แม้เครื่องปรับอากาศภายในห้องจะส่งไอเย็นฉ่ำเพียงใด แต่ในอกของวิภาพรกลับร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม ความรู้สึกสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจนจุกอกยามที่ต้องทอดสายตามองชายหญิงคู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ทั้งสองรักษาระยะห่างต่อกันด้วยท่าทีปั้นปึ่งราวกับคนไม่สนิทชิดเชื้อ แต่วิภาพรรู้ดีว่านั่นคือการแสดงที่ห่วยแตก รูปถ่ายและคลิปวิดีโอที่เธอไล่เช็กอย่างละเอียดเป็นหลักฐานชั้นดีว่าไม่มีการตัดต่อใดๆ และที่ตอกย้ำความจริงจนดิ้นไม่หลุด คือใบหน้าของ 'น้องแม็กซ์' ลูกชายของตฤณชาที่แวบเข้ามาในหัว...เด็กน้อยที่เธอเคยเห็นตอนตฤณชาพามาวิ่งเล่นที่คณะช่วงเย็นบ่อยครั้ง
วินาทีนั้น ความชื่นชมที่เคยมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้มลายหายไปในพริบตา ชายหนุ่มที่เธอเคยประเมินไว้สูงลิ่ว ทั้งกิริยามารยาทที่ไร้ที่ติและความสามารถที่โดดเด่นจนมองเห็น อนาคตไกลเป็นถึงเก้าอี้ผู้บริหาร แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นมาหลอกลวงโลก
ส่วนหญิงสาวข้างกายที่เคยมีใบหน้าสะสวยน่าเอ็นดูจนเธอเคยนึกเมตตา ในวันนี้กลับเหลือเพียงหน้ากากที่ฉาบไว้ด้วยความเสแสร้ง แววตาที่เคยดูอ่อนโยนซื่อบริสุทธิ์ บัดนี้กลับซ่อน 'ความอวดดี' และจองหองไว้อย่างปิดไม่มิด
“สวัสดีครับ/ค่ะ” ตฤณชาและชลิดาประนมมือไหว้ด้วยท่าทีอ่อนน้อมอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
“พี่วิเรียกผมมาพบ มีงานด่วนอะไรจะสั่งการหรือเปล่าครับ?” ตฤณชาเอ่ยถาม น้ำเสียงเขายังคงทุ้มนุ่มดูเป็นสุภาพบุรุษ ทว่าดวงตาคมกลับลอบสังเกตสีหน้าโกรธเกรี้ยวของหญิงสาวรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างระแวดระวัง
“อาจารย์ตฤณชากับอาจารย์ชลิดาคบกันมานานเท่าไหร่แล้วคะ” วิภาพรโพล่งถามขึ้นทันทีตามนิสัยคนตรงและเฉียบขาด น้ำเย็นเจี๊ยบในแก้วยังไม่ดับร้อนในใจได้เท่ากับการจ้องมองคนโกหก
คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาทั้งคู่ชะงัก สีหน้าตระหนกวาบผ่านดวงตาก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มเจื่อน
“พี่วิน่าจะเข้าใจผิดแล้วครับ อาจารย์ชลิดาเพิ่งมาเริ่มงานได้ไม่กี่วัน ผมเองก็เพิ่งรู้จักเธอพร้อมๆ กับทุกคน...ไม่ทราบว่าพี่วิไปได้ยินข่าวลือไร้สาระมาจากไหนกันครับ?” ตฤณชาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง หัวใจเขาเต้นแรงแต่สมองกลับสั่งการให้ปฏิเสธทุกข้อหา เขาไม่มีทางยอมรับให้ชลิดาต้องมัวหมอง อย่างน้อยก็จนกว่าเธอจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศตามแผนที่เขาวางไว้
“รู้จักกันไม่กี่วัน...แต่ถึงขั้นพาน้องแม็กซ์ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันเนี่ยนะคะ?” วิภาพรเหยียดยิ้มเย็น “ดิฉันแปลกใจมากที่เห็นรูปพวกคุณดูสนิทกันเกินเพื่อนร่วมงาน อ้อ...แล้วคุณแม่ของน้องแม็กซ์ล่ะคะ ไม่เห็นหน้าค่าตาที่คณะนานแล้ว ไม่ทราบว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ผมกับแม่น้องแม็กซ์เราแยกทางกันหลายเดือนแล้วครับ เราตกลงที่จะดูแลลูกร่วมกัน ส่วนเรื่องที่ญี่ปุ่น...ผมกับอาจารย์ชลิดา ‘บังเอิญ’ เจอกันที่นั่นพอดีน่ะครับ” ตฤณชาไหลลื่นไปตามน้ำอย่างคนมีชั้นเชิง
“แต่ข้อมูลที่ดิฉันได้รับการร้องเรียนมา...มันหนังคนละม้วนเลยนะคะ”
“ใครครับ? ใครเป็นคนร้องเรียน!” น้ำเสียงของตฤณชาเริ่มกร้าวขึ้น “ผมไม่เคยมีปัญหากับใคร รบกวนพี่วิบอกชื่อคนนั้นมาเลยครับ ผมจะได้ไปเคลียร์ให้จบว่าเขาต้องการอะไรถึงมาใส่ร้ายกันแบบนี้”
“ดิฉันคงบอกชื่อผู้ร้องเรียนไม่ได้ค่ะ เพื่อความปลอดภัยของเขา...สิ่งที่ดิฉันต้องการตอนนี้คือคำอธิบายที่ ‘เป็นความจริง’ จากพวกคุณ...ว่าไงคะอาจารย์ชลิดา มีอะไรจะพูดไหม?” วิภาพรตวัดสายตาคมกริบไปทางหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด
“ระ... เรื่องก็เป็นอย่างที่อาจารย์ตฤณชาเล่าค่ะ ดิฉันไปเที่ยวกับครอบครัวแล้วบังเอิญเจอท่านพอดี” ชลิดาตอบเสียงสั่นพร่า หลบสายตาคาดคั้นที่จ้องมองมาเหมือนจะฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ
“ถ้าอย่างนั้น...ดิฉันขอเบอร์ติดต่อแม่ของน้องแม็กซ์หน่อยได้ไหมคะ จะได้โทรไปสอบถามให้ชัดเจน”
“ผมให้ไม่ได้ครับ!” ตฤณชาขึ้นเสียงแข็ง ความสุภาพเริ่มมลายหายไป “เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว การโทรไปรบกวนอดีตภรรยาผมเป็นเรื่องไม่สมควร พี่วิควรให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย ใครกันที่จงใจใส่ความผมขนาดนี้!”
เขามั่นใจในตำแหน่งผู้บริหารของตน คณบดีจะบีบเขาอย่างไรก็ได้ตราบเท่าที่เขาไม่ยอมรับ และที่สำคัญ...เขาไม่มีวันยอมให้วิภาพรได้คุยกับ ‘พิมลดา’ เป็นอันขาด
“ถ้าอย่างนั้น ช่วยตอบหน่อยได้ไหมคะว่าทำไมอาจารย์ชลิดาถึงต้องยกเลิกเบอร์เก่า...เบอร์ XXX-XXX-XXXX ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
“เบอร์นั้นไม่ใช่เบอร์ของดิฉันค่ะ!” ชลิดารีบปฏิเสธทันควัน นึกดีใจที่ทำตามคำแนะนำของตฤณชาที่ให้ชิงปิดเบอร์ไปก่อนหน้านี้
“แต่นี่คือหมายเลขที่อาจารย์ระบุไว้ใน ‘ใบสมัครงาน’ ตอนคัดเลือกเข้าเป็นอาจารย์ประจำคณะนะคะ” วิภาพรหยิบสำเนาเอกสารวางปังลงบนโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าหญิงสาว
“...”
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที ชลิดาหน้าถอดสี ลืมไปเสียสนิทว่าตอนสมัครงานเธอยังใช้หมายเลขโทรเดิมนั้นอยู่ วิภาพรจ้องเขม็งไปยังเหยื่อที่กำลังติดกับดัก แม้ตฤณชาจะโชกโชนด้วยประสบการณ์จนลื่นไหลไปได้เรื่อย ๆ แต่หลักฐานชิ้นนี้มันมัดตัวชลิดาจนดิ้นไม่หลุด...เพราะหมายเลขโทรศัพท์นี้แหละที่เป็นเบอร์เดียวกับที่อีเมลร้องเรียนระบุไว้ว่าเป็นเบอร์ของ ‘มือที่สาม’ ที่แอบคบชู้กับสามีคนอื่น!
“ผมขอยืนยันนะครับ ว่าผมกับอาจารย์ชลิดาไม่ได้คบหากัน” ตฤณชากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง แววตาคมวาวสะท้อนความไม่พอใจ “ถึงจะดูสนิทสนมกันบ้าง ก็เป็นเพราะเราหารือกันเรื่องงาน ผมเป็นอาจารย์รุ่นพี่ การให้คำแนะนำและช่วยเหลืออาจารย์รุ่นน้องเป็นเรื่องเหมาะสมอยู่แล้ว อีกอย่าง ตอนนี้ผมดำรงตำแหน่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัย คำแนะนำของผมย่อมมีส่วนช่วยให้อาจารย์ชลิดาทำงานสอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัย”
ถ้อยคำของเขาไม่ได้เป็นเพียงคำชี้แจง หากยังแฝงการย้ำเตือนสถานะของตนเองราวกับต้องการกดทับคณบดีที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
“ใช่ค่ะ” ชลิดารีบเอ่ยรับแทบจะทันที คล้ายเกรงว่าความเงียบเพียงเสี้ยววินาทีจะกลายเป็นช่องโหว่ “อาจารย์ตฤณชาเพียงให้คำแนะนำว่าดิฉันควรสอนในแนวทางไหน อย่างไรเท่านั้นค่ะ”
วิภาพรนิ่งเงียบ สายตาเย็นเฉียบจับจ้องคนทั้งสองสลับกันไปมา ความเงียบนั้นหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าคำกล่าวหาใด ๆ เธอยังไม่อาจมัดตัวพวกเขาได้ในคราวนี้ หลักฐานหลายอย่างยังไม่ครบถ้วน การรุกเร้าเกินไปอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามระวังตัวมากขึ้น
แต่เรื่องการไปศึกษาต่อของชลิดา...นั่นต่างหากที่ต้องจัดการโดยด่วน
แม้เอกสารจะผ่านการอนุมัติแล้ว หากมีพิรุธแม้แต่น้อย เธอก็มีสิทธิ์ยับยั้งไว้ก่อน ตัดไฟเสียแต่ต้นลม ดีกว่าปล่อยให้ไฟลามจนยากจะควบคุม
“ถ้าอย่างนั้น ดิฉันก็คงไม่มีอะไรจะพูดต่อค่ะ หากทั้งอาจารย์ตฤณชาและอาจารย์ชลิดายืนยันเช่นนั้น” น้ำเสียงของวิภาพรเรียบเฉย ทว่าภายใต้ความเรียบนั้นซ่อนกระแสความคิดที่กำลังคำนวณอย่างเงียบงัน
“ถ้าพี่วิไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ผมขอตัวไปเตรียมการสอนก่อนนะครับ” ตฤณชาเอ่ยเนิบช้า คล้ายจงใจถ่วงจังหวะให้ทุกคำมีน้ำหนัก “ช่วงเย็นผมยังมีประชุมคณะกรรมการผู้บริหาร ต้องเตรียมงานอีกหลายอย่าง”
คำว่า ผู้บริหาร ถูกเน้นหนักราวกับเป็นเกราะกำบัง และเป็นอาวุธในคราวเดียวกัน
ชลิดารีบเสริมทันที “ดิฉันขอตัวเช่นกันค่ะ บ่ายนี้มีสอนค่ะ” น้ำเสียงอ่อนหวาน หากแววตากลับฉายประกายระแวดระวัง
ทั้งสองก้มศีรษะเล็กน้อย ทว่าท่าทีมิได้แสดงความนอบน้อมอย่างแท้จริง เมื่อประตูปิดลง ความเงียบในห้องกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
วิภาพรยังคงนั่งนิ่ง สายตาเย็นเยียบมองตามราวกับจะฉีกม่านภาพลวงตาที่ทั้งคู่พยายามสร้าง
ทันทีที่พ้นสายตาคณบดี ตฤณชาชะลอฝีเท้าเพียงเสี้ยววินาที หันมามองชลิดาด้วยสายตาคมกริบ
“อย่าแสดงพิรุธอีก” เขากระซิบเสียงต่ำ ก่อนแยกตัวเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน ราวกับทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุม
ชลิดากำมือแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยทั้งความกลัวและความทะยานอยาก เธอกำลังจะได้ในสิ่งที่ไม่เคยฝันถึง...ตำแหน่งอาจารย์ถาวร เส้นทางศึกษาต่อต่างประเทศ อนาคตที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีต
และทั้งหมดนั้น…ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ
ภายในห้องคณบดี เลขานุการเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสาร
“ท่านคะ ดิฉันสอบถามเรื่องการรับสมัครอาจารย์ชลิดามาแล้วค่ะ”
“ว่าอย่างไร” วิภาพรถามสั้น ๆ
“คุณวิชัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการแจ้งว่า ตอนจะประกาศรับสมัครอาจารย์ประจำภาคคนใหม่ อาจารย์ตฤณชาเป็นผู้เสนอตัวรับผิดชอบการกระจายข่าวให้นักศึกษาที่กำลังจะจบเองค่ะ โดยบอกว่าท่านรับทราบแล้ว และเขาจะคัดเลือกคนที่เหมาะสมให้”
วิภาพรแค่นยิ้มจาง ๆ “ฉันไม่เคยมอบหมายเรื่องนั้นให้เขาเลย”
เลขานุการกลืนน้ำลายก่อนพูดต่อ “หลังปิดรับสมัคร มีผู้สมัครเพียงสี่รายค่ะ และมีเพียงอาจารย์ชลิดาที่คุณสมบัติเด่นที่สุด อีกทั้งยังมีจดหมายรับรองจากอาจารย์ตฤณชาสนับสนุนโดยตรง ส่วนผู้สมัครคนอื่นผลการเรียนสู้ไม่ได้เลยค่ะ”
ความเงียบแผ่ซ่าน
“ยังมีอีกเรื่องค่ะ” เลขานุการกล่าวเสียงเบาลง “มีนักศึกษาที่ได้อันดับหนึ่งของคณะมาขอเอกสาร บังเอิญเห็นประกาศย้อนหลัง แต่เลยกำหนดไปแล้ว เขาบอกว่าไม่เคยทราบข่าวมาก่อนเลย หากรู้ คงสมัครแน่นอน เพราะตำแหน่งนี้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศ”
ปลายนิ้วของวิภาพรเคาะโต๊ะช้า ๆ อย่างใช้ความคิด
“ปิดข่าว…จำกัดคู่แข่ง…แล้วดันคนของตัวเองขึ้นมา” เธอพึมพำ “เล่นเกมได้แยบยลดี”
“แล้วจะดำเนินการอย่างไรดีคะ ท่าน”
“ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดว่าเขาสองคนมีความสัมพันธ์กัน และทุกอย่างถูกทำในลักษณะพูดปากเปล่า ไม่มีเอกสารมัดตัว” วิภาพรกล่าวเรียบเย็น “ถ้าจะจัดการ ต้องจัดการให้เด็ดขาด”
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววแข็งกร้าว
“สืบต่อไป เงียบที่สุด อย่าให้เขารู้ตัว ฉันต้องการหลักฐาน ไม่ใช่แค่ข้อสงสัย”
“ค่ะ ท่าน”
เมื่อเลขานุการออกไป วิภาพรเอนหลังพิงเก้าอี้ สายตาทอดยาวไปยังประตูที่ปิดสนิท
เกมอำนาจในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความสามารถเพียงอย่างเดียว
และหากตฤณชาคิดว่าตำแหน่งผู้บริหารจะทำให้เขาอยู่เหนือทุกคน
เขาคิดผิดแล้ว
...
คืนนั้น เมืองทั้งเมืองจมอยู่ในความเงียบ แต่โทรศัพท์ในมือชลิดากลับสว่างวาบขึ้นด้วยข้อความจากตฤณชา
“ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างพี่จัดการได้ จะไม่มีอะไรไปกระทบด้าแน่นอน”
ถ้อยคำสั้น ๆ หากหนักแน่นราวคำรับรอง ชลิดาอ่านข้อความซ้ำอีกครั้ง ก่อนรอยยิ้มบางจะคลี่ขึ้นบนริมฝีปาก ความกังวลที่เกาะกินทั้งวันค่อย ๆ คลายตัวลง
เธอเชื่อเขาเสมอ
และเขาไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง...อย่างน้อยก็ในเรื่องผลประโยชน์
เช้าวันต่อมา หญิงสาวกลับไปยืนหน้าชั้นเรียนด้วยท่าทีมั่นใจยิ่งกว่าเดิม เธอพยายามปรับวิธีสอนตามคำแนะนำของ “อาจารย์พี่เลี้ยง” ผู้คอยชี้แนะเธออย่างใกล้ชิด เธอรู้ดีว่าตนมีจุดอ่อนด้านการสื่อสาร
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอเป็นเพียงผู้รับสาร
ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ส่งเรียนพิเศษแทบทุกวิชา เธอเก่งในฐานะผู้เรียน รับความรู้ได้รวดเร็ว แม่นยำ ทำคะแนนได้ดีเสมอ
แต่การถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แม้สมัยเรียนจะมีเพื่อนมาขอให้ช่วยติวอยู่บ่อยครั้ง เธอกลับปฏิเสธทุกครั้ง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “ไม่มีเวลา”
ความจริงแล้ว เธอไม่ต้องการสร้างคู่แข่ง
ความเป็นที่หนึ่งต้องเป็นของเธอเพียงผู้เดียว
เมื่อคืนนี้เอง โทรศัพท์ของเธอมีข้อความจากคนที่เธอไม่อยากเห็นชื่อที่สุด...พีระดนย์
ชายหนุ่มผู้ได้คะแนนอันดับหนึ่งของชั้นเรียนมาโดยตลอด
ส่วนเธอ…ทำได้เพียงอยู่ในหนึ่งในสิบอันดับแรก
ไม่กี่เดือนก่อนเรียนจบ เขาเคยยืนประจันหน้ากับเธอ ดวงตาคมคู่นั้นมองเธออย่างผิดหวัง
“อย่าทำลายครอบครัวคนอื่นเลย”
ตอนนั้นเธอเพียงหัวเราะเบา ๆ อย่างขบขัน เพราะตฤณชาบอกเธอแล้วว่า เขาเลิกกับภรรยาไปนานแล้ว
และเธอเลือกจะเชื่อ
ค่ำคืนนี้ พีระดนย์ส่งข้อความมาอีกครั้ง
“อย่าไปแกล้งเด็กคนนั้น เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
เด็กคนนั้น...ลูกของตฤณชา
สายตาของชลิดาแข็งกระด้างขึ้นทันที
ใช่ เธอเกลียดเด็กคนนั้นเข้าไส้
เพราะมันคือหลักฐานว่า ครั้งหนึ่งผู้ชายของเธอเคยแต่งงานแล้ว แต่ไม่ใช่กับเธอ
และเพราะแม่ของมัน…ผู้หญิงคนนั้นที่โทรมาระรานเธอ
ในความคิดของชลิดา เธอไม่เคยผิด ตฤณชาเป็นฝ่ายเลือกเธอ เขาบอกว่าเลิกกับภรรยาแล้ว เธอไม่ได้แย่งสามีใคร ไม่ได้ทำลายครอบครัวของใคร ทุกอย่างเป็นเพียง “การเริ่มต้นใหม่”
และหากวันหนึ่งเธอต้องเป็นแม่เลี้ยงของเด็กคนนั้นจริง ๆ เธอก็จะจัดการให้มันค่อย ๆ เลือนหายไปจากชีวิตของเธอเอง
ไม่ใช่ด้วยความเอ็นดู หากแต่ด้วยการผลักไสอย่างแนบเนียน ส่งมันกลับไปอยู่กับแม่ของมันให้ไกลที่สุด ไกลจนไม่มีวันเอื้อมถึงโลกที่เธอกำลังจะครอบครอง
สายตาของชลิดาจับจ้องหน้าจอโทรศัพท์นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง
ข้อความของพีระดนย์ยังคงปรากฏอยู่ตรงนั้น...ราวกับคำเตือนที่เธอไม่ต้องการรับฟัง
ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าจอ กดออกจากบทสนทนา แล้วบล็อกเขาโดยไม่ลังเล
เสียงแจ้งเตือนเงียบลงในทันที เหมือนตัดเส้นทางใด ๆ ที่จะย้อนกลับมาทำให้เธอหวั่นไหว
ห้องพักกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง
แสงไฟสีอุ่นสาดลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารและสไลด์การสอน
ชลิดาหันกลับไปจัดเรียงเนื้อหา ปรับภาพ ปรับถ้อยคำ
สร้างภาพลักษณ์ของอาจารย์สาวผู้ตั้งใจและมีอนาคตไกล
ราวกับว่าในใจของเธอไม่เคยมีร่องรอยของความเกลียดชังใด ๆ
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เธอปิดคอมพิวเตอร์อย่างพึงพอใจ ล้มตัวลงบนเตียงด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง
ในความมืดที่โอบล้อม ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อย
เธอหลับสนิทอย่างสงบสุข
โดยไม่รู้เลยว่า ความสงบนั้นอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
ก่อนพายุที่เธอก่อเองจะย้อนกลับมาทวงคืน