หนังสือประหลาด

2105 คำ
เฉียวลู่อาบน้ำทานข้าวเรียบร้อยแล้วเธอพูดเรื่องที่เธอไปเที่ยววันนี้ให้แม่กับพ่อฟังอย่างออกรสแต่กลับลืมเรื่องของคุณยายและหนังสือเก่าเล่มนั้นไปเลยจนกระทั่งเฉียวลู่กลับเข้าห้องนอนของเธอมา “ลืมหนังสือเล่มนี้ไปเลย” เฉียวลู่หยิบหนังสือเก่าเล่มนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือของเธอมาเปิดดู ข้างในว่างเปล่ามีเพียงตัวอักษรที่เขียนเอาไว้จางๆ ว่าเฉียวลู่ “ทำไม่มีชื่อของเราเขียนเอาไว้ในนี้นะ” เฉียวลู่พลิกกระดาษหน้าถัดไปแต่กลับไม่มีอะไรเขียนเอาไว้เลยมีเพียงหน้ากระดาษสีขาวอมเหลืองเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่า เฉียวลู่ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ช่างเถอะ ถือซะว่าช่วยอุดหนุนคุณยายแล้วกัน” ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างแต่เธอก็เลิกสนใจในหนังสือเก่าเล่มนั้นไป เฉียวลู่วางหนังสือเอาไว้ที่เดิมแล้วปิดไฟเข้านอนทันที คืนนี้เป็นคืนเดือนมืดทั่วท้องฟ้ามีเพียงแสงดาวที่ทอประกายระยับเกลื่อนกลาดหนังสือเล่มเก่าที่เฉียวลู่วางเอาไว้บนโต๊ะค่อยๆ คลี่เปิดออกทีละหน้าเหมือนมีลมบางเบาพัดผ่านและค่อยๆ เร็วขึ้นแรงขึ้น แสงสว่างถูกสาดกระจายออกมาจากหนังสือเก่าเล่มนั้นและมันค่อยๆ ไหลมารวมกันเป็นจุดเดียวที่หน้าอกของเฉียวลู่และหายไปทันที เฉียวลู่ถูกเขย่าอย่างแรงจนเธองัวเงียรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา “แม่คะปลุกหนูทำไมช่วงนี้หนูไม่มีงานถ่ายละครนะคะขอนอนต่ออีกหน่อยเถอะ” เฉียวลู่นอนหันหลังให้แต่คนที่ปลุกเธอยังคงเขย่าอยู่อย่างนั้นจนเธอรู้สึกรำคาญ “ก็ได้ๆ ค่ะแม่มีอะไรจะคุยกับหนูก็ว่ามาเลย” เฉียวลู่พยายามถ่างตาที่ยังคงง่วงงุนของเธอมองผู้ที่กำลังเขย่าปลุกตน “เอ๊ะ” เฉียวลู่ถึงกับตกใจจนตาสว่างไร้ความง่วงอีกต่อไป คนที่เขย่าปลุกเธอคือเด็กผู้ชายสองคนที่ตัวเล็กและผอมจนแก้มตอบ ใบหน้าเกรอะกรังไปด้วยน้ำมูกและดินโคลน เสื้อผ้าเก่าขาดที่เหมือนไม่ได้ซักมานานปี ใบหน้าน้อยๆ ที่มีน้ำตาไหลออกมาเป็นทางนั้นไร้ความน่ารักสำหรับเฉียวลู่ แต่เมื่อเธอเห็นพวกเขาทั้งสองร้องไห้แล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ “หนูจ๊ะ เธอสองคนเป็นลูกบ้านไหนทำไมมาอยู่ในห้องของพี่สาว.....” เฉียวลู่พูดยังไม่ทันจบเธอก็ต้องตกใจอีกรอบเพราะห้องที่เธอบอกว่าเป็นห้องของเธอมันคือกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าที่ท่าทางกำลังจะพังลงมาอยู่รอมร่อ ถึงห้องจะค่อนข้างมืดสลัวแต่แสงสว่างเล็กน้อยที่ส่องลอดเข้ามาก็ทำให้เธอมองเห็นสภาพข้างในได้อย่างชัดเจน “ไม่นะ!!!” เฉียวลู่หันไปมองเด็กชายร่างผอมทั้งสองคนอีกครั้ง “นี่คงไม่ใช่รายการแอบถ่ายหรอกใช่ไหม เล่นกันแรงไปแล้ว” เด็กชายทั้งสองมองหน้าเฉียวลู่ด้วยท่าทางงุนงงเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอกำลังพูด เฉียวลู่ลงจากเตียงเพื่อยืนยันเรื่องที่เธอกำลังคิดแต่แล้วเธอก็ทรุดลงที่พื้นอย่างแรง “โอ๊ย!!! นี่มันอะไรกัน” ขาของเฉียวลู่มีเลือดไหลออกมาเป็นทางเธอมองอย่างตกใจเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายอันมีค่าของเธอ ถ้าหากว่าร่างกายอันบอบบางของเฉียวลู่บาดเจ็บหรือมีแผลเป็นนั่นเป็นเรื่องใหญ่เลยนะ เธอจะฟ้องร้องรายการนี้ให้เจ๊งไปเลยโทษฐานทำร้ายร่างกาย เด็กชายสองคนเห็นเฉียวลู่ล้มไปกองกับพื้นพวกเขาก็รีบเข้ามาช่วยพยุงเธอทันที แต่ร่างกายผอมแห้งของเด็กสองสามขวบหรือจะช่วยอะไรได้ เฉียวลู่มองท่าทางที่ดูทุลักทุเลของเด็กทั้งสองที่พยายามช่วยเธอแล้วส่ายหัวอย่างจนใจ “นี่หนูน้อยทำไม่พวกเธอไม่ไปเรียกทีมงานมาล่ะ พี่สาวไม่โทษพวกเธอเรื่องนี้หรอกนะแต่อาการบาดเจ็บของพี่สาวจะต้องหาหมอ” เฉียวลู่พูดกับเด็กชายทั้งสองอย่างใจเย็น เธอไม่กล่าวโทษพวกเขาเลยสักนิดเพราะนี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา เด็กชายทั้งสองไม่ได้พูดอะไรแต่เหมือนพวกเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เฉียวลู่สื่อ พวกเขารีบวิ่งออกไปด้านนอกเพื่อทำตามสิ่งเธอต้องการ หลังจากที่เด็กทั้งสองคนออกจากห้องนั้นไปเฉียวลู่ก็ได้โอกาสสำรวจห้องนั้นทันที เธอมองไปรอบๆ กระท่อมยังไงเธอก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้เหมือนว่าเธอจะเข้านอนและที่นั่นก็เป็นห้องของเธอเองแล้วตอนนี้มานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไง ถ้าหากเป็นการแกล้งกันของรายการบางรายการนี่ก็ถือว่าเล่นกันแรงเกินไปแล้ว เฉียวลู่ก้มลงมองขาของตนเองที่กำลังมีเลือดไหลเป็นทาง “เจ็บจริงๆ ด้วยนะเนี่ย” เธอจับที่บริเวณใกล้ๆ แผลอีกครั้ง เสียงดังด้านนอกทำให้เฉียวลู่เงยหน้าขึ้นมองเด็กชายสองคนที่วิ่งออกไปก่อนหน้านี้กลับมาพร้อมกับผู้ชายอายุราวๆ สี่สิบกว่าปี แต่งตัวด้วยชุดโบราณเก่าๆ แต่ดูสะอาดตากำลังมองมาที่เฉียวลู่ที่นั่งอยู่บนพื้น “เจ้าบาดเจ็บหนักเพียงนั้นลุกขึ้นมาทำไม” เฉียวลู่มองไปที่ผู้ชายคนนั้นด้วยท่าทางไม่เข้าใจ เธอบาดเจ็บขนาดนี้นี่เขายังคิดจะอยู่ในบทบาทอีกหรือทำกันเกินไปแล้วนะ “นี่คุณไม่ว่าทีมงานจะสั่งอะไรคุณมาฉันไม่รับรับรู้แต่ตอนนี้ฉันต้องการหมอ คุณต้องโทรตามหมอเดี๋ยวนี้” เฉียวลู่สั่งเสียงเด็ดขาด ผู้ชายคนนั้นมองมาที่เธอด้วยท่าทางมึนงง “เจ้าให้บุตรชายของเจ้าไปตามหมอ ก็ข้านี่อย่างไรเล่าหมอที่เจ้าต้องการ เลิกพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วกลับขึ้นไปนั่งบนเตียงเถอะ ข้าจะตรวจให้เจ้าก่อน เมื่อวานตอนที่คนพาเจ้ากลับลงมาจากภูเขาเห็นสลบเจ้าเลือดอาบไปทั้งตัวข้าก็คิดว่าเจ้าจะไม่มีทางรอดแล้ว เห็นเจ้าพูดได้เช่นนี้ข้าก็เบาใจดูท่าทางเจ้าจะไม่เป็นอะไรมาก” เฉียวลู่ยังคงมึนงงกับคำพูดของผู้ชายคนนั้น ถ้าจะบอกว่าเป็นบทที่ทางทีมงานกำหนดมาให้เขาพูดก็ต้องบอกว่าเขาเล่นได้ดีทีเดียว เธอเป็นนักแสดงชื่อดังแถวหน้าของจีนนะบาดเจ็บหนักขนาดนี้แต่เขากลับพูดออกมาอย่างสบายๆ เหมือนไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หรือสำคัญอะไร ความจริงเรื่องนี้ต้องออกเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศแล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน ถึงเฉียวลู่จะยังนึกสงสัยแต่เธอก็ทำตามที่ผู้ชายคนนั้นบอกเพราะเธอเริ่มรู้สึกระบมที่ขาของเธอเนื่องจากนั่งกดทับเป็นเวลานาน เด็กชายผอมแห้งสองคนรีบมาช่วยพยุงเธอทันทีที่เห็นเฉียวลู่ขยับตัว หลังจากนั่งบนเตียงแล้วเธอก็หันไปมองเด็กชายทั้งสอง “ขอบใจนะ” เด็กชายทำหน้าประหลาดใจที่เห็นเฉียวลู่พูดกับพวกเขาเช่นนั้น ทั้งสองทำหน้าเอียงอายแล้วหลบไปยืนด้านข้างอย่างรู้ความเพื่อให้ผู้ชายคนนั้นมาตรวจเฉียวลู่ “ข้าขอตรวจชีพจรของเจ้าหน่อย” เฉียวลู่กลอกตาใส่เขา นี่ยังคิดจะสวมบทบาทแสดงละครอยู่อีกหรือได้สิเธอก็เป็นนักแสดงที่มีสปิริตคนหนึ่งเหมือนกันในเมื่ออยากจะแสดงนักเธอก็จะร่วมเล่นไปด้วย “เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนท่านหมอแล้ว” เฉียวลู่จีบปากจีบคอพูดดึงเอาวิญญาณนักแสดงของเธอออกมา หลังจากที่ท่านหมอที่เฉียวลู่เข้าใจว่าเป็นนักแสดงนั้นจับชีพจรของเธอเสร็จเขาก็พยักหน้าให้กับตนเอง “เมื่อวานตอนที่ข้ามารักษาเจ้าอาการของเจ้าหนักจนเกินเยียวยาข้านั้นไร้ทางช่วย ช่างน่าแปลกใจเหลือเกินที่ตอนนี้เจ้าแทบไม่เป็นอะไรเลยนอกจากบาดแผลภายนอกที่ขาของเจ้า” นักแสดงชายคนนี้สวมวิญญาณหมอมืออาชีพได้ดีจริงๆ เธอจะน้อยหน้าเขาไม่ได้ “เช่นนั้นท่านคิดว่าข้าหายดีแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ท่านหมอ” เฉียวลู่มองท่าทางของเขา หมอนักแสดงพยักหน้าให้เธอ “ข้าจะสั่งยารักษาแผลที่ขาให้เจ้าแล้วกัน เดี๋ยวให้อวี้หลงอวี้ชิงตามไปเอายากับข้าที่เรือน ส่วนค่ารักษากับค่ายาข้ารู้ว่าเจ้าไม่มีเอาไว้เจ้ามีเมื่อใดค่อยทยอยคืนข้าแล้วกัน” เฉียวลู่พยักหน้า “ขอบคุณท่านหมอที่เมตตาข้า” หลังจากที่นักแสดงหมอออกจากกระท่อมไปเฉียวลู่ก็นั่งรอเพื่อให้ผู้กำกับสั่งคัทเพื่อที่เธอจะได้ไปหาหมอจริงๆ สักทีเพราะตอนนี้แผลที่ขาเริ่มปวดตุบๆ แล้ว นั่งอยู่นานเสียงคัทก็ยังไม่ดังขึ้นเฉียวลู่เริ่มหงุดหงิดในใจ “พอที!!! ฉันไม่สนเรื่องรายการของพวกคุณแล้วถ้าไม่ยอมสั่งคัทฉันจะทำเอง แล้วพวกคุณจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันทั้งหมด” เฉียวลู่ลุกจากเตียงเพื่อออกไปจากกระท่อมหลังนั้น เธอหวังว่าเมื่อเธอออกมาจะได้พบกับทีมงานและกองถ่ายเธอจะวีนพวกเขาให้หนักๆ แต่สิ่งที่เฉียวลู่เห็นหลังออกมาจากกระท่อมหลังน้อยคือ ภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนกระท่อมที่เธออยู่ อยู่สูงขึ้นมาตรงเชิงเขาด้านล่างที่ไกลออกไปราวสองสามร้อยเมตรมีบ้านเรือนที่ทำจากดินหรือบางหลังก็เป็นเพียงกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าตั้งอยู่ประปราย ไม่มีกองถ่ายไม่มีทีมงานไม่มีใครเลย มีแต่เด็กชายตัวเล็กผอมแห้งสองคนที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาที่เธอ เฉียวลู่พยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เธอกำลังประสบอยู่ ก่อนหน้านี้ที่เธอจำได้คือเธอกำลังเข้านอนที่บ้านของตัวเอง พอตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ที่กระท่อมหลังนี้ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หรือว่าเธอถูกลักพาตัวมาแล้วคนที่ลักตัวของเธอมาอยู่ที่ไหนพวกเขาเป็นใครทำไมถึงปล่อยให้เธออยู่กับเด็กแค่สองคนเท่านั้น หรือว่าเด็กสองคนนี้ก็ถูกลักพาตัวมาด้วยเหมือนกัน “ไม่สิ” เฉียวลู่พึมพำเบาๆ ดูจากสภาพภายนอกพวกเขาไม่น่าจะเป็นเด็กที่บ้านมีฐานะร่ำรวยเลยสักนิด แล้วการแต่งตัวที่ดูย้อนยุคนี่มันอะไรกันหมอกำมะลอคนนั้นอีกคงไม่ใช่ว่า.... เฉียวลู่นึกถึงเรื่องต่างๆ นานา ที่จะสามารถเป็นได้จนกระทั่งนึกถึงบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อขึ้นมา “ไม่จริงน่า ไม่ใช่ว่าเราทะลุมิติย้อนเวลาบ้าบออะไรนั่นหรอกนะ นี่มันเรื่องเหลวไหลทั้งเพ” เฉียวลู่ดึงทึ้งผมของตนเองเหมือนคนบ้า เด็กชายทั้งสองที่พึ่งเดินมาถึงกระท่อมน้อยมองเฉียวลู่ด้วยสายตาเป็นห่วง หลังจากที่สงบสติอารมณ์ของตัวเองได้แล้วเฉียวลู่จึงรู้สึกได้ถึงสายตาของเด็กทั้งสองที่กำลังมองมาที่เธอ ทำให้เฉียวลู่นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “นี่เธอสองคนบอกพี่สาวได้ไหมจ๊ะว่าที่นี่คือที่ไหน” เด็กชายสองคนมองเฉียวลู่ด้วยท่าทางมึนงง “พวกเธอไม่เข้าใจที่พี่สาวพูดหรือ” หรือว่าพวกเขาพูดคนละภาษากับเรา เฉียวลู่พยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง “ท่านแม่” เสียงเล็กๆ ที่ดังมาจากเด็กชายหนึ่งในสองคนทำเอาความคิดของเฉียวลู่ชะงักไป “ท่านแม่หรือ พวกเธอเรียกใคร.....หรือว่าฉัน” เฉียวลู่ชี้มาที่ตัวเอง เด็กชายสองคนพยักหน้ารับเฉียวลู่ตกใจกับสิ่งที่ตนได้ยินจนอ้าปากค้าง “ไม่นะฉันยังไม่ได้แต่งงาน”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม