพืชพรรณอยู่เลย ปากพึมพำร้องเพลง โยกตัวเล็กน้อยเสมือนกำลังเต้นรำตามเสียงเพลงที่เธอขับขาน
... เธอดูช่าง ... มีความสุข
"แม่" กู๊ดตะโกนลั่น และวิ่งไปกอดแม่ของเขา ความโล่งใจอย่างที่สุดเกิดขึ้น เหมือนยกภูเขาออกจากอก "เจอแม่แล้วๆ" ปากเขาพร่าม อยู่อย่างนั้นอย่างคนเสียสติ
แม่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับท่าทางของลูกชาย เพียงแต่หันหน้ามามอง ปากยังคงพึมพำร้องเพลงที่กู๊ดฟังไม่เข้าใจ ใบหน้าแม่เปื้อนรอยยิ้ม
เท่าที่เขาจำได้ แม่ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยหัวเราะ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะความบัดซบนานับประการที่แม่ต้องเผชิญตั้งแต่วัยเด็ก แต่เป็นเพราะสาเหตุใดวันนี้จึงต่างจากทุกวัน แม่ยิ้ม แม่ร้องเพลง แม่มีความสุข
"แม่ครับ แม่กินข้าว กินน้ำหรือยัง ผมจะพาแม่กลับบ้านนะครับ" กู๊ดพูดพร้อมกับประครองแม่ออกไป
.................................................
ลุงชัยรีบวิ่งออกมาเปิดประตูรั้วเมื่อรู้ข่าวจากหลานชายว่าเจอน้องสาวของตนเองแล้ว ลุงชัยเองก็อดหลับอดนอนมาหลายคืนเช่นกัน พอเปิดประตูรั้วลุงชัยก็ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่พักหนึ่งเพราะหลานชายไม่ได้มากับแม่แค่ 2 คน ชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกำลังเดินผ่านประตูรั้วเข้ามาด้วย
เขาป้อนข้าว อาบน้ำให้แม่ แม่ไม่ได้ดูอิดโรยอย่างที่เขาคาดคิด ตรงกันข้ามกลับดูสดชื่น อารมณ์ดี ฮัมเพลงตลอดเวลา
เมื่อดูแลแม่เสร็จ กู๊ดเดินตรงมายังโต๊ะม้าหินหน้าบ้าน ที่มีพี่น้อง 2 คนนั่งกันอยู่อย่างเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างไม่พูดจา ได้แต่แผ่รังสีอำมหิตใส่กัน เขาทิ้งตัวลงนั่งพร้อมประสานตากับทั้งคู่
"เอาล่ะ เราต้องคุยกัน" กู๊ดเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"ส่วนผมไม่มีอะไรจะคุย ผมหมดหน้าที่แล้ว พาคนหายกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพแล้ว ผมขอตัวล่ะ" นายตำรวจรพีพูดจบทำท่าจะลุกออกไป
"งั้นมึงห้ามมาขัดขวางงานของกู ถ้ากูจะเข้าไปในโรงเรียนร้างนั้นอีก" อาจารย์พีระเอ่ยขึ้น ทำให้น้องชายของขึ้นอีกครั้ง
"นี่มึงจะเอาให้ได้ใช่ไหม" รพีตวาด
"ตอนเกิดเรื่องมึงยังเด็กไง มึงยังไม่รับรู้อะไร ไม่เหมือนกูที่รับรู้ทุกอย่าง มึงก็เลยคิดว่ามันเป็นคนดีไง" อาจารย์พีระตวาดกลับ ทั้งคู่ทำท่าจะวางมวยกันอีกรอบ
"เดี๋ยวๆๆๆ" กู๊ดยกมือทั้งสองข้างเพื่อห้ามศึก "ทะเลาะกันแบบนี้เมื่อไหร่จะได้เรื่องวะ สำหรับข้อเสนอของอาจารย์ผมยินดีช่วย ถือว่าเป็นการขอบคุณที่ช่วยหาแม่ผม แต่ผมต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดก่อน ก็มัวแต่ทะเลาะกันแบบนี้มันจะไปรู้เรื่องอะไรกันเล่า ... โธ่เว้ย"
บรรยากาศเริ่มขมุกขมัว แต่อารมณ์สองพี่น้องขมุกขมัวกว่า ทุกคนนิ่งเงียบต่างรอให้ใครสักคนเอ่ยบางอย่างขึ้นมา
"แม่เราทั้งคู่เป็นครูที่โรงเรียนนั้น" คราวนี้เป็นรพี ที่เป็นคนเอ่ย
"ความทรงจำระหว่างผมกับแม่ไม่ค่อยมีนัก เพราะตอนนั้นผมยังเด็กมาก น่าจะแค่ชั้นอนุบาล ส่วนพี่ชายผมอยู่ ป.5 และวันหนึ่งเราก็รู้ข่าวว่าแม่เสียชีวิตด้วยการผูกคอตาย เราทั้งคู่ยังเด็กมาก เรารู้แค่นั้นจริงๆ เราจึงอยู่กับพ่อ ซึ่งต่อมาไม่นานพ่อเราก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอีก เราจึงเป็นกำพร้าทั้งพ่อและแม่ และเนื่องจากเราไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ผู้อำนวยของโรงเรียนจึงรับอุปการะเราทั้งคู่ ท่านดูแลเราเป็นอย่างดี และที่น่าตลกคือ .... " รพีหยุดพูด ถอนหายใจ ก่อนที่จะพูดต่อว่า
"แม่เราเคยเป็นเมียน้อยของ ผอ.มาก่อน และข่าวที่ประโคมออกไปในช่วงนั้นคือแม่ประชดรักด้วยการผูกคอตายเพราะน้อยใจ ผอ. เรื่องเมียหลวง" รพียกสองมือลูบหน้า
"ผมไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องนี้หรอกนะ มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ผมไม่อยากจะนึกถึงเท่าไหร่ แต่มันมีเรื่องที่น่าตลกกว่านั้นคือ" รพีมองด้วยหางตาไปยังพี่ชายตนเอง
"พี่ชายของผมดันเชื่อมาตลอดว่าแม่ไม่ได้ทำร้ายตัวเองจนตาย แต่เกิดจากฆาตกรรม และคนที่พี่ชายผมสงสัยคือพ่อที่เลี้ยงเรามา แม่งเอ้ย!!! เขาดูแลเราอย่างดีเลยนะเว้ย เลี้ยงเราอย่างกับเป็นลูกแท้ๆ เลย" รพีไม่อาจข่มความโกรธในน้ำเสียงได้
อาจารย์พีระยังคงก้มหน้านิ่งเฉย จนกู๊ดต้องเอ่ยปากถามว่า
"ทำไมอาจารย์คิดแบบนั้นล่ะครับ"
"เพราะผมเห็น" อาจารย์เอ่ยเบาๆ คราวนี้เขาเงยหน้ามาสบตากู๊ด ริมขอบตามีน้ำตารื้น
"ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นแม่มีลมหายใจ วันนั้นเลิกเรียนแล้วแม่ยังไม่กลับ เราทั้งคู่ยังเล่นกันอยู่ที่สนามหน้าเสาธงกับเด็กผู้หญิง ป.6 คนหนึ่ง แต่ผมหิวมาก จึงวิ่งเข้าไปในตัวอาคาร ผมเดินผ่านห้องพยาบาล ประตูมันแง้มอยู่ ผมเห็นแม่ในนั้น แม่นอนอยู่บนเตียง แม่ร้องไห้ มีครูผู้หญิงอีกท่านหนึ่งนั่งข้างเตียงกำลังปลอบ เธอพูดว่า 'กำลังท้องกำลังไส้อย่าร้องไห้เสียใจเลย ผอ.ต้องรับผิดชอบแน่ๆ' ผมได้ยินแค่นั้นผมก็ขนลุกทั้งตัว พอได้ยินเสียงว่ามีคนกำลังเดินมา ผมก็หลบไปแอบอีกห้องหนึ่ง ผมแอบดูก็เห็นว่าเป็น ผอ. เดินเข้าไปในห้องพยาบาล พักเดียวครูผู้หญิงก็ออกมา เหลือแค่แม่กับ ผอ.เท่านั้น ผมย่องเดินออกมาทางบันไดอีกฝั่งหนึ่ง ในห้องเหลือแค่แม่กับ ผอ. เท่านั้น" อาจารย์พีระเลียริมฝีปากที่แห้งผาก คิ้วขมวดจากความทรงจำที่เด่นชัด
"แต่ก่อนที่ผมจะย่องออกไป ผมได้ยินเสียงหนึ่งที่ทำให้ผมจำไม่ลืม คำพูดนั้นคือ 'ตายไปซะทุกอย่างจะได้จบ' มันเป็นเสียงของผู้อำนวยการ คนที่เลี้ยงเรามา"
********************************
ขอบคุณรี๊ดทุกคนนะคะ เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น ฝากกดติดตาม คอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ยินดีรับทุกคำติชมค่ะ 😊😊😊