แต่เมื่อกี้ก็เป็นเธออีกนั่นแหละที่อยู่ในอ้อมกอดของเอกราช คิดมาถึงตรงนี้ภูริก็ได้สติ เขาแสยะยิ้มเย้ยหยัน ใช่ เธอสวย...แต่ทำตัว ‘ร่าน’ ได้แม้แต่กับลูกคนใช้ในบ้าน ผู้หญิงแบบนี้นี่เองถึงได้ยอมรับการคลุมถุงชนอย่างง่ายดาย ในระหว่างที่เจ้าของตัวจริงอย่างเขาไม่อยู่ เธอก็คงมีไอ้ลูกขี้ข้านั่นช่วยระบายความใคร่ไปไม่รู้กี่ยกแล้วสินะ!
“หนูดา นี่พี่ภูริ เรียกว่าพี่ภูเฉยๆ ก็ได้ลูก...”
“สวัสดีค่ะ พี่ภู” หญิงสาวยกมือไหว้ รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ชอบกลกับสายตาดุดันของอีกฝ่าย ตอนแรกเขามองเธอด้วยความพอใจ แต่เพียงครู่เดียวกลับจ้องเขม็งเสียจนเธอใจหายวาบ
“เราจะแต่งงานกัน ถ้าจดทะเบียนเฉยๆ แต่ไม่มีพิธีรีตองอะไร เธอจะมีปัญหาไหม” เขาไม่รับไหว้ด้วยซ้ำ แต่โพล่งออกมาแบบไร้มารยาทในทันที ชาติชายขยับจะตำหนิ แต่อัมพิกาส่ายหน้าห้าม กลัวว่าการยั่วโมโหในตอนนี้จะทำให้ภูริปฏิบัติตัวไม่ดีต่อว่าที่เจ้าสาว ปล่อยให้ทั้งคู่ตกลงกันเองน่าจะดีกว่า
“ไม่มีค่ะ ดา...”
“แค่นั้นแหละที่ฉันอยากรู้” ชายหนุ่มตัดบท ปรายตามองดารินญาอย่างพิจารณา ผู้หญิงที่ใช้ความสวยเป็นสะพานไปสู่ความสุขสบาย สมแล้วที่จะกลายเป็นเพียงแค่ของเล่นของเขา
แม้เธอจะไม่ใช่ผู้หญิงมือหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เขาไม่ถือหรอก...มีประสบการณ์มาก่อนสิดี จะได้ไม่ต้องมาสอนกันให้เมื่อย รับรองว่าถ้าได้ลิ้มรสบทสวาทของเขา เธอจะไม่ต้องลำบากไปใช้ของชั่วคราวอย่างเอกราชอีกแน่
“แน่ใจหรือหนูดา การแต่งงานมันสำคัญกับลูกผู้หญิงนะลูก” ชาติชายถามเสียงอ่อน นั่นยิ่งทำให้ภูริระคายหูหนักขึ้นอีก หากบิดาพูดจาน่าฟังกับเขาแบบนี้บ้าง มันก็คงดีไม่น้อย
“แน่ใจค่ะคุณลุง แค่นี้ดาก็ไม่รู้จะตอบแทนคุณลุงยังไงแล้ว อย่าจัดพิธีให้มันสิ้นเปลืองเลยนะคะ” ประโยคนี้ทำให้ภูริตาโต เข้าใจว่าเธอหมายถึงบุญคุณเรื่องที่จัดการให้ได้แต่งงานกับเขา ทั้งที่ความจริงแล้ว ดารินญาหมายถึงเรื่องที่ชาติชายกับอัมพิกาช่วยจัดการเรื่องพ่อให้ต่างหาก
“คุณพ่อจะให้ผมจดทะเบียนเมื่อไร บอกมาเลยครับ” ภูริเร่งเร้า
“ตามฤกษ์ยามที่หาไว้ก็วันที่เก้าเดือนหน้า แกมีเวลาทำความคุ้นเคยกับหนูดาเดือนกว่าๆ” ชาติชายบอก
“ครับ งั้นเริ่มจากวันนี้เลยแล้วกัน” เขาตอบ แล้วหันไปคว้าข้อมือดารินญา “ฉันหิว แต่ไม่อยากกินข้าวที่บ้าน ออกไปร้านอาหารใกล้ๆ เป็นเพื่อนหน่อยสิ”
“เอ่อ...”
“จะปฏิเสธเหรอ? ฉันนึกว่าเธอเองก็อยากทำความคุ้นเคยกับฉันเสียอีกนะ” ชายหนุ่มยิ้มเยาะ
“ค่ะ ไปก็ได้ค่ะ ขอตัวไปหยิบกระเป๋าก่อนนะคะ”
“ไม่ต้อง เธอไม่ต้องใช้เงินอยู่แล้ว เพราะว่าที่สามีคนนี้จะจ่ายให้เองทุกบาท น่าจะชอบนะ”
“พอทีเถอะภู เลิกพูดจายียวนได้แล้ว” ชาติชายอดตำหนิไม่ได้
“ขอโทษครับที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ เอาเป็นว่าผมจะระวังคำพูดนะครับ” ไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ ทั้งสิ้นสำหรับคนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับบิดามาตลอด อัมพิกาแตะแขนสามีเบาๆ อีกครั้ง เมื่อเขาทำท่าจะพูดจาตอบโต้ ไม่อยากให้มันยืดยาวจนดารินญาอึดอัดและทำตัวไม่ถูกมากไปกว่านี้
ภูริจูงมือว่าที่ภรรยาออกไปข้างนอก เปิดประตูรถแล้วดันไหล่เธอให้ขึ้นไปนั่งเคียงข้าง ตลอดทางที่ขับรถไปยังร้านอาหาร หญิงสาวนั่งนิ่งไม่พูดจา ส่วนคนที่ทำหน้าที่สารถีคอยลอบมองด้วยความพอใจ ไม่คิดเหมือนกันว่าลูกสาวเพื่อนสนิทของบิดาจะสวยหวานไปทั้งตัวแบบนี้ จริงๆ ก่อนนี้เขาเองก็คงเคยเห็นเธออยู่บ้าง แต่คงไม่ได้ใส่ใจอะไร ใบหน้าจิ้มลิ้มนี้จึงไม่เคยอยู่ในความทรงจำมาก่อน และแม้ว่าอีกใจจะชิงชังที่เธอใจง่ายยอมแต่งงานกับคนแปลกหน้าอย่างเขา เพียงเพราะหวังสบาย แต่มันก็ห้ามใจไม่ให้มองเธอไม่ได้จริงๆ
“กินข้าวเย็นแล้วใช่ไหม” เขาชวนคุย
“เรียบร้อยค่ะ” เธอตอบเสียงนุ่ม ยิ่งทำให้เขาพึงพอใจ
“กินอีกไหวหรือเปล่า ฉันไม่ชอบกินข้าวคนเดียว”
“ก็ถ้าพี่ภูอยากให้ดากินเป็นเพื่อน ดากินได้ค่ะ”
“เธอพูดคุยสนิทสนมแบบนี้กับทุกคนเลยหรือเปล่า โดยเฉพาะกับไอ้เอก” เมื่อได้ยินคำค่อนขอดนั่น ดารินญาก็นั่งบีบมือตัวเองเงียบๆ ไม่พูดไม่จา คนในบ้านเคยบอกไว้แล้วว่าภูริเป็นคนแบบไหน แต่เธอเพิ่งได้สัมผัสเองเป็นครั้งแรก จึงคิดว่าการเจียมตัวน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เมื่อไม่โต้ตอบ ภูริก็ไม่สามารถหาเรื่องได้อีก เขาสะบัดหน้าหลับไปมองหนทางเบื้องหน้า เมื่อถึงร้านอาหารใกล้บ้านก็เลี้ยวรถเข้าไปจอด พนักงานสาวสวยกระวีกระวาดมาต้อนรับลูกชายเศรษฐีกระเป๋าหนักทันที ภูริเปิดประตูลงไป ปล่อยให้สาวสวยสองคนกอดแขนคนละข้าง แล้วพาเข้าไปในนั่งที่โต๊ะประจำ โดยไม่สนใจคนที่ยังอยู่ในรถด้วยซ้ำ
“นี่มันร้านอาหารประเภทไหนกัน พนักงานถึงแต่งตัวกันแบบนั้น” ดารินญายกมือขึ้นปิดหน้าอกตัวเองแล้วทำแก้มป่อง เนื่องจากขนาดของมันเล็กกว่าพวกแม่สาวทรงโต ที่ตอนนี้กำลังนั่งเอนกายเบียดชิดว่าที่สามีของเธออยู่ นอกจากจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้นวับๆ แวมๆ แล้ว พวกหล่อนยังดูสวยเฉี่ยวกันทุกคน ทำเอาผู้หญิงจืดชืดอย่างเธอแทบไม่กล้าลงไปจากรถเลย
แต่เขามีเพื่อนกินข้าวแล้วนี่...คงไม่สนใจเธอหรอก