“จริงสิ พ่อมีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
"เจ้าค่ะ" คราวนี้เป็นฝ่ายเซี่ยอันหนิงที่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย บิดามีเรื่องอะไรจะคุยกับนางอย่างนั้นหรือ คงมิใช่ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องสมุนไพรหรือวิชาแพทย์หรอกนะ
"เรื่องที่พวกเราแยกบ้านมาเช่นนี้...เจ้าจะทำอย่างไรต่อไปหรือ ภาระทั้งหมดจะตกอยู่ที่เจ้าเป็นส่วนใหญ่ เพราะพ่อเองก็มาเป็นเช่นนี้คงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้มาก นอกจากให้คำปรึกษาแนะนำ เจ้าจะไหวหรือไม่" เซี่ยต้าไห่เงยหน้าถามเซี่ยอันหนิงอย่างจริงจัง แม้เขาจะเขินอายที่ต้องให้บุตรสาวเป็นผู้เลี้ยงดู แต่เพราะเกรงว่านางจะไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหน เขาเลยอยากพูดคุยหาแนวทางช่วยชี้แนะนางได้บ้าง
"ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ขอแค่พวกเขาไม่มาก่อกวนพวกเราอีกก็พอ" แม่นางน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส ในตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น ขอเพียงแค่นางได้อยู่กับบิดาและไม่มีพวกญาติพวกนั้นมาคอยรังควานก็พอ
"ดีแล้ว เจ้าต้องอดทนให้มากกว่าเดิม พ่อเชื่อว่าลูกสาวพ่อโตจนดูแลตัวเองได้แล้ว หากพ่อไม่รอดจากพิษบาดแผล หรืออดตายในฤดูหนาวไปเสียก่อน พ่อยังมีคนรู้จักอยู่ในเมืองโยวโจ เขาชื่อจางเหว่ยเป็นคนดีมาก ให้เจ้าไปหาเขา ลุงจางจะช่วยเหลือให้เจ้ามีชีวิตที่ดี ไม่ยากลำบากเช่นตอนนี้แน่นอน"
เซี่ยต้าไห่บอกกล่าวกับลูกสาวไว้ก่อน เผื่ออนาคตวันข้างหน้าที่ไม่แน่นอน หากไม่มีเขาแล้วเซี่ยอันหนิงคงลำบากไม่น้อย เขาอยากให้บุตรสาวมีชีวิตที่ดี จางเหว่ยผู้นั้นก็เป็นสหายสนิทที่เคยร่วมรบกันมา เลยพอฝากฝังบุตรสาวได้บ้าง
"ได้อย่างไรกันเจ้าคะท่านพ่อ พวกเราต้องผ่านมันไปด้วยกันสิเจ้าคะ ข้าไม่ยอมให้พวกเราต้องอดตายหรอก ท่านพ่ออย่าได้กังวลไปเลย"
เซี่ยอันหนิงบอกบิดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สวรรค์เมตตาให้นางได้กลับมาแก้ไขชะตากรรมที่เลวร้ายตามที่ใจถวิลหาแล้ว นางจะปล่อยโอกาสนี้ ปล่อยให้บิดาตายจากไปได้อย่างไรกันเล่า
"ข้าว่าข้าจะไปหาเสบียงมากักตุนไว้เจ้าค่ะ เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนจะเข้าฤดูหนาวแล้ว ตอนนี้คงยังพอมีเวลาหาเงินได้เล็กน้อย เพื่อซื้อของที่จำเป็นมาเก็บไว้ได้ทันก่อนที่หิมะจะตกหนัก"
เซี่ยอันหนิงกล่าวต่อพร้อมกับมองบิดาด้วยสายตาและท่าทางมุ่งมั่น เห็นความตั้งใจจริงของนางแล้วเซี่ยต้าไห่ก็อดชื่นชมมิได้ เขารู้สึกว่าบุตรสาวของเขาในยามนี้ดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว หรือเพราะผ่านเหตุการณ์แย่ ๆ มามาก วันนี้นางคงจะโตขึ้นแล้วจริง ๆ
"เอาล่ะ หากเจ้ายืนยันเช่นนั้นพ่อก็จะช่วยสอนบางอย่างแก่เจ้าเอง"
"ได้เจ้าค่ะท่านพ่อ" เด็กสาวยิ้มอย่างดีใจ ในที่สุดบิดาก็ยอมรับในความตั้งใจจริงของนางแล้ว
เซี่ยต้าไห่สอนการใช้ชีวิตและการทำกับดักหลาย ๆ อย่างให้กับเซี่ยอันหนิง เช่นการหาปลา การล่าสัตว์เป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุดในยามนี้
แม้การล่าสัตว์จะอันตรายมาก แต่หากวางกับดักที่เชิงเขาด้านนอกก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะชาวบ้านหลาย ๆ คนก็ยังพอจับไก่ป่าและกระต่ายป่าได้ เพียงแค่ต้องกำชับนางสักหน่อยว่าห้ามเดินเข้าไปในป่าลึกเด็ดขาด
"เจ้าต้องจำไว้ว่าหากขึ้นเขาไปล่าสัตว์เจ้าอย่าขึ้นไปไกลนัก เพราะอาจจะโดนกับดักสัตว์ที่ผู้อื่นวางไว้เอาได้ เมื่อขึ้นเขาเจ้าต้องหัดรู้จักสังเกตและระแวดระวังตัวตลอดเวลา เพราะในป่านั้นมีอันตรายรอบด้าน เอาล่ะ...พ่อจะสอนวิธีดูกับดักสัตว์ให้เจ้าก็แล้วกัน..."
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ" เซี่ยอันหนิงมองบิดาอย่างตื้นตันใจน้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาร้อนผ่าว
ในยามนี้มิต้องอธิบายเป็นคำพูดก็รู้ว่านางนั้นมีความสุขมากเพียงใด ชาติก่อนหน้านั้นนางละเลยสิ่งนี้ไปมาก ละเลยบิดาที่แสนดี ละเลยการใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีเอาแต่ไล่ตามความรักที่ไม่มีอยู่จริงจนตัวตาย ชาตินี้นางจะไม่ยอมสูญเสียบิดาไปอีก เวลาที่ได้อยู่กับบิดาคือเวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิต นางจะยังต้องการสิ่งใดอีกเล่า นางจะต้องรีบหาทางรักษาบิดาให้หายโดยไว
เซี่ยอันหนิงเรียนรู้วิธีดูและทำกับดักสัตว์จากบิดากว่าครึ่งวันจึงได้ไปหุงหาอาหารมาให้เขา นี่ก็เย็นมากแล้วบิดาก็คงจะหิวตัวนางเองก็เช่นกัน เพราะแยกบ้านจึงได้ธัญพืชหยาบและแป้งติดตัวมาด้วย จึงไม่เป็นปัญหาปากท้องมากนักในช่วงหลายวันต่อจากนี้
เช้าวันรุ่งขึ้นเซี่ยอันหนิงลุกออกจากเตียงตั้งแต่ยามเหม่า(05.00 น. - 06.59 น.) พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดีท้องฟ้ายังคงมืดสลัว หญิงสาวถือตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าขึ้นมาสะพายไว้บนหลัง เตรียมออกจากบ้านไปเก็บของป่าจำพวกเห็ด และผักป่ามาทำอาหารมื้อเช้า นางเดินมาตามลำธารของหมู่บ้านเรื่อย ๆ เพื่อดูลาดเลาว่าพอมีอะไรที่สามารถนำมาทำเป็นอาหาร หรือเก็บไว้กักตุนได้บ้าง
ระหว่างที่เดินไปตามทางข้าง ๆ ลำธารสายตาของนางก็กวาดไปรอบ ๆ จนทั่วบริเวณ พบเห็นอะไรที่พอจะกินได้ก็เก็บใส่ตะกร้าไว้แล้วค่อยเอากลับไปคัดแยกยามที่ถึงบ้านแล้ว ขณะที่กำลังเดินไปเรื่อย ๆ ก็บังเอิญพบพวกญาติผู้พี่และญาติผู้น้องบ้านใหญ่เข้าจนได้
‘มารดาเจ้าเถอะ’ เดินมาไม่ทันไรก็พบพวกตัวก่อกวนเข้าเสียแล้ว นี่นางไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กับคนพวกนี้กันหนอ ถึงได้มีชะตาต้องกันนัก หรือเมื่อเช้าลืมดูว่าควรก้าวเท้าไหนออกจากบ้านก่อน
หากเป็นไปได้นางอยากย้ายออกไปจากหมู่บ้านนี้เสียให้พ้น ๆ จะได้ไม่ต้องมาพบเจอคนพวกนี้อีก พบเจอทีไรก็มีแต่เรื่องให้นางกับบิดาปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
ตอนที่ยังอยู่รวมกับบ้านใหญ่ ลูกพี่ลูกน้องพวกนี้ต่างพากันกดหัวใช้งานนางทุกวัน หากนางไม่ทำตามก็จะถูกดึงผมหรือผลักจนล้มก้นกระแทก อยากจะบอกใครเพื่อขอความยุติธรรมก็ไม่ได้ ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนในทุก ๆ วัน
“ทุกคนดูนังเด็กตัวซวยนั่นสิเกิดมาก็ทำให้แม่ตาย จนกลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ พ่อก็ยังมาพิการตาบอดอีก แถมตอนนี้ยังเป็นไอ้ฆาตกรพาชาวบ้านขึ้นเขาไปตายด้วย ตัวซวยของหมู่บ้านเราโดยแท้”
เซี่ยซางเด็กชายร่างใหญ่รูปร่างอ้วนท้วมบุตรชายคนรองของบ้านใหญ่ว่าพลางชี้มือมาทางเซี่ยอันหนิง พร้อมกับหัวเราะอย่างชอบใจ ยังมีเด็กผู้ชายตัวผอมถ้าจำไม่ผิด เขาน่าจะชื่อสือโถว เป็นเด็กบ้านใกล้เรือนเคียงบ้านใหญ่ และเซี่ยเสี่ยวหยากับเด็กผู้หญิงอีกคนซึ่งนางเองก็จำชื่อไม่ได้ เพราะไม่มีเวลาไปเล่นกับคนอื่นในหมู่บ้าน มัวแต่ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เจ้าเด็กอ้วนเขาว่าพ่อของนางเป็นฆาตกรเชียวหรือ นี่มันใส่ความกันชัดๆ คนที่เกิดเหตุเมื่อวานเพียงแค่บาดเจ็บเท่านั้น แถมพ่อของนางก็ยังบาดเจ็บไม่น้อยด้วย ไม่มีใครตายสักหน่อย หึหึ
“ใช่ ๆ ตั้งแต่ที่พวกมันสองคนมาอาศัยอยู่ด้วย บ้านของพวกเราก็วุ่นวายไปหมด” เซี่ยเสี่ยวหยาบุตรสาวคนเล็กของบ้านใหญ่เอ่ยว่าเสริมขึ้นมาอย่างเสียมิได้
“พวกเจ้าน่ะสิตัวซวย บิดามารดาเจ้าไม่สั่งสอนหรืออย่างไร ว่าอย่ามาว่าคนอื่นเช่นนี้ ท่านพ่อข้าไม่ได้เป็นฆาตกรเสียหน่อย คนที่ขึ้นเขาไปกับท่านพ่อข้าก็ไม่มีใครตายนี่ หุบปากเน่า ๆ ของพวกเจ้าไปเสีย”
เซี่ยอันหนิงด่ากลับทันควันแต่เท้าเล็ก ๆ ของนางยังคงเดินหาอาหาร เก็บสมุนไพรต่าง ๆ ระหว่างทางไปเรื่อย ๆ หวังว่าเด็กพวกนั้นจะถอยไปเอง นางไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับพวกเด็กมีปัญหา แต่ความจริงก็มิได้เป็นเช่นที่นางคิด เด็กพวกนั้นก็ยังคงเดินตามนางไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ลดละ โดยหวังว่าเซี่ยอันหนิงจะกลัวแล้ววิ่งหนีไปเหมือนทุกทีกระมัง