“นี่เราตายแล้วมาเกิดในยุคโบราณหรือนี่”
เซี่ยจินเย่เป็นสตรียุคปีสองพัน นางทำงานเป็นสายลับฝึกหัดอยู่ที่องค์กรลับระดับประเทศของจีน ก่อนที่นางจะฟื้นตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของสตรีใดก็ไม่รู้ ความทรงจำสุดท้ายคือนางกำลังแฝงตัวอยู่ในห้องวิจัยสมุนไพรจีนของประเทศแถบยุโรป
ตอนนั้นนางสามารถเข้าไปในห้องเก็บผลการวิจัยลับของที่นั่นทว่าโชคร้าย....ยังไม่ทันได้รู้ความลับของงานวิจัยพวกเขา นางดันตกหลุมพรางโดนควันพิษชนิดหนึ่งรมจนเสีบชีวิตลง
ไม่คิดเลยว่า นอกจากนางไม่ได้ไปยมโลกแล้ว นางยังได้รับโอกาสมาเกิดใหม่อีกหนในยุคโบราณเช่นนี้
อ้อ นางรู้ได้อย่างไรน่ะหรือ เซี่ยจินเย่วิเคราะห์จากความทรงจำเดิมของเจ้าของร่างที่มันกำลังไหลพรูเข้ามาในหัวนางจนแทบระเบิดอยู่รอมร่อเวลานี้
ร่างเดิมนามเดียวกันกับนางคือเซี่ยจินเย่
เกิดในตระกูลขุนนางชนชั้นมิสูงมิต่ำอย่างขั้นห้าเป็นบุตรีของฮูหยินเอก....ดูเหมือนจะชาติตระกูลให้กำเนิดมิเลว ทว่ามารดาเจ้าของร่างตายเพราะเป็นโรคประหลาด หมอเทวดายังมิสามารถรักษาได้ ทำให้นางเป็นสตรีอายุสั้นตายไปตั้งแต่บุตรีคนเดียวของตนอายุได้เพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น!
ในปีถัดมาสามีซึ่งเป็นประมุขตระกูลเซี่ยก็ประกาศเลื่อนขั้นอนุภรรยาคนที่หนึ่งให้ขึ้นมาเป็นนายหญิงคนใหม่ เป็นแม่เลี้ยงของคุณหนูใหญ่อย่างเจ้าของร่าง
นับจากวันนั้นชีวิตของเจ้าของร่างเดิมก็มิเคยพบเจอวันคืนโชคดีอีกเลย
ทั้งบิดาละเลย
โดนกลั่นแกล้งโดยพี่น้องร่วมบิดาคนอื่น
เบี้ยหวัด เสื้อผ้าและอาหาร รวมทั้งเรือนอาศัยมิต่างอันใดจากบ่าวสาวใช้คนหนึ่ง
และเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตสตรีน้อยผู้นี้คือ....
ในคืนวันหนึ่งเจ้าของร่างเดิมโดนวางกำหนัดทำให้บังเอิญไปร่วมรักกับบุรุษปริศนา
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หมดเพียงเท่านั้น....หนึ่งเดือนต่อมาร่างเดิมมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แม่เลี้ยงผู้หวังดีจึงไปตามท่านหมอมาตรวจชีพจร ผลปรากฏว่าตั้งครรภ์ทั้งที่ยังมิได้แต่งงาน!
เหตุการณ์นี้นับเป็นความขายหน้า สร้างความเสื่อมเสียครั้งใหญ่ของวงศ์ตระกูลแม้มิได้ใหญ่โตแห่งนี้ทีเดียวเชียว
บิดาของนางไม่ปรานีแม้แต่รอให้บุตรีของตนคลอดลูกออกมาก่อน กลับเชื่อคำแนะนำของภรรยาคนใหม่ส่งบุตรีผู้ท้องไม่มีพ่อมายังหมู่บ้านห่างไกลเมืองหลวงอันเป็นบ้านเก่าของแม่เลี้ยงผู้นั้น มาอยู่กับญาติของนางเองที่ทำให้ชีวิตที่นี่ของร่างนี้ทรมานยิ่ง อยู่มิสู้กับตายจากโลกนี้ไปเช่นนี้นั่นเอง
ความทรงจำและความรู้สึกทุกอย่างของเจ้าของร่างนี้อัดแน่นทุกอณูในอกเซี่ยจินเย่จนนางแทบหายใจมิออก
“ฮึก ท่านแม่ อะ อี้เอ๋อร์กลัว ฮึก ท่านแม่....หลับนานไปแล้ว”
เสียงเด็กน้อยร่ำไห้แทบขาดใจเรียกความสนใจจากเซี่ยจินเย่ได้เป็นอย่างดี
ภาพเด็กน้อยผิวขาวผุดผ่องแม้เนื้อตัวมอมแมมเปรียบดั่งก้อนแป้งที่ตกพื้น ดวงตาไร้เดียงสากำลังเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาทำให้เซี่ยจินเย่รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก แม้เด็กน้อยผู้นี้มิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของนางทว่าเป็นเจ้าของร่างนี้
เซี่ยเจ๋ออี้ เด็กน้อยอายุได้สี่เกือบห้าหนาว
“หยุดร้องไห้เถอะเด็กน้อย....ไม่สิ อี้เอ๋อร์ เป็นเด็กชายผู้ชายอย่าหลั่งน้ำตาง่ายดายสิ”
“ท่านแม่! ท่านแม่ตื่นนอนเสียที ฮึก”
เจ้าก้อนแป้งโผลงมากอดมารดาตนเองที่นอนหงายอยู่บนพื้นแน่นจนทำให้เซี่ยจินเย่อดมิได้ที่จะต้องร้องโอดโอยออกมาและเริ่มได้สติรับรู้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวทั่วร่างกายตนเองยามนี้
“โอ๊ย!”
“ท่านแม่เจ็บมากหรือไม่ อี้เอ๋อร์ อี้เอ๋อร์กลัวท่านหลับไปอีก พวกเรากลับบ้านไปนอนบนเตียง บนเตียงย่อม ฮึก ดีกว่าที่นี่”
“แม่มิเจ็บเลยสักนิด”
เซี่ยจินเย่โกหก ตรงกันข้ามนางเจ็บจนแทบสลบไปอีกรอบด้วยซ้ำ ทว่านางไม่มีทางบอกแบบนั้นเพื่อทำให้เจ้ากก้อนแป้งของนางผู้นี้ใจเสียเป็นแน่ นางฝืนยิ้ม ฝืนลูบหลังเจ้าก้อนแป้งเบาๆ
“ไหนอี้เอ๋อร์คนเก่ง ช่วยพยุงแม่ของเจ้าหน่อยซิ! หากกลับถึงบ้านก่อนฝนหยุดตกได้ถือว่าอี้เอ๋อร์ของแม่เก่งมาก!”
“อี้เอ๋อร์เก่ง อี้เอ๋อร์ทำได้ขอรับ”
หลังจากนั้นเด็กน้อยก็ช่วยพยุงมารดาที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสดใหม่ โลหิตพากันหลั่งไหลเป็นทาง เสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็ขาดหลุดลุ่ย เดินกลับบ้านของพวกตนท่ามกลางเม็ดฝนตกร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้ามิมีทีท่าเลยว่าจะหยุดในเร็วๆนี้
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอาจดูรวดเร็วสำหรับบางคนทว่าสำหรับคนร่างกายมีอาการบาดเจ็บสาหัส สิ้นชีวีไปแล้วหนหนึ่งเนื่องจากเสียเลือดมากเกินไปกลับคิดว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ายิ่งนัก
เซี่ยจินเย่เกือบตายเป็นหนที่สองอยู่แล้ว มิใช่เพราะไร้ความสามารถในการรักษาแผลของตนเองอย่างแน่นอนเพราะชาติที่แล้วก่อนเรียนจบมหาลัยนางเรียนจบเกียรตินิยมคณะแพทย์แผนจีนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งจึงทำให้โดนองค์กรสายลับระดับประเทศมาทาบทามให้ไปทำงานด้วย
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเกือบตายคือร่างนี้และลูกน้อยไร้เงินทอง มีติดตัวเพียงไม่กี่อีแปะ นับแล้วไม่ถึงหนึ่งตำลึงเงินเลยด้วยซ้ำจึงไม่มีเงินแม้กระทั่งออกไปซื้อยามารักษาบาดแผลของตนเอง
หากแต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีแฝงอยู่ในช่วงที่เซี่ยจินเย่สลบไร้สติเพราะพิษไข้วันนั้นทำให้นางค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่ติดตัวนางมาจากชาติที่แล้วของตนเอง
ในความฝันขณะหลับลึก ที่ข้อมือของนางมีนาฬิกาอัจฉริยะหนึ่งเรือนอันเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวเซี่ยจินเย่ตลอดเวลาในชาติก่อน
ความสามารถของนาฬิกาเรือนนี้คือมันเปรียบเสมือนห้องสมุดสมุนไพรเคลื่อนที่ เพียงหลับตานั่งสมาธินางก็สามารถค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรในห้องสมุดได้ และอีกทั้งยังเป็นอาวุธคู่กายของนาง ผนวกกับมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีหนึ่งที่ทำให้มันถูกเรียกว่าอัจฉริยะคือมันสามารถแสกนร่างกายมนุษย์เพื่อตรวจวิเคราะห์โรคได้!
ยิ่งคลังข้อมูลของนาฬิกาเรือนนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากเท่าไหร่ โรคที่สามารถวิเคราะห์ได้ยิ่งมากตามไปด้วย
และแน่นอนว่าคลังข้อมูลของนาฬิกาเรือนนี้คือคลังข้อมูลล่วงหน้าจากยุตโบราณเช่นนี้ไปหลายพันปีเชียว
พอเซี่ยจินเย่ฟื้นคืนสติขึ้นมาสิ่งแรกที่นางทำคือตรวจสอบดูที่บริเวณข้อมือของตนเอง....
นาฬิกาอัจฉริยะทะลุมิติเวลามากับนางด้วย!
เซี่ยจินเย่ไม่เคยรู้สึกอุ่นใจครั้งไหนได้มากเท่าครั้งนี้เมื่อมีอาวุธคู่ใจนางอยู่ข้างกาย
นางฝืนร่างกายวาดรูปสมุนไพรที่ใช้รักษาบาดแผลบนร่างกายตนเองชนิดที่สามารถค้นหาได้ไม่ยากตามเนินเขาในป่าไม่ลึกและส่งภาพนั้นให้สาวใช้หนึ่งเดียวในเรือนออกไปตามหาสมุนไพรชนิดนี้มาให้นางรักษาตนเอง
ใช้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์อาการป่วยทั้งหมดจึงหายเป็นปิดทิ้งเหลือทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นเท่านั้น
เวลานี้เซี่ยจินเย่นั่งซดดื่มข้าวต้มเหลวลงคอจนหมดชามก่อนวางลงบนโต๊ะ โดยพื้นไม้ข้างเตียงมีบ่าวสาวประจำกายผู้ภักดีหนึ่งคนคอยปรนนิบัติดูแลนางนั่งอยู่
เฟยซา
อดีตสาวใช้ข้างกายแม่ของร่างนี้ที่เหลือรอดคนเดียวจากผู้ติดตามทั้งหมดเป็นเพราะถูกส่งมาให้เจ้าของร่างนี้ตั้งแต่เด็ก
“เฟยซา สิ่งที่ข้าไหว้วานให้ไปทำได้เรื่องมาว่าอย่างไรบ้าง”
เมื่อวานนี้เป็นวันที่นางเริ่มกินอาหารมากขึ้น และมีแรงในการคิดวางแผนหนทางต่อไปในอนาคตของตนเองหลังจากต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างของคุณหนูไร้ค่ายิ่งกว่าลูกหมาตัวหนึ่งผู้นี้
ตอนนี้นางมีถึงสองคนที่ต้องเลี้ยงดูคือเด็กชายตัวน้อยผู้เป็นดั่งแสงสว่างนำทางมารดาอย่างนางกับบ่าวผู้ภักดีผู้ไม่เคยทิ้งร่างนี้แม้ว่าต้องลำบากลำบนเพียงใด
เซี่ยจินเย่สั่งให้เฟยซาไปสืบข่าวความเป็นไปเกี่ยวสาเหตุที่ร่างนี้โดนรุมประนามเมื่อสัปดาห์จนเกือบเอาชีวิตมิรอด
“มีคนปล่อยข่าวลือว่าคุณหนูของบ่าวคือคนร้ายวางยาพิษคุณชายเกาซีหมิงเจ้าค่ะ ยามนี้คุณชายใหญ่ของตระกูลพ่อค้าผู้ร่ำรวยและขึ้นชื่อว่าจิตใจสูงส่งมีน้ำใจที่ดีต่อชาวบ้านผู้ยากไร้นานาในแคว้นเราล้มป่วยหนักเพราะได้รับยาพิษเข้าร่างกาย หมอฝีมือดีจากทุกสารทิศเดินทางมารักษาก็ยังมิมีผู้ใดรักษาได้
พอพวกชาวรู้เช่นนั้นจึงพากันมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนตระกูลเกาเจ้าค่ะ”
“ข่าวลือว่าข้าเป็นคนวางยาพิษ มีหลักฐานชี้ตัวข้ารึ ไยจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการมาจับข้าเล่า”
“เป็นข่าวลือที่ยังไม่มีหลักฐานเจ้าค่ะคุณหนู ทว่าพวกชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อเพราะ....เอ่อ...คะ....”
ท่าทีอึกอักของเฟยซาแสดงถึงความลำบากใจในการรายงานต่ออย่างยิ่ง เซี่ยจินเย่หลี่ตาลองยามมองอีกฝ่าย ก่อนปัดมืออย่างมิถือความอันใดมากให้นางสบายใจในการพูด
“เพราะก่อนหน้าไม่นานมานี้คุณหนูโดนเปิดเผยความลับเรื่องที่คุณหนูชื่นชอบศึกษาวิชาปรุงพิษนานาชนิดเจ้าค่ะ พวกชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเชื่ออย่างง่ายดาย”
“....”
อ้อ ในอดีตดาลเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษหากใครเลือกร่ำเรียนสายพิษมักโดนตราหน้าว่าเป็นพวกชั่วร้าย เพราะแทนที่จะเรียนวิชาการแพทย์เพื่อรักษาคนกลับเลือกเรียนวิชาที่ทำร้ายคนมากกว่า
ในความทรงจำของคุณหนูร่างนี้นางไร้สหายขาดมิตรตั้งแต่เด็กเพราะสิ่งที่นางเลือกศึกษาคือตำราพิษนั่นเอง
ทว่าคุณหนูผู้นี้มีเหตุผลในการก้มหน้าก้มตายอมถูกเกลียดคือ....นางคิดว่ามารดาตนเองตายลงมิใช่เพราะอาการป่วยไข้ธรรมดา หากแต่เป็นถูกยาพิษร้ายปลิดชีวิตต่างหาก
บอกใครก็ไม่มีคนเชื่อ ด้วยนิสัยอ่อนแอไม่สู้คนที่สืบทอดมาจากมารดาตนเองทำให้ร่างนี้ฮึบเลือกหาหลักฐานมายืนยันกับทุกคนด้วยตนเอง แต่มิรู้ร่างนี้สืบอีท่าใดไปสะกิดโดนต้นตอตัวใหญ่หรืออย่างไรจึงมีแต่เรื่องร้ายประเดประดังเข้ามาหานางจนท้ายที่สุดต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่เมืองห่างไกลจากเมืองหลวงแห่งนี้โดยที่ยังไม่ทันสืบหาความจริงอย่างที่ใจตั้งปณิธานได้
แต่มิเป็นไรนะคุณหนูเซี่ยคนเก่า ต่อจากนี้นางที่ชื่อเหมือนกันในชาติก่อนผู้นี้จะสานต่อปณิธานในการสืบหาความจริง รวมทั้งดูแลลูกน้อยที่แสนน่ารักเป็นอย่างดีเอง
เพื่อเป็นการตอบแทนที่มอบร่างนี้ให้นางมีชีวิตอยู่ต่อ
“ช่างบังเอิญเหมาะเจาะขนาดนี้เลย”
“คุณหนูมิต้องหวาดกลัวนะเจ้าคะ บ่าวจะหาทางชี้แจงกับพวกชาวบ้านในตลาดให้คุณหนูอย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวจิตใจดีขนาดนี้ไม่มีทางทำเช่นนั้นเป็นแน่”
“หยุดความคิดของเจ้าเอาไว้เลยนะเฟยซา”
“ทะ ทำไม คุณหนูกลัวหรือ บะ....”
“มิใช่ ข้ามิได้กลัว ทว่าการที่เจ้าทำเช่นนั้นนับเป็นการลงแรงสูญเปล่าโดยใช่เหตุ ไม่มีใครเชื่อเจ้าหรอก เผลอๆ เจ้าอาจโดนรุมทำร้ายกลับมาด้วยซ้ำ”
“ตะ แต่คุณหนูไม่ผิดนี่เจ้าคะ บ่าวไม่ยอม!”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะยอมรับความผิดที่ตนเองมิได้ก่อเสียหน่อย....เรื่องนี้มีคนบางคนตั้งใจใส่ร้ายข้าอย่างแน่นอน”
“ต้องเป็นพวกคนใจร้ายตระกูลกัวแน่เลยเจ้าค่ะคุณหนู พวกเรามิมีศัตรูที่ไหนนอกจากคนเห็นแก่ตัวพวกนั้นแล้ว”
“ตระกูลกัว...”
ขอระลึกความทรงจำที่ค่อนข้างเลือนรางของร่างนี้สักครู่
ตระกูลญาติของแม่เลี้ยงเซี่ยเจียเฟยอันประกอบไปด้วยพี่สาวของแม่เลี้ยงผู้นั้นอย่างกัวเชี่ยนหนิง สามีของนางทำอาชีพค้าขาย กัวจิ้งคุน มีบุตรชายหนึ่งคนคือ กัวจื่อหราน และบุตรสาวสุดท้อง กัวเจียถง
คนพวกนี้ได้รับการฝากฝังให้ดูแลร่างเดิมดังนั้นเงินดูแลที่ส่งมาแต่ละเดือนจึงส่งมาให้กัวเชี่ยนหนิงก่อนแล้วค่อยส่งมาให้คุณหนูเซี่ยอย่างนาง
ไม่ต้องถามเลยว่าจะเหลือกี่ตำลึงจากที่ส่งมาแต่ละเดือน
คำตอบคือไม่เหลือสักตำลึงน่ะสิ!
คนพวกนี้ไม่ควรปล่อยไว้อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการข่าวลือนี้หรือไม่
เซี่ยจินเย่มิใช่คนดีขนาดยอมให้ใครมารังแกเอาเปรียบอยู่แล้ว
“อะ เอ่อ คุณหนูจะให้บ่าวทำสิ่งใดหรือไม่เจ้าคะ”
พอเฟยซาเงยหน้าขึ้นไปเจอดวงตาเย็นชา มุมปากยกขึ้นด้วยความเย็นเยียบ เฟยซาตะลึงพรึงเพริดเพราะไม่เคยเห็นคุณหนูของตนเองเผยท่าทางเข้มแข็งอีกทั้งยังดูน่าเกรงกลัวสู้คนเช่นนี้
ยามนี้คุณหนูแม้สวมชุดเก่ามอซอปะเย็บซ่อมแล้วซ่อมอีก นางนั่งอยู่บนเตียงท่าทางสงบนิ่ง สายลมพัดเข้ามาแผ่วๆจากทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ ทำให้เส้นผมสีดำสลวยสะบัดพลิ้วไหวราวกับกลีบดอกอิงฮวาที่ปลิดปลิว ช่างทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกไม่กล้าเอ่ยปากดูถูกเลยสักนิดทั้งที่สภาพภายนอกมิต่างอันใดจากขอทานข้างถนนเช่นนี้
คุณหนูของนางเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
ไม่ดูอ่อนแอเหยาะแหยะยอมให้ผู้อื่นรังแกอีกต่อไปแล้ว
หรือคุณหนูจะเสียใจจนคิดเปลี่ยนนิสัยตัวเอง
จู่ๆ เฟยซาน้ำตารื่นออกมาเอ่อคลอเมื่อนึกถึงสภาพเจ้านายของตนเองยามมีบาดแผลไปทั่วตัว โลหิตหลั่งรินตามทางเดิน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนต้องพึ่งให้ลูกชายตัวน้อยพยุงกลับบ้านมาเมื่อหลายวันก่อน
“หากคุณหนูต้องการให้บ่าวทำสิ่งใดบอกบ่าวมาได้เลยเจ้าค่ะ บ่าวยอมเสียสละชีวิตนี้รับใช้คุณหนูของบ่าว!”
“นั่น เจ้าเอาศีรษะโขกพื้นแข็งทำไม ลุกขึ้นเฟยซา!”
เซี่ยจินเย่ลุกขึ้นมาห้ามอีกฝ่ายเกือบไม่ทัน นางตกใจยิ่งนักที่จู่ๆก็มีคนมาคำนับอันใดบ้าบิ่นขนาดนี้
ไม่ชินเสียเลย นางยังไม่ชินกับธรรมเนียมสาวใช้ของยุคนี้สักที
“แน่นอนว่าข้าจะต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองแน่ ทว่าก่อนอื่นมีสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องนั้นคือสภาพความเป็นอยู่ของพวกเราต่างหาก เฮ้อ....”
เซี่ยจินเย่ถอนหายใจยามกวาดสายตามองห้องนอนโทรมๆของตนเอง คาดว่าอีกไม่ถึงสองปีที่นี่หลังคาคงทรุดลงมาทับผู้อยู่อาศัยตายเป็นแน่
“ตอนนี้ร่างกายข้าใกล้หายดีแล้ว วันนี้พวกเราขึ้นเขากัน เจ้านำทางนะเฟยซา”
“คุณหนูต้องการสิ่งใดเจ้าคะ ให้บ่าวไปเก็บมาให้ดีกว่า คุณหนูเพิ่งหายป่วยเดี๋ยวอาการป่วยกลับมาทรุดหนักอีกนะเจ้าคะ และอีกอย่างหากพวกเราขึ้นเขากันหมดแล้วใครจะอยู่ดูแลคุณชายน้อยเล่าเจ้าคะ หรือจะนำไปฝากป้าลี่ข้างบ้านเราดี ช่วงนี้ชาวบ้านยากจนไม่มีกินมากโจรจึงชุกชุมกว่าปกติเจ้าค่ะ”
เฟยซาเอ่ยถึงสตรีวัยกลางคนข้างบ้านนาง ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านไม่กี่หลังเนื่องจากเรือนหลังที่พวกนางอาศัยอยู่ค่อนข้างอยู่เกือบติดชายป่าใหญ่เลยล่ะ
“ไปกันหมดนี่แหละ อี้เอ๋อร์เป็นเด็กสายตาดี เผื่อได้ของดีกลับมาแลกเงินเยอะหน่อยจะได้มิเสียเที่ยว”
“เจ้าค่ะ พวกเราจะขึ้นเขาไปทำอันใดนะเจ้าคะ บ่าวจะได้เตรียมตัวถูก”
“ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรล้ำค่าน่ะสิ ต่อไปนี้ข้าขอสัญญาว่าพวกเราจะไม่มีทางอดตายอีก ไป ไปเตรียมตัวได้แล้ว”