หากแต่นางจะไปเอาจดหมายนั่นมาจากที่ใดกันล่ะ จ้าวอวี้เจินแม้จะเป็นลูกอนุที่มิค่อยมีใครสนใจ แต่นางมีบิดาเป็นคนกว้างขวางมีทั้งเงินและเส้นสายก็ไม่แปลกที่จะที่จะได้จดหมายจากกองทัพมาง่ายๆ แล้วนางล่ะจะทำอย่างไรดี
จะว่าไปแล้วบิดาของนางก็เคยเป็นทหารมาก่อนมิใช่หรือ บางทีบิดาของนางอาจจะรู้จักกับลูกชายของท่านยายหลี่ก็เป็นได้
ก่อนกลับบ้าน เซี่ยอันหนิงได้เดินย้อนกลับไปถามเพื่อนบ้านของท่านยายหลี่เถียนอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจ เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจแล้วจึงกลับบ้านไปหาบิดาอย่างรวดเร็ว
“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ”
น้ำเสียงสดใสเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ทำให้เซี่ยต้าไห่นึกอยากบ่นนางนัก เป็นสาวเป็นนางกลับตะโกนเสียงดังมิรู้มารยาทเสียเลย แต่เมื่อได้ยินเสียงแจ่มใสอารมณ์ดีของนางถึงเพียงนี้ก็ให้นึกสงสัยยิ่งนัก บุตรสาวของเขาไปพบเจออะไรมากันแน่นะจึงได้อารมณ์ดีเช่นนี้
“ท่านพ่อเจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาเจ้าค่ะ”
นั่นอย่างไรเล่า บุตรสาวของเขาต้องมีเรื่องอะไรให้เขาช่วยเป็นแน่ เซี่ยต้าไห่แอบบ่นพึมพำอยู่ภายในใจ เมื่อได้ยินเสียงหวาน ๆ ดังมาจากสาวน้อยที่นั่งข้าง ๆ
เซี่ยอันหนิงเข้ามานั่งใกล้บิดาพูดจาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน มือน้อย ๆ บีบนวดแขนของบิดาไปมาอย่างเอาอกเอาใจ
“หืม…ไหนมีอะไรให้พ่อช่วยพูดมาให้พ่อฟังดูเถิด”
“คือข้า…อยากรู้วิธีการทอผ้าจากท่านยายหลี่เถียนเจ้าค่ะ แต่ท่านยายมิยอมสอนข้า เพื่อนบ้านนางบอกว่านางไม่ได้ทอผ้าไหมมาหลายปีแล้ว เพราะเป็นกังวลเรื่อง ของลูกชายที่ไปเป็นทหารอยู่ชายแดน ไร้ซึ่งการติดต่อมาหลายปี มิรู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นหรือตายอย่างไร”
เซี่ยอันหนิงเล่าเรื่องราวให้บิดาฟังด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่จะให้นางไปบอกท่านยายหลี่เถียนได้อย่างไรว่าบุตรชายนางยังไม่ตาย หลักฐานอะไรก็ไม่มี จะบอกบิดาว่านางรู้อนาคตล่วงหน้าก็ไม่ได้ เลยต้องมาถามข่าวคราวของลูกชายยายหลี่จากบิดาเสียก่อน
“อืม…ท่านยายหลี่เถียนหรือ”
เซี่ยต้าไห่รับรู้ถึงความมุ่งมั่นจริงจังของบุตรสาวก็อดเห็นใจนางมิได้ เช่นนั้นเขาจะลองช่วยนางดูสักครั้งก็แล้วกัน
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพ่อรู้จักหลี่มู่หยวนลูกชายของท่านยายหรือไม่เจ้าคะ”
เซี่ยอันหนิงเอ่ยถามบิดาอย่างตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวาววับดังเห็นสิ่งของล้ำค่าอยู่ตรงหน้า พร้อมที่จะคว้าหยิบขึ้นมาเชยชมให้ได้ในทันที
“รู้จัก”
“ดีจริง เช่นนั้นท่านพ่อช่วยข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อืมพ่อจะลองดู”
ในอดีตเซี่ยต้าไห่เป็นทหารที่เก่งกาจมากคนหนึ่งของกองทัพ แต่เพราะเขาได้รับบาดเจ็บจากการพลาดท่าให้ศัตรูจนพิการจึงไม่สามารถทำงานต่อได้ แม้ผู้เป็นนายจะเสียดายฝีมือเขาอยู่ไม่น้อย เอ่ยปากว่าให้กลับไปทำงานต่อได้ ซึ่งในค่ายทหารเขาสามารถทำงานอย่างอื่นไม่จำเป็นต้องออกไปรบ หรือฝึกฝนทักษะก็ได้
แต่เซี่ยต้าไห่กลับต้องปฏิเสธน้ำใจของท่านแม่ทัพ เพราะเขาอยากใช้เวลาที่เหลืออยู่ดูแลบุตรสาวมากกว่า เขาจึงขอกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเซี่ยเจียบ้านเกิดของตนเอง
ชาวบ้านต่างก็รู้ว่าเขาเคยเป็นทหารมาก่อน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขามีฐานะ หรือตำแหน่งอะไร พวกชาวบ้านไม่ได้สนใจนักในเมื่อเขาพิการตาบอดกลับมาก็เท่ากับว่าเขาไม่มีฐานะตำแหน่งการงานอะไรทางการทหารแล้วล่ะ
แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านในหมู่บ้านรับรู้คือ เซี่ยต้าไห่เป็นคนที่มีความสามารถและมีประโยชน์กับพวกเขาอยู่บ้าง แม้ว่าเขาจะตาบอดข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็มองเห็นเพียงเลือนลางแต่เขาสามารถใช้ประสาทสัมผัสจากหูและความคล่องตัว นำพาชาวบ้านขึ้นเขาหาของป่าและล่าสัตว์ป่ามาเลี้ยงชีพได้
ทั้งยังช่วยสอนวิธีการทำกับดักสัตว์ให้ชาวบ้านอีกด้วย จนชาวบ้านในหมู่บ้านเซี่ยเจียสามารถจับสัตว์ในป่าไปขายและเริ่มมีเงินขึ้นมา ไม่ยากจนข้นแค้นอดมื้อกินมื้อเหมือนเช่นแต่ก่อน แต่นี่ก็เป็นเรื่องก่อนหน้านี้ เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถพาชาวบ้านเหล่านั้นออกไปล่าสัตว์ได้อีกแล้ว วันนั้นชาวบ้านจึงได้โวยวายเพราะเห็นว่าเขาบาดเจ็บและไร้ประโยชน์
เซี่ยต้าไห่นั้นไปทำงานเป็นทหารในกองทัพมาหลายปี เขามักจะส่งเบี้ยหวัดมาให้ทางบ้านตลอด จนเขาได้รับบาดเจ็บต้องรักษาตัวอยู่นาน จึงทำให้ไม่มีเงินส่งมาที่บ้านเป็นเวลาหลายเดือน เขาไม่รู้เลยว่าผู้คนในหมู่บ้านรวมถึงญาติพี่น้องต่างคิดว่าเขาตายไปแล้วเนื่องจากไม่ส่งเงินกลับมา แต่เมื่อเห็นเขากลับมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านก็นึกตกใจกันยกใหญ่ในตอนนั้น หลายปากหลายคำพูดก็พากันกระซิบกระซาบพูดถึงเขาอย่างมิเกรงใจ
“เซี่ยต้าไห่ เขายังไม่ตายหรือ”
“เขากลับมานั่นไง”
“เขาพิการอีกทั้งยังตาบอดกลับมาด้วย มิใช่จะกลับมาเป็นภาระให้กับทางบ้านใหญ่ตระกูลเซี่ยหรอกหรือ”
“เขาพาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้กลับมาด้วยนะ”
“หรือจะเป็นลูกสาวเขา”
เสียงชาวบ้านเล่าลือกันต่าง ๆ นานา เซี่ยต้าไห่เองก็รับรู้แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ อย่างน้อยก็ยังมีมารดาของเขาที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเขามากกว่าทุกคน มีนางที่มิได้มองว่าเขากับบุตรสาวเป็นแค่ตัวภาระ
“เจ้ากลับมาแล้วหรือดีจริง ๆ ที่เจ้ายังไม่ตายเข้ามาในบ้านก่อนเถิด”
หวังซินมารดาของเซี่ยต้าไห่เดินเข้ามากอดบุตรชายไว้แน่น ลูบเนื้อตัวเขาไปมา อย่างน้อยแค่เขายังมีชีวิตอยู่มารดาเช่นนางก็ดีใจมากแล้ว ใครจะพูดเช่นไรนางก็มิเก็บมาคิดอันใดมาก
“โอ๊ะ! แล้วนี่บุตรสาวเจ้าหรือน่ารักน่าชังเสียจริง”
หญิงชราเหลือบไปเห็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เกาะอยู่ด้านหลังบิดาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ นางก็เดินเข้ามาลูบศีรษะอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นเซี่ยต้าไห่พยักหน้ารับ นางก็เข้าไปจูงแขนเด็กหญิงตัวน้อยเข้าไปในบ้านอย่างอ่อนโยน
แต่เมื่อจะเข้าประตูก็พบเซี่ยกงสวีและนางซูเหลียนยืนขวางทางไว้ ทั้งสองทำหน้าไม่พอใจอย่างมาก เมื่อเห็นเซี่ยต้าไห่พิการตาบอดกลับมา
“ในเมื่อเจ้าไปแล้วจะกลับมาทำไม ที่บ้านท่านพ่อก็แบ่งปันสิ่งของให้แยกบ้านทุกคนหมดแล้ว และที่นี่ก็เป็นบ้านของพวกเราจะให้คนนอกเช่นเจ้ามาอยู่ได้อย่างไร”
เซี่ยกงสวี่กล่าวน้ำเสียงไม่พอใจใบหน้าบึ้งตึง ดีที่ก่อนบิดาจะเสียเขาได้แบ่งสรรปันส่วนแยกบ้านสำหรับลูก ๆ ทุกคนหมดแล้ว
ในตอนนั้นบิดาคิดว่าเซี่ยต้าไห่ตายไปแล้ว จึงมิได้ระบุว่าให้สิ่งใดกับเขาเลย เมื่อคนผู้นี้กลับมาเขาจึงคิดว่าหากจะต้องดูแลตัวภาระนี้เขาจึงแสดงสีหน้าไม่พอใจทันที
“แค่คนในบ้านก็แทบจะอดมื้อกินมื้อกันอยู่แล้ว พวกเจ้ายังจะมาอาศัยเป็นภาระให้พวกเราอีกหรือ ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะท่านพี่”
นางซูเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจด้วยอีกคน นางมองพวกเขาสองพ่อลูกด้วยสายตาเหยียด ๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า
กลับมาแต่ตัวเงินทองของมีค่าอะไรก็ไม่มีเช่นนี้ มิใช่จะรั้งแต่เป็นภาระให้บ้านของพวกนางหรอกหรือ
นางหวังซินมารดาของพวกเขามองดูลูก ๆ ทั้งน้ำตาพลางถอนหายใจเบา ๆ ตอนแบ่งสมบัติกัน นางกับสามีคิดว่าเซี่ยต้าไห่คงจะสร้างครอบครัวอยู่ที่เมืองหลวง หรือเขาอาจจะตายไปแล้วเพราะมิได้ข่าวคราวมาเกือบหนึ่งปี จึงไม่ได้แบ่งอะไรไว้ให้เขาเลย ทางบ้านก็มิใช่ว่าจะมีสมบัติมากมายอะไร แบ่งคนละเล็กละน้อยก็หมดแล้ว แต่เมื่อเห็นเช่นนี้นางก็พลันเศร้าใจยิ่งนัก
“กงสวี่ถือว่าแม่ขอร้องเจ้าให้น้องอยู่ที่นี่ไปก่อนสักพักเถิด ให้เขาช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อน หากน้องหาที่หาทางได้แล้วค่อยให้เขาย้ายออกไปก็ได้ บ้านเราก็ยังเหลือห้องว่างอยู่ตั้งสองห้อง แม่ขอเจ้าเท่านี้ได้หรือไม่ อย่างน้อยต้าไห่ก็เป็นน้องชายของเจ้า”
เซี่ยกงสวี่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มารดากล่าวเช่นนี้เขาจะทำอย่างไรได้เล่า ชายร่างท้วมหันไปมองหน้าภรรยาที่กำลังทำหน้าบึ้งตึง ก่อนจะทำเสียงฮึดฮัดถอนหายใจเดินหนีไปเสียดื้อ ๆ
แม้พวกบ้านใหญ่จะไม่อยากต้อนรับพวกเขาพ่อลูก แต่เพราะเห็นแก่มารดาจึงจำใจยินยอมให้เซี่ยต้าไห่และบุตรสาวเข้ามาอยู่ด้วย
‘หากสิ้นมารดาค่อยไล่พวกมันออกไปก็ไม่สาย’ เซี่ยกงสวี่คิดอยู่ในใจเพียงลำพังมิได้กล่าวให้ใครได้ยิน
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่าง เข้ามากระทบโต๊ะไม้ตัวเก่าที่ตั้งอยู่กลางห้อง แสงจากตะเกียงน้ำมันกะพริบไหวไปมาเผยให้เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ บนหน้ากระดาษเขียนอักษรบางอย่างไว้
ในขณะที่เซี่ยอันหนิงนอนหลับไปแล้ว ที่ห้องข้าง ๆ ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้นมานั่งเขียนจดหมายบางอย่างอยู่เงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนบุตรสาว
เวลากลางคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ข้ามวันเป็นเช้าตรู่เสียแล้ว เซี่ยอันหนิงบิดตัวไปมาอยู่บนเตียงเตาที่ปูด้วยเสื่อเก่า ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นไปหุงหาอาหารสำหรับมื้อเช้าของสองพ่อลูก
หลังจากผ่านเวลาอาหารเช้า เซี่ยอันหนิงก็เก็บถ้วยจานไปไว้หลังบ้าน หมายจะล้างแล้วออกไปข้างนอกเสียหน่อย แต่ถูกบิดาเรียกไว้เสียก่อน
“อันหนิงเจ้ามาหาพ่อหน่อย พ่อมีเรื่องให้เจ้าไปทำ เดี๋ยวถ้วยชามพวกนั้นพ่อล้างเอง”
เซี่ยอันหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร นางทำตามที่บิดาบอกอย่างว่าง่าย บิดาของนางต้องมีเรื่องอะไรสำคัญแน่ ๆ หรือจะเป็นเรื่องที่นางขอร้องเมื่อวาน หญิงสาวเดินเข้ามาหาบิดาในห้องพร้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ท่านพ่อมีอะไรหรือเจ้าคะ”
เซี่ยต้าไห่ไม่พูดพร่ำยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับบุตรสาวทันที เซี่ยอันหนิงรับมามองดูด้วยความฉงน คิ้วบาง ๆ ขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย
“เจ้านำมันไปส่งให้กับท่านผู้เฒ่าเหล่ย ในหมู่บ้านให้พ่อที พ่อจะลองติดต่อใครสักคนดูว่าพอจะมีทางติดต่อหลี่มู่หยวนได้หรือไม่”
“อ๋อ!เจ้าค่ะท่านพ่อ”
เซี่ยอันหนิงรับคำแล้วรีบนำจดหมายออกไปส่งให้กับผู้เฒ่าเหล่ยในหมู่บ้านทันที บ้านผู้เฒ่าเหล่ยเป็นบ้านที่รับฝากของไปขายหรือฝากจดหมายไปส่งในเมืองอยู่เป็นประจำ บางครั้งเขาจะรับซื้อของจากชาวบ้านแล้วนำกลับไปขายต่อในเมืองอีกที
เซี่ยต้าไห่ไม่ได้บอกบุตรสาวว่าเขากับหลี่มู่หยวนเคยเป็นทหารรุ่นเดียวกัน เขาออกจากที่นั่นมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าที่นั่นจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด เพื่อน ๆ ของเขายังมีชีวิตเหลืออยู่กี่คน
หลังจากส่งจดหมายจากบิดาไปหลายวันแล้ว เซี่ยอันหนิงก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ เวลาผ่านไปเพียงสิบวัน จดหมายฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาที่บ้านของพวกเขามีใจความว่า
‘อีกไม่กี่วันจะเดินทางไปแนวหน้าของชายแดน จะช่วยนำข่าวไปบอกให้’