แคว้นจิ้น รัชศกหรูเมิ่งปีที่สาม
แคว้นจิ้นถือเป็นแคว้นทางตอนเหนือที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง แม้แต่การค้าการขายการติดต่อกับต่างบ้านต่างเมือง ยังนำความเจริญมาสู่ชาวประชาแคว้นจิ้นกันอย่างถ้วนหน้า เนื่องด้วยแผ่นดินแคว้นจิ้น ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแผ่นดินจงหยวนนี้ปกครองโดย หยางฮ่องเต้และสวีฮองเฮาผู้มีคุณธรรม
ทั้งสองพระองค์ครองรักกันมาเนิ่นนาน โดยที่หยางฮ่องเต้นั้นไม่สนมใดสักนางให้ระคายเคืองพระทัยของสวีฮองเฮา ทั้งสองพระองค์มีโอรสด้วยกันสี่พระองค์ องค์แรกคือองค์ชายใหญ่ซึ่งดำรงตำแหน่งรัชทายาท นามว่าหยางเฉิง[1] องค์ที่สองเป็นองค์ชายรองนามว่าหยางซวนอวี่[2] องค์ที่สามนามว่าหยางเฟิง[3] และองค์สุดท้องนามว่าหยางเพ่ยฉี ซึ่งโอรสองค์อีกสามองค์ที่เหลือได้รับพระราชทานตำแหน่งชินอ๋อง เป็นรองเพียงองค์รัชทายาทหยางเฉิงเท่านั้น
แม้ว่าทั้งสี่องค์จะเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน แต่ว่าชินอ๋องหยางเพ่ยฉีผู้ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็กสุดกลับมีนิสัยเจ้าชู้และชื่นชอบสาวงามเป็นอย่างยิ่ง เขามักจะใช้เวลาที่เหลือในแต่ละวันหลังงว่างเว้นจากราชกิจมาเที่ยวหอนางคณิกาบ่อยครั้ง โดยมีนางโลมลือชื่อว่า ‘หลิ่วอวี้หรู’ ซึ่งถือว่าเป็นสาวงามล่มเมืองทำงานอยู่ที่นี่
อีกทั้งชินอ๋องหยางเพ่ยฉีก็ดูจะโปรดปรานหลิ่วอวี้หรูเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าหากเขามาเยือนหอนางโลมแห่งนี้เมื่อใด หลิ่วอวี้หรูก็พร้อมมาปรนนิบัติเขาเสมอไม่ว่ายามใด
แม้ว่าหลิ่วอวี้หรูจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายเมื่อมาปรนนิบัติชินอ๋อง แต่ว่าสิ่งที่นางไม่เคยได้รับคือการ ‘ปรนนิบัติบนเตียง’ ใคร ๆ ต่างก็มองออกกันทั้งนั้น ว่าสตรีคณิกาผู้นี้ต้องการเป็นบ่าวอุ่นเตียงของชินอ๋องผู้หล่อเหลา แต่เหมือนว่าสวีฮองเฮาที่ตามใจโอรสองค์เล็กจะทราบเรื่องเข้า ถึงกับมีคำสั่งจะให้ปิดหอนางคณิกาแห่งนี้ ทว่าชินอ๋องหยางเพ่ยฉีขอร้องต่อมารดาเอาไว้และรับปากว่าจะไม่ให้มีเรื่องเสื่อมเสียเด็ดขาด
สวีฮองเฮายอมตามใจโอรสองค์เล็กอีกครา แต่ก็มีคำสั่งเข้มงวดว่าไม่มีวันรับสตรีที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่นมาเป็นคนในราชวงศ์เด็ดขาด
และนี่เป็นอีกวันที่ชินอ๋องหยางเพ่ยฉีมาหาความสำราญในหอคณิกา
หลิ่วอวี้หรูถวายการปรนนิบัติ บีบนวดให้อย่างเอาอกเอาใจ “เป็นอย่างไรบ้างเพคะท่านอ๋อง”
หยางเพ่ยฉีหลับตาเคลิ้มไปกับการปรนนิบัติของนาง เขาตอบในลำคอ “อืม”
หลิ่วอวี้หรูยิ้มอย่างพึงใจ นางต้องการทำให้เขาพึงพอใจจนปรารถนาจะร่วมเตียงกับนางในที่สุด
“ท่านอ๋อง มีราชสาสน์ด้วยมาจากฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เป็น ‘รองแม่ทัพเหลียนเจิ้ง’ วิ่งถือสาสน์ของหยางฮ่องเต้เข้ามาหาหยางเพ่ยฉีอย่างกระหืดกระหอบ หยางเพ่ยฉีที่กำลังนอนเอกเขนกเอนกายอย่างสุขสบาย ลืมเปลือกตาขึ้นมองเหลียนเจิ้งที่วิ่งเข้ามา
เขาโบกมือให้หลิ่วอวี้หรูหยุดบีบนวดตนสักครู่หนึ่ง นางจึงถอยออกไปอยู่ที่ด้านนอกของห้องรับรอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบฟังการสนทนา
“ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้ท่านอ๋องเข้าเฝ้าในวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทราบมาว่าพระองค์มีประสงค์จะให้ท่านอ๋องอภิเษกสมรส”
คำว่าอภิเษกสมรสกระแทกเข้ากลางใจของหลิ่วอวี้หรูอย่างแรง นางโลมสาวกำหมัดเข้าหากันแน่น เพียงเพราะสวีฮองเฮารังเกียจชาติกำเนิดอันต่ำต้อยของนางเป็นแน่ จึงได้มีสมรสพระราชทานผ่านฝ่าบาทอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คงไม่ต้องการให้ท่านอ๋องหาทางรับคนต่ำต้อยเช่นตนไปเป็นหญิงมีหน้ามีตาในราชวงศ์เป็นแน่
ชินอ๋องหยางเพ่ยฉีม้วนสาสน์นั้นส่งคืนเหลียนเจิ้งด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่มีท่าทีความรู้สึกใด ๆ ออกมา
เนื่องจากเห็นว่าบุตรชายคนเล็กยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังชอบเที่ยวเตร่หอนางคณิกา สวีฮองเฮาจึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง หมายใจอยากจะหาสตรีที่ดีสักคนให้บุตรชายเผื่อว่าหยางเพ่ยฉีมีชายาแล้วจะอยู่ติดจวนอ๋องบ้าง แม้ว่ารัชทายาท หยางเฉิงผู้เป็นโอรสองค์โตจะยังไม่ออกเรือน แต่เมื่อได้ปรึกษากันแล้ว หยางเฉิงกลับสนับสนุนความคิดนี้ของบิดามารดา แม้แต่อ๋องหยางเฟิงและหยางซวนอวี่ก็ไม่คัดค้านเรื่องนี้ พวกเขากลับเห็นดีเห็นงามเป็นอย่างมาก
กระทั่งชินอ๋องหยางเพ่ยฉีเดินทางมาเข้าเฝ้าในวังหลวง ก็พบพี่ชายทั้งสามของตนมาอยู่ก่อนหน้าแล้ว เขาประสานมือคำนับบิดามารดาและพี่ชายทั้งสาม ท่าทีสำรวมต่างจากตอนอยู่หอนางคณิกาเป็นอย่างมาก
“เสด็จพ่อเสด็จแม่ เรียกลูกเข้าเฝ้าในวันนี้ มีเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” หยางเพ่ยฉีถาม อันที่จริงเขารู้คำตอบแก่ใจอยู่แล้วจากเหลียนเจิ้ง
สวีฮองเฮากล่าว “แม่มีความคิดว่างานวันเกิดของแม่ปีนี้ แม่อยากจัดงานชุมนุมบุปผา เชิญสตรีสูงศักดิ์จากทั่วแคว้นมาร่วมงานนี้ แม่เลยอยากให้พวกเจ้าทั้งสี่คนให้ความร่วมมือด้วย พวกเจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร”
เป้าหมายของสวีฮองเฮาไม่ใช่จัดงานชุมนุมปักบุปผาในวันเกิด แต่ว่าเป้าหมายคือหาพระสุณิสา[4] ให้ราชงศ์ เนื่องจากโอรสทั้งสี่ต่างเติบโตเป็นชายหนุ่มหล่อเหลาสมควรที่จะมีพระชายาเป็นของตัวเองเสียที โดยเฉพาะองค์ชายใหญ่ หยางเฉิงที่ต้องมีพระชายารัชทายาทเสริมความมั่นคงให้ราชบัลลังก์
พวกเขาทั้งสี่ทราบความนัยของผู้เป็นมารดาแล้วว่าประสงค์สิ่งใด หากแต่ว่าไม่กล้าขัดใจ แม้แต่เสด็จพ่อยังไม่กล้าขัดใจเสด็จแม่เลยแม้แต่น้อย พวกเขาทั้งสี่จึงได้แต่เชื่อฟัง ทว่าสิ่งที่มารดากำลังทำอยู่นี้ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างไม่ต้องสงสัย
“หากเสด็จแม่คิดว่าอย่างไร พวกเราก็ไม่กล้าขัดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ว่าอาจจะมีคนตกใจสักเล็กน้อยก็ได้” อ๋องสามหยางเฟิงลอบหันมามองน้องชายคนสุดท้องเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ กระตุกขึ้นที่มุมปาก คล้ายกับว่าได้เจอเรื่องราวที่แสนถูกใจ
สวีฮองเฮายิ้มกริ่ม “พวกเจ้าสมกับเป็นลูกแม่ เอาล่ะ อีกเจ็ดวันแม่จะจัดงานชุมนุมปักบุปผา หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะให้ความร่วมมือ ต้อนรับท่านหญิงจากแต่ละเมืองดี ๆ ล่ะ ครอบครัวพวกนางล้วนเป็นสหายร่วมรบกับราชวงศ์เรามาช้านาน นับว่าอยู่กันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า อย่าทำเรื่องที่ไม่ดีกับพวกนางเข้าล่ะ”
สวีฮองเฮากำชับ จากนั้นบุตรทั้งสี่และฮ่องเต้จึงเดินออกมาจากตำหนักคุนหนิง
หยางเพ่ยฉีคาดเดาว่าสตรีหนึ่งในนั้นที่ถูกเชื้อเชิญมาต้องมีกัวเหม่ยอิงแห่งสกุลกัวด้วยแน่นอน สตรีแข็งกระด้างที่เขาเคยปรามาสเอาไว้ จนป่านนี้ก็หลายสิบปีแล้วที่ไม่ได้เจอนาง ไม่รู้ว่านางจะเติบโตมาเป็นเช่นใด อาจจะกลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่เหมือนดังวัยเยาว์ก็ได้
แต่ว่าต่อให้นางจะเติบโตมาเป็นอย่างไร เขาก็ไม่มีวันชายตามองนางมาเป็นพระชายาเด็ดขาด สตรีที่แสนแข็งกระด้างดูอย่างไรแล้วก็ไม่มีวันเชิดหน้าชูตาสามีหรือวงศ์ตระกูลได้เลยสักนิด หากว่าจะเลือกใครเป็นคู่ครองกัวหลิวหลียังดูดีเสียกว่าทั้งรูปโฉมและมารยาท
หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งวัน สวีฮองเฮาทรงให้อาลักษณ์หลวงมาแต่งหนังสือเชิญเหล่าอ๋องผู้ครองแคว้นจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งบุตรธิดาของพวกเขามาร่วมงานชุมนุมปักบุปผาที่กำลังจะจัดขึ้นในงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของสวีฮองเฮา งานนี้แม้แต่อ๋องแห่งโยวโจว เสียน หยางและผิงหลิง ต่างก็ได้รับสาสน์เชิญกันอย่างถ้วนหน้า รวมถึงกัวอ๋องแห่งลั่วหยางด้วยเช่นกัน
พระชายาซุยซุนฮวาอ่านสาสน์เชิญเหล่านั้นด้วยความยินดีต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าของจวนอ๋อง ซึ่งมีตำแหน่งเสมือนไทเฮาแห่งลั่วหยาง หญิงชรานั่งยิ้มปีติ หากว่าสวีฮองเฮาเชิญสตรีจากทั่วทุกสารทิศไปเช่นนี้ อาจมีข่าวดี
เรื่องการเลือกคู่ของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่
การเชื่อมสัมพันธ์กับราชวงศ์นั้นเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจและตระกูลขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายใฝ่ฝัน ถึงการได้เป็นพระชายาเอกหรือพระชายารองของท่านอ๋องทั้งสี่ การที่สกุลกัวได้รับหนังสือเชิญเช่นนี้นั่นเป็นเพราะมิตรภาพแต่เก่าก่อนที่สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ
กัวหลิวหลีที่กำลังปรนนิบัติท่านย่าและมารดาของตนต้องชะงักมือ เมื่อ หลี่กุยเยี่ยนกุมมือของหลานสาวคนโปรดอย่างนาง “สวีฮองเฮา ทรงจัดงานชุมนุมปักบุปผาเช่นนี้ คงเพราะหมายตาหลานของย่าให้กับท่านอ๋ององค์ใดองค์หนึ่งเป็นแน่”
กัวเหม่ยอิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัวเส้าเทียน ซึ่งกำลังให้ความสนใจกับการขัดดาบในมือต้องช้อนสายตามองหลี่กุยเยี่ยนกับกัวหลิวหลีเล็กน้อย แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ใส่ใจนัก
“หลานสาวของย่างดงามปานนี้ ฮองเฮาคงหมายใจอยากให้สกุลของเราดองกับท่านอ๋ององค์ใดองค์หนึ่งเป็นแน่” หลี่กุยเยี่ยนลูบไล้ใบหน้าของกัวหลิวหลีอย่างทะนุถนอม หลานสาวผู้นี้นั้นตั้งแต่เด็กก็เป็นคนดวงดีที่เชิดหน้าชูตาคนในตระกูลได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการร่ำเรียนเขียนอ่าน กัวหลิวหลีนับว่าอยู่ลำดับที่หนึ่ง ไม่มีใครมาแทนที่ได้
“จะดีหรือเจ้าคะท่านแม่ หากอาหลีได้ออกเรือนก่อนเหม่ยอิงที่เป็นพี่สาวคนโต คงไม่เหมาะสม” เฉิงฮูหยินซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างจากหลี่กุยเยี่ยนเอ่ยเสียดสีถึงหลานสาวอีกคนขึ้นมา
หลี่กุยเยี่ยนหัวเราะ “หลานของข้ามีแค่เส้าเทียนกับอาหลี ไม่มีคนอื่น ใครจะมาออกเรือนก่อนอาหลีของข้าได้ล่ะ”
คำพูดของหลี่กุยเยี่ยนเป็นดั่งน้ำร้อนที่ราดรดหัวใจของกัวเหม่ยอิงให้เจ็บช้ำ ส่วนกัวหลิวหลีได้แต่มองพี่สาวต่างมารดาด้วยความสงสาร เนื่องด้วยนางเองก็ถือว่าเป็นผู้เยาว์คนหนึ่ง เป็นคนพูดน้อยและสงบปากสงบคำ ไม่ค่อยชอบต่อล้อต่อเถียงผู้ใด ครั้นจะเอ่ยปากแทนกัวเหม่ยอิงก็เกรงว่าจะทำให้หลี่กุยเยี่ยนเกลียดชังตนไปด้วย จึงได้แต่เอ่ยขอโทษพี่สาวต่างมารดาอยู่ในใจแทน
พระชายาเอกซุยซุนฮวาเอ่ยออกมา “เหม่ยอิง ในสาสน์นี้ให้ท่านอ๋องเชิญบุตรธิดาของท่านไปทุกองค์ เจ้าเองก็เป็นเชื้อสายของท่านอ๋อง เดินทางไปด้วยกันเถิด”
กัวหลิวหลีเมื่อเห็นมารดากล่าวเปิดทางก่อนเช่นนี้ จึงเข้ามาเกาะแขนพี่สาวอย่างสนิทสนม “นั่นสิท่านพี่ ท่านเป็นลูกคนโต อีกทั้งท่านเองก็คุ้นเคยกับฮองเฮาไม่น้อย ท่านไปด้วยกันนะเจ้าคะ”
“เกิดมาก็นำความอัปมงคลมาสู่คนอื่น ยังคิดจะไปเผยแพร่เชื้อความอัปมงคลอีกหรือไร” หลี่กุยเยี่ยนกล่าวน้ำเสียงไม่พอใจ นางกลัวว่ากัวเหม่ยอิงจะทำให้สกุลกัวอับอายต่อหน้าคนมากมาย
กัวเหม่ยอิงพูดขึ้นมาว่า “เจ้าไปเถิดอาหลี ข้าอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว”
หลี่กุยเยี่ยนโบกพัดพร้อมกับระบายยิ้มอย่างพอใจ “ก็ดีนะที่ยังรู้ว่าตนเองคือตัวโชคร้ายของคนอื่น นับว่ายังพอมีสำนึกอยู่บ้าง ไม่ทำให้วงศ์ตระกูลอับอายขายหน้าไปมากกว่านี้”
“ท่านแม่ พอเถิดเจ้าค่ะ” ซุยซุนฮวารีบห้ามเอาไว้ หากปล่อยให้หลี่กุยเยี่ยน กล่าวมากกว่านี้ อาจทำให้กัวเหม่ยอิงต้องเจ็บช้ำน้ำใจมากกว่าเดิม ที่สำคัญกัวอ๋องรักบุตรสาวคนโตมาก หากว่ามารดาของสามีต่อว่าบุตรสาวสุดที่รักเช่นนี้อาจทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำภายในจวนอ๋องได้
“เหตุใดอิงเอ๋อร์จึงไม่ควรไปร่วมงานตามคำเชิญของฮองเฮา ท่านแม่” กัวเฉียนเฟิงที่สงบใจแอบฟังอยู่ด้านนอกประตูมานานเอ่ยออกมา นับตั้งแต่กลับมาอยู่ที่จวนอ๋องระหว่างรอครบกำหนดสามเดือนก่อนกลับชายแดนด่านเทียนเหอ มารดาของเขาก็ต่อว่ากัวเหม่ยอิงไม่เว้นแต่ละวัน
แต่นับว่าโชคดีนักที่บุตรสาวคนโตของเขามีความอดทนสูง จึงไม่ตอบโต้อะไรนอกเหนือจากในวันนั้น อีกทั้งนางไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าผู้ใด ทำให้เขาผู้เป็นบิดายิ่งสงสารนางมากขึ้นไปอีกเมื่อต้องมาแบกรับสิ่งที่ไม่ได้ก่อจากคนในตระกูล
“เฟิงเอ๋อร์ นางเป็นตัวอัปมงคลของบ้านเรา เจ้าจะให้นางไปเผยแพร่ความโชคร้ายที่ราชสำนักอีกหรือ?” เฉิงฮูหยินกล่าว มารดาของตนเกลียดใครนางก็เกลียดด้วยเช่นกัน
กัวเหม่ยอิงเอ่ยขึ้นมาว่า “เฉิงฮูหยินเป็นคนเช่นนี้ ข้าไม่ค่อยแปลกใจนักว่าทำไมเฉิงโหวถึงรับอนุเข้าจวนมาเพิ่มไม่เว้นวัน เพราะท่านน่ารำคาญแบบนี้นี่เอง”
เฉิงฮูหยินลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทิ้ม เรื่องที่สามีของนางมีอนุนั้นไม่เคยเล็ดลอดออกมานอกจวนเลยสักครั้ง ทั้งบ่าวไพร่นางก็สั่งกำชับปิดปากให้สนิท เพราะนางกลัวคำครหาที่ว่าไม่มีปัญญาที่จะควบคุมสามีได้ จนต้องไปหาความสุขนอกบ้าน พานางโลมทั้งหลายมาเป็นอนุเหยียบหัวนางเล่นไม่เว้นวัน
“ข้าว่าเฉิงฮูหยิน เอาเวลาที่ใส่ใจเรื่องครอบครัวข้า ไปดูแลสามีท่านดีหรือไม่ ได้ข่าวว่าเขาออกไปรบคราวนี้ก็มีนาง ๆ ทั้งหลายคอยปรนนิบัติบนเตียงไม่ห่าง หากโชคร้ายพวกนางเหล่านั้นตั้งครรภ์ทายาทคนแรกของจวนโหวขึ้นมา ท่านจะเดือดร้อนเอาได้นะ” เฉิงฮูหยินตกใจแทบล้มทั้งยืน กระทั่งกัวหลิวหลีต้องมาประคองท่านป้าของตนเอง แม้ว่าเฉิงฮูหยินจะมีฐานะเป็นป้าแท้ ๆ ของกัวเหม่ยอิง แต่ในเมื่อไม่เกรงใจกันก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเคารพกันมากนัก
แค่ทุกวันนี้นางอดทนก็เพราะเห็นแก่กัวเฉียนเฟิง ไม่อยากให้เขาทุกข์ใจเพราะนางอีก แค่เพราะเจอหลี่กุยเยี่ยนด่าทอนางทุกวัน บิดาก็คงช้ำใจหนักมากแล้ว
“เป็นเด็กเป็นเล็กต้องเคารพต่อผู้ใหญ่ หลักคุณธรรมขงจื๊อเจ้าคงไม่เคยเรียนมาสินะ หรือว่าเอาแต่รบกับหญ้าหรือกินกลางทรายกับพวกเลวทรามที่เจ้าคบกันล่ะ ถึงได้มีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ไม่เห็นหัวข้าที่เป็นป้าของเจ้า” เฉิงฮูหยินหมายต่อว่ากัวเหม่ยอิงให้สาแก่ใจ แต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“หลักคุณธรรมของขงจื๊อ จงสุภาพต่อผู้ที่ควรสุภาพด้วย เฉิงฮูหยิน อยากได้ความเคารพจากข้า แต่ท่านทำตัวให้น่าเคารพหรือยัง”
กัวเหม่ยอิงตอกกลับอย่างไม่มีช่องโหว่
“หากใครให้นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่ไปงานของสวีฮองเฮา ก็เท่ากับว่าไม่ให้ความเคารพต่อข้าที่เป็นผู้ใหญ่ของตระกูลนี้!” หลี่กุยเยี่ยนประกาศกร้าว นางไม่ต้องการให้กัวเหม่ยอิงไป เด็กสาวตรงหน้างดงามเกินไปกลัวว่าจะได้ดีกว่าหลานสาวคนโปรดของตน
อีกทั้งสวีฮองเฮาแต่เดิมก็เป็นสหายสนิทของอดีตพระชายาเอกที่สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านี้ จะเอาคนที่ขาดความอบอุ่นจากครอบครัวไปเป็นหน้าตาของวงศ์ตระกูลไม่ได้เด็ดขาด สตรีที่จะเป็นหน้าตาของสกุลกัวและสร้างชื่อเสียงอันดีงาม ต้องเป็นกัวหลิวหลีเท่านั้น
กัวหลิวหลีมีคุณสมบัติครบทุกอย่าง อีกทั้งตอนนี้มารดายังมีฐานะเป็นพระชายาเอกเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋อง นางพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ มีทั้งการศึกษาที่พรั่งพร้อม นางพร้อมด้วยศาสตร์ทั้งหกแขนงที่ร่ำเรียนมาจนแตกฉาน คุณสมบัติเช่นนี้หาได้ยากในแผ่นดินฉางอันแล้ว
“แต่ข้าได้ข่าวว่างานนี้ท่านหญิงทั้งสามผู้เป็นสหายของพี่หญิงไปร่วมงานนี้ด้วย อย่างไรก็ให้พวกนางได้พบปะกันก็ดีนะขอรับท่านย่า” กัวเส้าเทียนลึก ๆ ก็เห็นใจพี่สาวคนโตอยู่ไม่น้อยที่โดนกดขี่ทุกทางเช่นนี้
เฉิงฮูหยินกล่าวขึ้นมาว่า “คนอย่างนางน่ะ แค่ท่านหญิงทั้งสามลด ตัวมาคบด้วย ก็นับว่ามีบุญมากแล้ว ดีที่ไม่เอาความซวยไปเยือนท่าน
หญิงทั้งสามน่ะ”
“พอ!” กัวเฉียนเฟิงตะโกนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เขาอดทนไม่ไหวต่อไปที่บุตรสาวคนโตโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
“ท่านพ่อ สงบใจก่อนเถิด ลูกไม่เป็นอะไร” กัวเหม่ยอิงจับท่อนแขนของบิดาส่งผ่านความรู้สึกให้รับรู้ว่าตนเองสบายดี แม้ว่า ‘ข้างใน’ จะเจ็บมากก็ตามกับตลอดเวลายี่สิบปีที่โดนกระทำอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้
กัวเฉียนเฟิงสัมผัสมือบุตรสาวที่วางบนท่อนแขนของตนเบา ๆ “เหม่ยอิง”
กัวอ๋องหันมาพูดกับเฉิงฮูหยินว่า “งานรำลึกบรรพชนก็ผ่านไปแล้ว ข้าว่าไม่มีความจำเป็นที่ท่านพี่ต้องอยู่ที่นี่ ท่านกลับไปเถิด”
“เจ้าไล่ข้าหรือ?” เฉิงฮูหยินถาม
“ใช่”
หลี่กุยเยี่ยนลุกขึ้นยืน นางประคองไม้เท้ามองกัวเฉียนเฟิง “เฉียนเฟิง หากเจ้ามีเวลาก็สั่งสอนบุตรสาวไร้มารยาทของเจ้าบ้าง อะไรถูกอะไรผิด เจ้าควรสอนนาง ไม่ใช่ให้นางกล่าววาจาไม่เห็นหัวข้า! เดี๋ยวใครจะว่านางเอาได้ว่าบิดาไม่สั่งสอน”
กัวเหม่ยอิงทนไม่ไหวอีกต่อไป นางกำลังจะกล่าวแต่กัวเฉียนเฟิงเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“ข้าสอนนางเสมอท่านแม่ ข้าสอนนางแม้กระทั่งว่าหลักคุณธรรมความกตัญญูคืออะไร สอนแม้กระทั่งว่าหากผู้ใดไม่ให้ความเคารพเรา แต่ก็ควรเคารพตนเอง สอนให้เห็นว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เหม่ยอิงเป็นลูกสาวข้าเป็นหลานในไส้ของท่านแม่เอง ท่านแม่กระทำกับนางราวกับไม่ใช่คน หากว่านางจะลุกขึ้นมาปกป้องตนเองนั่นไม่ใช่เรื่องที่เสียมารยาทด้วยซ้ำ ข้าไม่เคยเห็นนางทำร้ายใครก่อน มีแต่ท่านและท่านพี่ที่ทำร้ายนาง นางไม่ตอบโต้อยู่บ่อยครั้ง...อย่าทำให้ความอดทนของข้ากัวเฉียนเฟิงหมดลง ไม่เช่นนั้นจวนกัวอ๋องอาจจะเหลือแต่ชื่อก็ได้”
กัวเฉียนเฟิงไม่เคยโกรธใครมากเท่านี้ หากเป็นคนอื่นเขาอาจจะยอมนิ่งเฉยปิดตาข้างหนึ่ง เพราะถือว่าไม่มีความสลักสำคัญอันใด แต่นี่...มารดาแท้ ๆ ของเขากำลังต่อว่าหลานในไส้ด้วยวาจาร้ายกาจ เขาเป็นบิดาที่ให้คำมั่นสัญญาต่ออดีตชายาเอกของตนเอาไว้แล้ว ว่าจะปกป้องกัวเหม่ยอิงและสั่งสอนนางให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเด็ดขาด
“เหม่ยอิง เจ้าต้องเดินทางไปกับพ่อ เจ้าเป็นจวิ้นจู่คนหนึ่งของสกุลกัว ไม่มีใครมาห้ามเจ้าได้” กัวเฉียนเฟิงกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น
กัวหลิวหลีดีใจที่พี่สาวจะได้เดินทางไปกับตนด้วย อย่างน้อยท่านพ่อก็ได้พูดสิ่งที่สมควรพูดออกมาทั้งหมดแล้ว เหลือแต่ท่านย่าที่ยังคงอคติกับพี่สาวเพราะเรื่องในอดีตของพวกผู้ใหญ่ หากเป็นไปได้นางก็อยากให้พี่สาวได้สามีที่ดีสักคน จะได้พ้นจากวังวนที่น่าหดหู่แบบนี้
อย่างน้อยหากความงามของพี่สาวเข้าตาท่านอ๋ององค์ใดองค์หนึ่งก็คงจะเป็นผลดีต่อสกุลกัวอย่างแน่แท้
[1] พระเอกจากเรื่อง หงส์เย้ามังกร
[2] พระเอกจากเรื่อง พู่กันลายหงส์
[3] พระเอกจากเรื่อง หงส์สะบัดปีก
[4] เป็นคำราชาศัพท์ หมายถึงลูกสะใภ้